โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มณีแสงนิล “เราอาจเป็นใครสักคน...ในใครหลายคน”

สยามรัฐ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต

“…ชีวิตมีข้อเปรียบเทียบอันแฝงลึกทบซ้อนอยู่ในจิตใจเสมอ มันอาจเป็นความสุกสว่างอันเจิดกระจ่าง ที่ซ้อนหลืบอยู่กับห้วงเหวของความมืดมน… หรือกระทั่งอาจเป็นความสุข..ที่เคลือบอยู่ในรสชาติอันคลางแคลงของความทุกข์..ทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นได้ในโลกที่ถูกถมทับไปด้วยมายาคติ ที่ยากจะชำระล้างเหมือนเช่นในทุกวันนี้..!

และด้วยสภาวะที่ “เราทุกคน อาจเป็นได้เพียงใครสักคน ในหลายๆ คน” ภาพเงาแห่งความเป็นตัวตนของชีวิต..จึงส่องแสงแห่งชะตากรรมออกมาอย่างหน่วงหนัก ผ่านลมหายใจของอารมณ์ที่ทั้งกรรโชก และเฉื่อยเนือยผิดหวัง..ระคนกัน…! “…อนาคตที่มารวมกัน เราเป็นเพียงใครสักคนในใครหลายคน พันธนาการไว้ด้วยความคิดบางประเภท หลายสิ่ง หมุนวน ไหลผ่าน กลืนกลาย มิหลงเหลือสิ่งใดไว้ให้อดีตฯ”

..สาระทางความคิดที่ชวนตระหนักรู้เบื้องต้น คือส่วนสำคัญแห่งนัยความคิด ที่ได้จากหนังสือรวมบทกวีที่ฉานฉายถ้อยสำนึก สู่การรับรู้อันล้ำลึกของความเป็นชีวิต..!

“มณีแสงนิล”..น้ำคำแห่งการสร้างสรรค์ของกวีสาว “สิริวตี”..ที่บอกเล่าด้วยความเข้าใจอันหยั่งลึกต่อจิตวิญญาณที่ทั้งเร้นซ้อนและเปิดเปลือยของตัวตนแห่งตน..! ผ่านมิติความหมายของอัญมณีแห่งพลังอำนาจจากธรรมชาติ การคุ้มครองปกป้อง..การเสริมส่งชีวิตด้วยบารมีและความมั่นคง รวมทั้ง การเป็นผลึกอันศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยปกป้องคุ้มภัยต่อชีวิตแห่งชีวิต..!

“ใครกันจะรู้ว่า/บ้านที่แท้จริงของบางคนอยู่ในบทกวี/ไม่เร่าร้อน ไม่เร่งรีบ และ เย็นใจ/มันอาจประกอบสร้างเป็นอนุสาวรีย์สักวันหนึ่ง/ออกแบบเป็น โวหาร ในบริบทของความทรงจำร่วมระหว่างกัน..!”

“สิริวตี”..เขียนบทกวีแห่งใจถึงใครบางคนด้วยภาวะรู้สึกที่ห่วงหา มันคือจุดสัมผัสทางความรู้สึกที่ เกาะกินใจ ที่ยากจะลบเลือน..แม้เมื่อใด!

คุณยังคงสวมเสื้อตัวนั้นอยู่ไหม/ตัวที่สีของมันเป็นสีเดียวกับผืนน้ำและแผ่นฟ้า/ไม่มีใครเหมือนคุณ/ ฉันลืมปักดอกไม้หรือใบไม้สักลวดลายลงไปให้/ลืมเก็บก้านใบของต้นไม้บางต้นแนบไปกับแขนเสื้อ/ริ้วหญ้าบางชนิดยังคงติดตัวคุณ/ยามคุณนั่งลงสบตากัน/ความวิเวกตรงตีนเขา เหมือนเงาน้ำตา…/ คุณยังคงทำเช่นนั้น/ฉันสิ…ไปไหนไม่พ้นกวีสามช่องเลย/ฉัน/คุณ/เรา/…

..หลายๆ ขณะที่ความรู้สึกอันจริงแท้ของเรา ถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่มิดชิด ภายใต้ลิ้นชักของอารมณ์แห่งอารมณ์เฉพาะตัว เป็นสำนึกรู้ อันท่วมท้นและแยบยลต่อจิตสัมผัสแห่งปรารถนา อันมิใช่ชั่วขณะ..!

