โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กรณ์’ เตือนรัฐบาลระวังกับดักกฎหมาย ชี้งบปี 70 ส่อเค้าวิกฤตการคลัง แนะเร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แทนการกู้

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘กรณ์’ เตือนรัฐบาลระวังกับดักกฎหมาย ชี้งบปี 70 ส่อเค้าวิกฤตการคลัง แนะเร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แทนการกู้

วันนี้ (4 กรกฎาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ด้านงบประมาณและวินัยทางการคลังของประเทศ โดยประเมินว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ทางตันงบประมาณ และเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใน 2-3 ปี หากรัฐบาลยังคงไม่มีการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง

กรณ์ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายประจำของรัฐบาลได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้พอดี สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหมายความว่า งบประมาณทุกบาทที่รัฐบาลนำไปใช้สำหรับการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล้วนต้องมาจากเงินกู้ทั้งสิ้น

นอกจากประเด็นด้านรายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายแล้ว ประเทศไทยยังมีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับที่ทำหน้าที่กำกับการจัดทำงบประมาณ ซึ่งอาจกลายเป็นกับดัก ทางการคลังในอนาคตอันใกล้ ได้แก่

  • พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ: กำหนดเงื่อนไขว่า รัฐบาลต้องจัดสรรงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบลงทุนดังกล่าวต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่ายอดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล
  • พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ: กำหนดกรอบเพดานห้ามรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี (บวกด้วย 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้)

กรณ์ อธิบายภาพจำลองสถานการณ์ว่า หากในปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเพียง 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีอยู่เท่าเดิม รัฐบาลจะเผชิญภาวะรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ต้องกู้เงินมาเพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จ่ายบำนาญ และจ่ายคืนหนี้เดิม

ผลกระทบที่ตามมาคือ รัฐบาลจะเหลือวงเงินกู้เพียง 18% สำหรับนำไปลงทุน (เนื่องจากถูกจำกัดเพดานกู้ไว้ที่ 20%) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทำผิดเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ทันที เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องมีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวม

เพื่อเป็นการป้องกันวิกฤตดังกล่าว กรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไข 6 ประการ ประกอบด้วย:

  • ลดค่าใช้จ่ายประจำ: ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี
  • เพิ่มรายได้ภาษี: โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงอย่างนัยสำคัญ
  • แก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ: เพื่อปรับลดสัดส่วนขั้นต่ำของการลงทุน
  • แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ: เพื่อขยายเพดานให้รัฐบาลสามารถกู้เงินชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
  • กู้นอกระบบงบประมาณ: ดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้
  • ปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น: เพื่อทำให้ตัวเลข Nominal GDP เติบโตขึ้น แม้จะส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนลดลงก็ตาม

กรณ์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญและเลือกเดินตามแนวทางที่ 1 และ 2 เป็นหลัก คือการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ เนื่องจากการใช้แนวทางอื่นจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และอาจนำพาประเทศไปสู่ความยากจนได้

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันถึงความจำเป็นในการแก้ไขโครงสร้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างกรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่สะท้อนถึงความขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ กรณ์ยืนยันว่าพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ที่สามารถปฏิบัติได้จริงในโอกาสต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

อ้างอิง :https://www.facebook.com/share/p/1BMxrC9ADX/?mibextid=wwXIfr

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...