โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Special Report | ‘มรสุม Low Season’ ฉุดท่องเที่ยวโตหดตัว -2.3% ไทยส่ง ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ ลงสนามกู้รายได้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มิ.ย. เวลา 16.35 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. เวลา 09.35 น.

ท่ามกลางภาวะหดตัวของดัชนีท่องเที่ยวสะสม 5 เดือนแรกที่ลดลง -2.30% ยามเผชิญมรสุม Low Season ของตลาดระยะไกล ทว่า "กรุงเทพฯ" กลับจุดพลุเศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนเม็ดเงินมหาศาลจาก 9 ชาติมหาอำนาจเอเชียที่หลั่งไหลเข้ามาผ่านอภิมหาเทศกาล Pride สะท้อนโมเมนตัมใหม่ของโครงสร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย ที่ต้องพึ่งพาพลัง Soft Power และนโยบายความเท่าเทียม เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน

หากพิจารณาตัวเลขเชิงปริมาณเพียงผิวเผิน เม็ดเงินและปริมาณผู้คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอาจดูเหมือนยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง ทว่าในเชิงลึก ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ

โดยสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 ปิดตัวเลขอยู่ที่ 14,032,649 คน มองดูอาจเป็นสเกลที่ใหญ่ แต่เมื่อเทียบชนกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า กลับพบว่าอัตราการเติบโตหดตัวลง -2.30% นี่คือประเด็นสำคัญที่ชี้ว่า เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนจีดีพีไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ "หน่วงตัว" ของอุปสงค์ ในตลาดโลก

ผ่าสูตรคำนวณ 14 ล้านคน: สัญญาณเตือนภัยจาก "สมการติดลบ" และแรงกดดันของฤดูกาล

เมื่อเจาะลึกโครงสร้างรายเดือนตามความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล เพื่อเปรียบเทียบโมเมนตัมระหว่างปี 2568 (ฐานเดิม) และปี 2569 (ปัจจุบัน) จะพบความน่าสนใจดังนี้:

  • มกราคมเปิดศักราชด้วยความแตกต่าง: ปี 2568 เริ่มต้นอย่างคึกคักด้วยจำนวน 3,709,102 คน ขณะที่ปี 2569 เปิดตัวเลขต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดที่ 3,277,908 คน โดยลดลง -2.7% จากเดือนก่อนหน้า (MoM)
  • กุมภาพันธ์ประคองตัวต่างมิติ: ปี 2568 ตัวเลขชะลอตัวลงอย่างรุนแรงถึง -15.9% MoM (เหลือ 3,119,445 คน) แต่สำหรับปี 2569 ถือว่าประคองตัวได้ดีมาก โดยลดลงเพียง -0.43% MoM (อยู่ที่ 3,263,802 คน)
  • มีนาคมเผชิญแรงเหวี่ยงคู่ขนาน: ทั้งสองปีเกิดภาวะดิ่งลงอย่างพร้อมเพรียง โดยปี 2568 หดตัว -12.8% MoM (เหลือ 2,720,457 คน) ส่วนปี 2569 ดิ่งลึกกว่าที่ -14.97% MoM (เหลือ 2,775,199 คน)
  • เมษายนพยุงรับเทศกาล: ปี 2568 เริ่มชะลอตัวน้อยลงที่ -6.4% MoM (เหลือ 2,547,116 คน) ขัดกับปี 2569 ที่ยังคงดิ่งต่อเนื่องถึง -14.64% MoM (เหลือ 2,368,895 คน) สะท้อนว่าแรงส่งของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้อาจไม่เป็นไปตามเป้า
  • พฤษภาคมสัญญาณตั้งรับและทรงตัว: ปี 2568 ตัวเลขลดลงอีก -11.0% MoM (เหลือ 2,266,574 คน) ทว่าในทางกลับกัน ปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการทรงตัว (Stabilization) อย่างชัดเจน โดยปิดตัวเลขเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนที่ 2,346,845 คน หรือลดลงเพียงเล็กน้อยที่ -0.93% MoM เท่านั้น

ความลาดชันของตัวเลขปี 2569 ที่หดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เกิดจากผลกระทบโดยตรงทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ กล่าวคือ ตัวแปรหลักที่เป็นแรงฉุด มาจากการชะลอตัวด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เนื่องจากประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low season) อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปและอเมริกาที่มีพฤติกรรมการพำนักระยะยาว (Long Stay) และมีอัตราการใช้จ่ายต่อหัวสูงเริ่มลดบทบาทลง ส่งผลให้ตัวเลขสะสมภาพรวมตกอยู่ในภาวะติดลบ