ความรู้สึกของใครสักคน มิใช่ชั่วขณะ/ถูกกอบเก็บไว้ในลิ้นชัก เพื่อรอเติบโต/ รอค้นพบความหมาย ของการ รักษา ไว้ อย่างแท้จริง/ คำว่ารักของใครสักคนบนโลกใบนี้มีค่ามากมาย/บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นด้วยโชคชะตาบางอย่าง เกินกว่าเข้าใจ/ หากคุณมองเห็นและไม่เลือนมันออกไป/ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับชีวิตคุณ/เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มันเคยเกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า/ปล่อยมันเป็นไปตามสถานะ/ของลิ้นชักที่เราจะไม่เปิดมันออกมา!/

..หากมีการสังเกตเห็น..บทกวีของ “สิริวตี” จะมีการตอกย้ำให้เห็นด้านคู่ขนานของชีวิต มันคือเงาร่างของเจตจำนงอันแฝงลึกในเนื้อในของบทกวี ..คือ..รากเหง้าแห่งจินตภาพและมโนภาพทางความคิด ที่ตอกสลักข้ามทาบเงาของความมีอยู่ แห่ง ชีวิต..อันยิ่งใหญ่และเติบกล้ากว่าเดิม..!

“เราอาจเรียกมันว่าชีวิต/ในยามรัก อาจชัง/ยามชังอาจรัก/ แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า../เราไม่เคยรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง(ของมนุษย์สักคู่)/ พบเพื่อจาก อาจไม่เป็นจริงเสมอไป/โลกมีหนทางให้พบเจอ/การพบเจอครั้งต่อไปที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม/…มีแต่ตัวของเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าเราสลักหัวใจของใครไว้ภายใน!”

ว่ากันว่า..เราต่างมีรอยเท้าแห่งชีวิตที่ถูกสลักเสลาไว้ด้วยวัฏจักรของกาลเวลา ทาบทับไปบนสายทางที่ทอดยาวไร้กำหนด..เป็นสมรภูมิที่ต้องเผชิญกับทุกข์และสุข อันยากจะหลีกเลี่ยง..แต่เราทุกคนก็ต้องสร้างและมีความหวังที่จะอยู่รอดเหนือรอยเท้าแห่งโชคชะตาให้จงได้..!

“เมื่อลืมตาดูโลก/จักรวาลก็ไม่ได้บอกว่า คุณอาจมีอายุถึงเมื่อไหร่/คุณล่วงหน้าไปก่อนแล้ว/มีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้/ หยดน้ำตา หยาดเหงื่อ ของวันเวลาฝากไว้ข้างหลัง/ให้คนอย่างพวกเรานึกถึง/พวกเราที่ยังคงเผชิญทุกข์ สงคราม ความยากจน/หาทางออกของความหวังที่ต่างเชื่อมั่นว่า จะมีในสักวันหนึ่ง/ คุณอาจไปยืนตรงนั้น/มองมนุษย์ตัวเล็กกระจิดริดเดินเป็นวงกลม/อยู่ตรงประตูทางออก/แล้วคิดถึงคุณ/อ่านบทกวีให้คุณ/แทนคำอวยพรที่คุณส่งให้/เพื่อจะถามกันและกัน..เป็นคำถามสุดท้าย..”

บทกวี..ที่เปรียบดั่ง “รอยเท้าบนต้นไม้” เหยียบยืนและย่างก้าวไปบนสายทาง อันซ้อนซับอย่างแผ่วเบา..ท่ามกลาง “เพลงฝันแห่งสัจจะและจินตนาการ” นานา..ระหว่างในระหว่างของการเผชิญหน้ากับรูปรอยอันเปล่งประกาย ของความรู้สึกรัก ย่อมต้องมีเสียงหัวเราะแห่งความห่วงหาระคนอยู่..!

