โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก SLAPP การฟ้องปิดปากที่เป็นต้นทุนแฝงทำลายความโปร่งใส ตัวการทำเศรษฐกิจไทยพัง

THE STANDARD

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
รู้จัก SLAPP การฟ้องปิดปากที่เป็นต้นทุนแฝงทำลายความโปร่งใส ตัวการทำเศรษฐกิจไทยพัง

แค่คุณกดแชร์โพสต์เตือนภัยเรื่องโรงงานปล่อยมลพิษแถวบ้าน วันดีคืนดีอาจมีหมายศาลเรียกค่าเสียหายร้อยล้านส่งตรงถึงหน้าประตู นี่คือปัญหาของ ‘SLAPP’ หรือการฟ้องปิดปากที่ผลการศึกษาจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติชี้ว่ากำลังระบาดในไทย โดยคดีกว่าร้อยละเจ็ดสิบแปดตกอยู่ที่ชาวบ้านตัวเล็ก ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบมากกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมันกลายเป็นต้นทุนแฝงที่บดบังความโปร่งใสและตัดโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง

🟡 เบื้องหลังอาวุธกฎหมายที่ไม่ได้มุ่งชนะคดีแต่ตั้งใจทำลายชีวิต

SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือการฟ้องปิดปาก มีเจตนาที่น่ากลัวตรงที่ไม่ได้ทำเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล จุดประสงค์หลักคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธเพื่อขู่ให้คนกลัว สร้างความเครียด ทำลายสุขภาพจิต และบีบให้ยอมเงียบไปเองจากภาระค่าใช้จ่ายในการสู้คดีที่ลากยาวหลายปี

สมมติว่าพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งไปเจอข้อมูลการทุจริตในท้องถิ่นแล้วเอามาแชร์ต่อ การโพสต์หนึ่งครั้งอาจถูกตีความเป็นหนึ่งกรณีความผิด หากแชร์หลายครั้งก็อาจได้หมายศาลกองเต็มบ้านพร้อมตัวเลขเรียกค่าเสียหายทางแพ่งหลักร้อยล้านบาท

ความน่ากลัวของบริบทกฎหมายไทยคือสามารถฟ้องได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาควบคู่กัน ซึ่งคดีอาญาจะสร้างประวัติอาชญากรรมติดตัว ทำให้คนทำงานสูญเสียโอกาสในการสมัครงานในอนาคตและเดินทางไปต่างประเทศได้ยากลำบาก

🟡 ทำไมเหยื่ออันดับหนึ่งของ SLAPP จึงเป็นชาวบ้านตัวเล็กๆ

เราอาจคิดว่าคนโดน SLAPP มากที่สุดอาจเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม นักข่าว หรือนักการเมือง แต่จริงๆ แล้วคนที่โดนมากที่สุดกลับเป็นชาวบ้านธรรมดา

ผลการศึกษาจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNPD ระบุว่าตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2022 ประเทศไทยพบกลุ่มคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจสูงถึง 109 คดี และมีผู้ถูกฟ้องร้องรวมกันมากกว่า 400 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องมือนี้มากที่สุดคือธุรกิจเหมืองแร่ รองลงมาคือปศุสัตว์และพลังงาน กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูงสุดกลับเป็นชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 78% ขณะที่นักกิจกรรมและองค์กรพัฒนาเอกชนมีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องมากที่สุดคือการเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งคิดเป็น 28% ของคดีทั้งหมด สะท้อนว่าเพียงแค่คนธรรมดาหยิบมือถือขึ้นมาโพสต์ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน หรือหลักธรรมาภิบาลในองค์กร ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับมาตรการทางกฎหมายทันที

🟡 บทเรียนจากต่างประเทศ เมื่อระบบยุติธรรมต้องป้องผลประโยชน์สาธารณะ

ปัญหานี้ระบาดไปทั่วโลกทำให้หลายประเทศต้องสร้างระบบต่อต้านการฟ้องปิดปากขึ้นมาปกป้องพลเมือง ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการบรรจุนิยามของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรอบของประโยชน์สาธารณะไว้ในตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน เมื่อไหร่ก็ตามที่พิสูจน์ได้ว่าประชาชนทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ศาลและพนักงานสอบสวนจะทำการปัดตกคดีนั้นทันทีตั้งแต่ต้นทางโดยไม่ปล่อยให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการที่สร้างความเดือดร้อน

ขยับไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการปรับเปลี่ยนให้ความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่เป็นโทษทางอาญาเพื่อลดความน่ากลัวในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้น หากศาลตรวจสอบแล้วพบว่าฝั่งธุรกิจหรือผู้ฟ้องมีเจตนาใช้กฎหมายกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชน ฝั่งผู้ฟ้องจะต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายและค่าปรับในอัตราที่สูงมาก ณ เวลานั้นทันที เพื่อสร้างบทเรียนไม่ให้เกิดการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมารังแกคนตัวเล็กซ้ำอีก

🟡 ประเทศไทยจะขับเคลื่อนความโปร่งใสได้อย่างไร

ความเคลื่อนไหวในไทยเริ่มมีความพยายามจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่กำลังผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตภาครัฐ มีการกำหนดกรอบเวลาให้ตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลเรื่องคดีความและการประกันตัว รวมถึงกระทรวงยุติธรรมที่กำลังร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาเพื่อยุติคดีฟ้องปิดปากให้เร็วที่สุดพร้อมเตรียมตั้งกองทุนช่วยเหลือค่าทนายความ

ถึงอย่างนั้น งานวิจัยของ UNDP ยังชี้ให้เห็นอุปสรรคสำคัญว่า แม้กฎหมายเดิมจะเปิดช่องให้ศาลปัดตกคดีได้ แต่ผู้ใช้กฎหมายอย่างผู้พิพากษาและอัยการกลับไม่กล้าใช้งานจริงเนื่องจากขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและกลัวการถูกฟ้องกลับ ระบบตรวจสอบจะแข็งแกร่งและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนสามเสาหลักไปพร้อมกัน

🔸 1. ปฏิรูปกฎหมายให้มีมาตรการต่อต้านการฟ้องปิดปากที่ครอบคลุมทุกมิติสาธารณะไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตของรัฐ

🔸 2. ยกระดับธรรมาภิบาลและระบบข้อมูลเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อเท็จจริงและพูดบนฐานความจริงแทนความรู้สึก

🔸 3. คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ภาคพลเมืองและคนทำงานสามารถส่งเสียงตรวจสอบความไม่ถูกต้องได้อย่างมั่นใจ

การปิดปากคนทำงานและประชาชนอาจทำให้ตัวเลขความขัดแย้งดูสงบเงียบ แต่เสียงที่เงียบไปไม่ได้แปลว่าปัญหาได้รับการแก้ไข ความโปร่งใสและการเปิดรับระบบตรวจสอบคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่คนตัวเล็กสามารถพูดความจริงได้โดยไม่ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...