อย่างไรก็ดี อะไรคือคานงัดที่เข้ามาพยุงไม่ให้ตัวเลขในเดือนมิถุนายน 2569 ดิ่งลึกไปมากกว่านี้? คำตอบถูกระบุไว้ในปัจจัยเชิงบวกของช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน นั่นคือแรงหนุนจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ที่ได้อานิสงส์จากการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ วันอีดิ้ลฟิตรี (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดของชาวมุสลิม) และวันวิสาขบูชา กลุ่มอินเซนทีฟและการเดินทางระยะสั้นเหล่านี้พุ่งเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปชั่วคราว ดั่งจะเห็นได้จากสถิติ 5 สัญชาติแรกที่พยุงโครงสร้างนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ได้แก่:

  • อันดับ 1 จีน: 2,318,312 คน
  • อันดับ 2 มาเลเซีย: 1,737,938 คน
  • อันดับ 3 อินเดีย: 1,056,729 คน
  • อันดับ 4 รัสเซีย: 946,732 คน
  • อันดับ 5 เกาหลีใต้: 539,848 คน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า เอเชียกำลังแบกรับสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวของไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้การบริหารพอร์ตโฟลิโอนักท่องเที่ยวของไทยต้องปรับทิศทาง จากการพึ่งพาธรรมชาติและฤดูกาล (Seasonal-driven) ไปสู่การพึ่งพาการจัดกิจกรรมและการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรม (Event & Cultural-driven) เพื่อกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาด Long haul อ่อนแอ

น่านน้ำใหม่ "Rainbow Economy": ขุมทรัพย์แสนล้านที่ไร้พรมแดนฤดูกาล

เมื่อตลาดท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม (Mass Tourism) เผชิญความผันผวนจากปัจจัยด้านฤดูกาล ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมองหา "น่านน้ำใหม่" (Blue Ocean) ที่มีกำลังซื้อสูง มีความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) และที่สำคัญคือ มีพฤติกรรมการเดินทางที่ไม่ขึ้นตรงกับสภาพภูมิอากาศ ขุมทรัพย์นั้นถูกจำกัดความในโลกการเงินว่า "Rainbow Economy" หรือเศรษฐกิจกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+)

จากข้อมูล Market insight ล่าสุดของ LGBT Tourism Market Report 2026-2033 โดย Coherent Market Insights ได้ประมาณการตัวเลขเชิงมูลค่าที่พิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือตลาดทองคำ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดการท่องเที่ยว LGBTQIAN+ ในปี 2569 นี้ จะทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 385.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยับตัวเพิ่มขึ้นจาก 357 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และแนวโน้มระยะยาว ยังคงรักษาสปีดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะเติบโตแตะ 660.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2533 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้น (CAGR) สูงถึง 8% ต่อปี

ในมิติของเมืองแห่งอนาคตและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ได้ฉายภาพสะท้อนมุมมองสอดคล้องกับรายงานจาก World Economic Forum ไว้อย่างน่าสนใจว่า:

"วันนี้ เราเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเทศกาลฉลองความหลากหลาย สู่การเป็น ‘Global Movement of Inclusion’ ที่ให้คุณค่ากับความหลากหลายทางเพศสภาพ แต่รวมถึงความคิด ตัวตน และวิถีชีวิต สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่มองว่า Diversity & Inclusion คือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของเมืองแห่งอนาคต"

การวิเคราะห์เชิงลึกระบุว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ จัดอยู่ในหมวด High-Value Travelers หรือกลุ่มนักเดินทางกระเป๋าหนัก ด้วยพฤติกรรมโครงสร้างประชากรแบบ DINKs (Double Income, No Kids) หรือการเป็นคู่รักที่ทำงานมีรายได้ทั้งคู่แต่ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ส่งผลให้มีรายได้พึงจับจ่าย (Disposable Income) ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป มีความพร้อมในการจ่ายเพื่อซื้อการบริการระดับพรีเมียม โรงแรมดีไซน์หรู และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ตัวตน

การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม Rainbow Economy จึงไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR หรือการตลาดเพื่อภาพลักษณ์อีกต่อไป หากแต่เป็น "กลยุทธ์การบริหารพอร์ตรายได้ระดับประเทศ" เพื่อหาโมเดลธุรกิจใหม่มาทดแทนรายได้ส่วนขาดในช่วงรอยต่อของฤดูกาลท่องเที่ยว

