5 จุดเด่น ‘PIN’ นิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ S-Curve การลงทุนรอบใหม่ของประเทศ
‘นิคมอุตสาหกรรม’ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และจะได้รับผลดีจากการกระตุ้นการลงทุนเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งในภาวะหลังวิกฤติ นิคมอุตสาหกรรมมักจะฟื้นตัวก่อนเสมอ และแน่นอนว่า PIN ก็จะได้รับผลดีด้วย วันนี้ WEALTHY THAI จึงรวบรวม 5 จุดเด่นที่น่าสนใจ ที่อาจเป็นโอกาสให้คุณเข้าลงทุนในครั้งนี้
(1) เปิดอาณาจักร PIN
PIN เป็นผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมขนาดกลางในประเทศไทย ที่ให้บริการมากว่า 25 ปี จากจุดเริ่มต้นในปีแรกที่มีโรงงาน 3 แห่งในนิคม จนต่อยอดให้บริษัทฯ มีการเติบโต และมีพื้นที่ที่พัฒนาแล้วกว่า 7,500ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งปัจจุบัน เปิดดำเนินการแล้วรวม 6 โครงการ ได้แก่
นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 1 (PIN1)
นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) (PIN2)
นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 3(PIN3)
นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 4(PIN4)
นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 5(PIN5) และ
โครงการ Logistics Park จำนวน 1โครงการ ได้แก่ โครงการปิ่นทองแลนด์ (PL)
‘นิคมอุตสาหกรรมของ PIN’ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบระบายน้ำ ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบโทรคมนาคม ที่เป็นไปตามมาตรฐานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่ามีสาธารณูปโภคที่สามารถรองรับต่อการดำเนินธุรกิจได้ และ PIN ก็เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่สำคัญ สามารถเดินทางไปท่าเรือแหลมฉบังได้อย่างสะดวก
(2) เกือบ 90% เป็นลูกค้าต่างชาติ
สิ่งที่น่าสนใจในนิคมอุตสาหกรรมของ PIN คือ ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากต่างชาติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 PIN มีลูกค้ารวมกันอยู่ที่ 282 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการจากต่างชาติ ประมาณ 89% ซึ่งประเทศที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของ PIN มากที่สุด นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนถึง 68.09% รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจในประเทศไทย 10.99% และอันดับที่ 3 คือ กลุ่มธุรกิจจากประเทศจีน 6.03 %
สำหรับทิศทางการลงทุนนั้น นักลงทุนจีนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนโยบายการสนับสนุนของไทย และการย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้าที่มองว่าน่าจะมีทิศทางที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งนิคมอุตสาหกรรมของ PIN นับว่าเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศ โดยลูกค้าของ PIN กว่า 25% เป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งได้รับประโยชน์แบบเต็ม ๆ จากการสนับสนุนจากภาครัฐในกลุ่มอุุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ขณะกลุ่มลูกค้ารายอื่นอยู่ในธุรกิจด้านโลหะอยู่ที่ 21.28% และพลาสติกอยู่ที่ 8.87%
(3) กำไรเติบโต 79% แม้ COVID-19 กดดัน
ถึงแม้ว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพราะลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาดูพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อความมั่นใจก่อนการตัดสินใจลงทุน แต่เมื่อมีการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศนั้นทำได้ยาก อันมีผลให้หลายนิคมอุตสาหกรรมต้องเลื่อนแผนการขายที่ดินออกไปหรือมียอดการขายที่ลดลงอย่างมากในช่วงดังกล่าว
แต่ในทางกลับกัน การขายที่ดินของ PIN กลับเติบโตได้ดี มีรายได้รวมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2561-2563) อยู่ที่ 964.69 ล้านบาท 867.44 ล้านบาท และ 1,128.11 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 216.43 ล้านบาท 223.70 ล้านบาท และ 403.89 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการขายที่ดินที่พัฒนาแล้วในโครงการ PIN3, PIN4 และ PIN5 ที่เพิ่มขึ้น และ ‘ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ผลงานของ PIN ยังสดใส’โดยมีรายได้รวม 325.95 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 99.31ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้รวม 296.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 55.57 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว
(4) ลุยนิคมปิ่นทอง 6 สร้างการเติบโตต่อ
แม้ผลงานการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ PIN จะดีมาก แต่การเติบโตของ PIN จะไม่หยุดเพียงเท่านั้น โดยทาง PIN จะมีการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการซึ่งจะสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 (PIN6) Phase 1 พื้นที่โครงการประมาณ 1,322 ไร่ ที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะเริ่มขายภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ และมีแผนจะจัดตั้งและพัฒนาโครงการ Logistics Parkแห่งใหม่ ที่จังหวัดชลบุรี ในทำเลที่มีศักยภาพใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง โดยจะมีการพัฒนาที่ดินและสร้างอาคารโรงงานและคลังสินค้าเพื่อให้เช่า บนพื้นที่ของโครงการที่ประกอบด้วยเขตปลอดอากร (Free Zone) และเขตทั่วไป (General Zone)ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้กลางปีหน้า
จุดเด่นของโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 คือ การพัฒนาจากแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town)ที่จะมีพื้นที่สีเขียวในโครงการมากขึ้น และเป็นการรองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงที่จะเกิดจากนโยบายการลงทุน EEC ในอนาคตด้วย
(5) เข้าตลาดหุ้นในจังหวะที่ดีที่สุด
PIN กำลังอยู่ในจังหวะที่สำคัญ เพราะอยู่ระหว่างการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการเข้าจดทะเบียนในช่วงนี้ น่าจะเป็นจุดที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกการระดมทุนต้นทุนต่ำ อันจะสร้างความเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัทฯ เพราะจะได้เงินทุนเข้ามาเพื่อขยายธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว
โดย PIN จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยเงินที่ได้รับนั้นจะมาดำเนินการในการลงทุนโครงการ Logistics Park แห่งใหม่, ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการดังนั้น โอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO ของ PIN อาจเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีที่สุดในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในรอบหลายปีก็เป็นได้…