“..กับคุณฉันไม่เคยคิดจะครอบครองตั้งแต่ต้น/สงวนความสัมพันธ์เสมือนภาพทุกภาพ(ระหว่างเรา)/ ที่คุณส่งให้/..ขณะที่เราต่างมั่นใจว่าการพบเจอทุกครั้ง/เป็นเพียงความบังเอิญ/ … ข้อความที่เราผลัดกัน ค้างเติ่ง ข้ามปี/กลับมีเสียงหัวเราะห่วงใยในบางวัน/ฉันหลบมองคุณเก็บผักสวนครัวมาทำก๋วยเตี๋ยว/บางวันเป็นสลัดยามบ่าย/เสียงฝีเท้ายวบยาบเหยียบหญ้าซึ่งฉันได้ยืนอยู่อีกทาง/ ผลไม้เหล่านั้นที่คุณส่งให้หวานน่าดู/รสมะม่วงฉ่ำฝน/ฟังเสียงคุณไกลๆ/มองก้อนเมฆทุกก้อนไม่สวยเท่าก้อนเมฆผสมหมอกยามเช้า/และ “รอยเท้าบนต้นไม้” ของคุณ..”

…ความยั่งยืนแห่งผัสสะของชีวิตอยู่ที่การค้นหาและค้นพบรากเหง้าของการตีความแห่ง การดำรงอยู่..การสังเกตเห็นและการรับรู้ในความรู้สึก ต่อ “คู่ชีวิต” อันเป็นคู่เคียงของความรัก ณ ระหว่างและท่ามกลางลีลาชีวิต ที่ดำเนินมา ดำรงอยู่ และ ดำเนินไป นับเป็นฉากแห่งชีวิตอันสำคัญต่อนิวาสถานของความรักในกันและกันได้เสมอ..

“บางครั้งการรักใครสักคนมาก/ไม่อยากสูญเสียมันไป/รู้ตัวอีกที..คนบางคนหายไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว/ ขอบฟ้ากว้างนะ/แต่หัวใจกว้างกว่า/หวังว่าคุณจะเดินทางมาพบกันอีกครั้ง/ไปสู่ทางระหว่างชีวิตของกันและกัน”

บทกวีของ “สิริวตี” ที่วาดแต่งและเขียนออกมาในแต่ละบท..คือ “ตัวบท” ของธารสำนึก ระหว่างหัวใจที่ทอดผ่านถึงกัน แม้จะไม่ได้เป็น “บันทึกแห่งความทรงจำใดๆ” ก็ตาม..

“ฉันเฝ้าเปิดเพลงที่คุณส่งให้/แม้ว่าระหว่างเราไม่เคยมีบันทึกทรงจำใดๆ/สร้างความหมายระหว่างการมีชีวิต/ เพียงแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าหยาดเหงื่อในสังคม ของคุณและฉัน/เพลงที่คุณส่งให้/ยังฟังโดดเดี่ยว/ ฉันแปรมันทั้งหมดเป็น “ตัวบท”/ส่งกลับเป็นบทกวี/จนกว่าเราจะไม่มีกันและกันอีก/”

“สิริวตี” สรรสร้างรวมบทกวีชุดนี้ของเธอ ดั่งการตัดขาดปรากฏการณ์ของอดีตที่ล่วงผ่าน เพื่อมุ่งสู่ชีวิตใหม่ในความรู้สึกใหม่ ด้วยลมหายใจของจิตวิญญาณ และด้วยภาษาที่งดงามในล้ำลึก เป็นจิตรกรรมแห่งอารมณ์ความรู้สึก ในนามของบทกวีอันติดตรึงและทรงจำ..!

“เป็นความทรงจำที่ไม่ได้กำหนดทิศทาง/มาจากวันที่คุณอ่านบทกวีสักบทให้ฟัง/ แหงนคอฟังคุณ/เรารู้จักกันจริงๆหลังจากนั้น/ในฐานะคนชั้นกลางที่คุณเล่าเรื่องราวผ่านร้อนหนาว/ ในต้นราตรีหนึ่ง/ฟังคุณจินตนาการถึงการเร้นหายตัวในห้องสมุดยามค่ำ/บาดแผลคนละเส้นแบ่งเวลาในชั่วยามแห่งการรำลึกถึง/..ซึ่งมิอาจย้อนกลับ../ คิดถึงราตรีนั้น/เราไม่มีแม้แต่บทจบสนทนา/แม้แต่คำบอกเล่าค้างหูกอบเก็บไว้/…และ ลมหายใจที่เหลือเพื่อวันใหม่ …ไม่ใช้ลมหายใจต่อจากเมื่อวาน…/”

นี่คือ..องค์รวมของ “กวีแห่งรัก” ในสามบทตอนแห่งความหมายของการบอกกล่าวผ่านตัวละครสู่ตัวละคร/ผ่านนัยสำนึกเชิงประจักษ์สู่ผลลัพธ์แห่งการโอบประคองความรู้สึกรักอันอเนกอนันต์…!