อานิสงส์ ‘สมรสเท่าเทียม’: คานงัดสำคัญที่เปลี่ยน ‘ความบันเทิง’ ให้เป็น ‘เม็ดเงิน’ ระดับสากล

สิ่งที่พิสูจน์ทฤษฎีข้างต้นได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก Agoda แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ที่เปิดเผยสถิติล่าสุดของการค้นหาที่พักในกรุงเทพฯ สำหรับการเข้าพักในช่วงสัปดาห์แห่งประวัติศาสตร์ ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พบว่า พิกัดของกรุงเทพฯ ได้กลายสภาพเป็น "ศูนย์กลางแม่เหล็ก" ของภูมิภาค โดย 9 อันดับแรกของประเทศที่มียอดการจองและค้นหาที่พักสูงสุดในช่วงเทศกาล Pride ล้วนมาจากทวีปเอเชียทั้งสิ้น ซึ่งความต้องการ ถูกขับเคลื่อนหลักจาก 9 ชาติเหล่านี้:

  • กลุ่มเอเชียตะวันออกและอาเซียนตอนบน: นำโดย มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, จีน, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง และฟิลิปปินส์

การที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ครองอันดับต้นๆ สะท้อนความสัมพันธ์เชิงพื้นที่และเวลา นักเดินทางกลุ่มนี้ต้องการสัมผัสประสบการณ์เปิดกว้างและมีชีวิตชีวา ภายใต้เงื่อนไขการเดินทางผ่าน "เที่ยวบินระยะสั้น" ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดเดียวกับที่เข้ามาพยุงตัวเลขนักท่องเที่ยวภาพรวมในเดือนพฤษภาคมตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น

อะไรคือแรงดึงดูดให้กรุงเทพฯ เหนือกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในเอเชีย? หากมองหาเหตุและผลเชิงลึก ดันเจี้ยนสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านทางกฎหมายและการวางรากฐานนโยบายประเทศ การที่ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในปี พ.ศ. 2568 ถือเป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" สำคัญในระดับมหภาค มันส่งข้อความเชิงบวก ไปยังประชากรสีรุ้งทั่วโลก ว่าเมืองไทยไม่ใช่แค่พื้นที่ที่เปิดรับชั่วคราว แต่ให้การรับรองสิทธิและความเท่าเทียมอย่างแท้จริงในระดับโครงสร้างกฎหมาย

นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของ Agoda ได้สะท้อนมุมมองทางธุรกิจต่อปรากฏการณ์นี้ว่า "กรุงเทพฯ มีเสน่ห์พิเศษในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วเอเชียในช่วง Pride Season ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ทั้ง 9 ตลาดต่างประเทศที่มียอดค้นหาสูงสุดล้วนมาจากภูมิภาคเดียวกัน ที่อโกด้า เรามุ่งมั่นช่วยให้นักเดินทางทุกคนเข้าถึงที่พักที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม… เพื่อให้ทุกช่วงเวลาพิเศษเป็นทริปที่ทุกคนเข้าถึงได้"

เสน่ห์ดึงดูดและกิจกรรมที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างช่วงเทศกาลปีนี้ ถูกยกระดับสู่ความเป็น "สากล" และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ:

  • Bangkok Pride Awards 2026 (28 พฤษภาคม ณ NEX HALL สยามพารากอน): งานประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ขับเคลื่อนชุมชนใน 11 สาขา รวม 24 รางวัล ดึงดูดการมีส่วนร่วมของมหาชนผ่านยอดโหวตที่ถล่มทลายมากกว่า 6 ล้านโหวต สะท้อนถึงการสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกดิจิทัล (Digital Engagement) ที่แข็งแกร่ง
  • Pride Parade (31 พฤษภาคม): ภายใต้ธีม "Patch the World with Pride" ขบวนพาเหรดที่เคลื่อนตัวจากถนนสีลมมุ่งหน้าสู่สนามกีฬาเทพหัสดิน พร้อมสัญลักษณ์ธงสายรุ้งขนาดยักษ์ความยาวกว่า 500 เมตร นี่คือเครื่องมือชั้นยอดในการสร้าง "Visual Marketing" แพร่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย
  • Bangkok Pride Forum & Drag Bangkok Festival 2026: การจัดเวทีเสวนาวิชาการกว่า 35 เซสชัน ควบคู่ไปกับการแข่งขันลิปซิงค์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียภายใต้แนวคิด "From Thailand to the World" เป็นการเปลี่ยนผ่านจากแค่ความบันเทิง สู่การสร้างเนื้อหาเชิงคุณค่าและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ยุทธศาสตร์ "Inclusive Ecosystem"ดันไทยสู่ฐานะ Finalist ‘World Pride 2030’