“คุณชอบสบตากับปีศาจภายในของผู้หญิงคนหนึ่ง/ที่มันค่อนข้างไร้สาระ/ฟังเสียงอาละวาดโวยวาย ไม่มีที่มาที่ไป/และปล่อยให้สงบลงโดยไม่พูดอะไรเลย/นอกเสียจากหัวเราะเมื่อปีศาจเดินจากไปแล้ว../”

สู่บทตอนที่สอง…ผ่านนัยชีวิตที่ซับซ้อน ผ่านวัตถุดิบทางภาษาอันซ้อนซับ..“ชีวิตของบทกวี” ได้ขึ้นไปอยู่เหนือพันธนาการแห่งจิตนิวรณ์ใดๆ..!

“ฉันยังอยู่กับวัตถุดิบทางภาษาและการรับรู้อันซับซ้อน/ ชีวิตทุกชีวิตซับซ้อนจนมิอาจขานไข/ด้วยกุญแจของภาษาหรือสะพานแห่งเหตุผล/ไม่มากไปกว่านั้น/ ใครกันจะรู้ว่า/บ้านที่แท้จริงของบางคนอยู่ในบทกวี/ไม่เร่าร้อน ไม่เร่งรีบ และ เย็นใจ/มันอาจประกอบสร้างเป็นอนุสาวรีย์สักวันหนึ่ง/ออกแบบเป็นโวหารในบริบทความทรงจำร่วม…ระหว่างกัน”/สุดท้าย…การเปล่งประกายด้วยแสงฉายของ “คนอันเป็นที่รัก” ก็คือบทสรุปแห่งห้วงชีวิตหนึ่งของ..สำนึกคิดและจิตวิญญาณในความเป็นบทกวี…อันเป็นที่สุด..

“วันวานและวันนี้ของคุณหยุดลงแล้ว/ในความทรงจำอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ/ ที่นี่เปล่งประกายด้วยแสงของคุณ/ฝากเลือดเนื้อ ชีวิต จิตวิญญาณในบทกวีไปถึง/ ฉันหวังเพียงว่าตรงนั้น/จะมีบทกวีให้คุณอ่านระหว่างการรอคอย/ เจอกัน ณ ที่ใดที่หนึ่ง/และที่นั่นจะมีบทกวี/ระหว่างเรา…”/

..จากความแผ่วเบาในศิลปะแห่งลมหายใจของชีวิต ผ่านกาลเวลาอันทบทวีในความยอกย้อน/จากความความเพรียวบางของละอองอารมณ์อันสั่นไหว สู่ความมืดดำหน่วงหนัก ของภาวะสำนึกที่ตอกตรึงอยู่กับคลื่นลมแห่งจิตอันสะทกสะท้อน นัยแห่ง “มณีแสงนิล” จึ่งเจิดจ้าขึ้นด้วยเนื้อในแห่งรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งและทอประกายอันอ่อนโยน…สู่การรับรู้แห่งใจสู่ใจระคนกัน..!

และนี่คือความงามและความหมายที่ “สิริวตี” ได้ถักทอขึ้นด้วย..สัญญะแห่งบทกวี..ในประสบการณ์และเป้าหมาย ของความเป็นชีวิตที่อยู่เหนือ..รอยอำพรางของชีวิต!!!

“ประสบการณ์และเป้าหมายในชีวิตของคุณชัดเจน/หากระยะทางอันยาวไกลหรือที่ไหนสักแห่ง/ มีฉันหรือไม่มี แม้ไม่รู้เลยว่าคุณจะเป็นอย่างไรในชีวิต ฉันกลับมั่นใจว่า……ฉันมีคุณ…”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...