เมื่อวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ การจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่การจัดงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Inclusive Ecosystem" หรือระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และการค้าปลีก เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่มองเห็นเทรนด์นี้มาอย่างยาวนาน โดยขยายขอบเขตยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ:

  • ขยายสเกลเชิงพื้นที่แบบก้าวกระโดด: จากการจัดงาน 9 สาขาในปี 2566 พุ่งทะยานสู่ 40 สาขาทั่วประเทศในปี 2569 นี้ ครอบคลุมหัวเมืองหลักและเมืองรองทั่วมุมตึกของไทย ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์ "We Are Many"
  • มวลชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: มีการคาดการณ์ว่าระบบนิเวศการจัดงานนี้จะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกันมากกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ

มูฟเมนต์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการพาประเทศไทยเข้าสู่รอบสุดท้ายในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะ "ชาติแรกในเอเชีย" ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกนี้ ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาล

"Soft Power" วาย-แซฟฟิก: เมล็ดพันธุ์ส่งออก 5,000 ล้านบาท

องค์ประกอบสุดท้ายที่ไม่สามารถละเลยได้ในสมการเศรษฐกิจสีรุ้งของไทย คือฟันเฟืองด้าน Soft Power ที่มีอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหัวหอก ข้อมูลทางสถิติระบุชัดเจนถึงพลังการส่งออกสื่อสร้างสรรค์ดังนี้:

  • เจ้าตลาดเอเชียอย่างเบ็ดเสร็จ: ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีรีส์กลุ่ม Boys Love (ซีรีส์วาย) และ Girls Love (ซีรีส์แซฟฟิก) ของประเทศไทย สามารถครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในภูมิภาคเอเชียได้สูงถึง 53%
  • มูลค่าและการเติบโตระดับ Double-Digits: อุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าตลาดรวมไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาทในปี 2568 และยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ราว 17% ต่อปี
  • เครือข่ายจัดจำหน่ายไร้พรมแดน: ก้าวขึ้นเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม (Cultural Export) ที่มีการส่งออกลิขสิทธิ์กระจายไปแล้วมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก

ความเกี่ยวเนื่องเชิงเหตุและผลระหว่างอุตสาหกรรมซีรีส์และโครงสร้างนักท่องเที่ยวคือ ปรากฏการณ์ "การบริโภคสื่อนำสู่การเดินทางจริง" แฟนคลับจากจีน มาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่บริโภคคอนเทนต์ไทย มีพฤติกรรมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อตามรอยสถานที่ถ่ายทำ เข้าร่วมงานแฟนมีตติ้ง และจับจ่ายซื้อสินค้าของศิลปิน ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวสู่ตำแหน่ง Global Hub ของ Rainbow Entertainment อย่างเต็มตัว

มองข้ามช็อตท่องเที่ยวไทย จากผู้ตั้งรับตามฤดูกาล สู่การเป็น ‘Global Hub’ ที่ไม่มีวัน Low Season

ตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสม 5 เดือนแรกที่หดตัวลง -2.30% เปรียบเสมือนดัชนีสะท้อนให้ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องปรับพอร์ตโฟลิโอ วัฏจักรเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง บังคับให้ไทยต้องเร่งปรับพอร์ตโฟลิโอจากการพึ่งพิงตลาดแบบเดิมๆอยางMass & Seasonal

Rainbow Economy ไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่ารวมระดับแสนล้านดอลลาร์ และมีอัตราเติบโตคงเส้นคงวาปีละ 8% การผสานกันระหว่าง "ความพร้อมทางกฎหมาย" (สมรสเท่าเทียม), "ความพร้อมทางระบบนิเวศภาคเอกชน" (Inclusive Ecosystem) และ "พลังขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม" (Soft Power ซีรีส์วาย-แซฟฟิก) กำลังทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังช่วยลดแรงกระแทกจากภาวะ Low Season ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทางรอดและทางโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยหลังจากนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ตั้งรับตามฤดูกาล" สู่การเป็น "ผู้สร้างแพลตฟอร์มแห่งความเท่าเทียมระดับโลก" หากรัฐและเอกชนสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้จนถึงการคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ World Pride 2030 ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่มีคำว่าฤดูกาลมาเป็นข้อจำกัดอีกต่อไป

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...