โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

5 จุดเด่น ‘PIN’ นิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ S-Curve การลงทุนรอบใหม่ของประเทศ

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 16.33 น.

‘นิคมอุตสาหกรรม’ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และจะได้รับผลดีจากการกระตุ้นการลงทุนเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งในภาวะหลังวิกฤติ นิคมอุตสาหกรรมมักจะฟื้นตัวก่อนเสมอ และแน่นอนว่า PIN ก็จะได้รับผลดีด้วย วันนี้ WEALTHY THAI จึงรวบรวม 5 จุดเด่นที่น่าสนใจ ที่อาจเป็นโอกาสให้คุณเข้าลงทุนในครั้งนี้

(1) เปิดอาณาจักร PIN

PIN เป็นผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมขนาดกลางในประเทศไทย ที่ให้บริการมากว่า 25 ปี จากจุดเริ่มต้นในปีแรกที่มีโรงงาน 3 แห่งในนิคม จนต่อยอดให้บริษัทฯ มีการเติบโต และมีพื้นที่ที่พัฒนาแล้วกว่า 7,500ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งปัจจุบัน เปิดดำเนินการแล้วรวม 6 โครงการ ได้แก่

  • นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 1 (PIN1)

  • นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) (PIN2)

  • นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 3(PIN3)

  • นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 4(PIN4)

  • นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 5(PIN5) และ

  • โครงการ Logistics Park จำนวน 1โครงการ ได้แก่ โครงการปิ่นทองแลนด์ (PL)

นิคมอุตสาหกรรมของ PIN’ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบระบายน้ำ ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบโทรคมนาคม ที่เป็นไปตามมาตรฐานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่ามีสาธารณูปโภคที่สามารถรองรับต่อการดำเนินธุรกิจได้ และ PIN ก็เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่สำคัญ สามารถเดินทางไปท่าเรือแหลมฉบังได้อย่างสะดวก

(2) เกือบ 90% เป็นลูกค้าต่างชาติ

สิ่งที่น่าสนใจในนิคมอุตสาหกรรมของ PIN คือ ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากต่างชาติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 PIN มีลูกค้ารวมกันอยู่ที่ 282 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการจากต่างชาติ ประมาณ 89% ซึ่งประเทศที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของ PIN มากที่สุด นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนถึง 68.09% รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจในประเทศไทย 10.99% และอันดับที่ 3 คือ กลุ่มธุรกิจจากประเทศจีน 6.03 %
สำหรับทิศทางการลงทุนนั้น นักลงทุนจีนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนโยบายการสนับสนุนของไทย และการย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้าที่มองว่าน่าจะมีทิศทางที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งนิคมอุตสาหกรรมของ PIN นับว่าเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศ โดยลูกค้าของ PIN กว่า 25% เป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งได้รับประโยชน์แบบเต็ม ๆ จากการสนับสนุนจากภาครัฐในกลุ่มอุุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ขณะกลุ่มลูกค้ารายอื่นอยู่ในธุรกิจด้านโลหะอยู่ที่ 21.28% และพลาสติกอยู่ที่ 8.87%

(3) กำไรเติบโต 79% แม้ COVID-19 กดดัน

ถึงแม้ว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพราะลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาดูพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อความมั่นใจก่อนการตัดสินใจลงทุน แต่เมื่อมีการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศนั้นทำได้ยาก อันมีผลให้หลายนิคมอุตสาหกรรมต้องเลื่อนแผนการขายที่ดินออกไปหรือมียอดการขายที่ลดลงอย่างมากในช่วงดังกล่าว
แต่ในทางกลับกัน การขายที่ดินของ PIN กลับเติบโตได้ดี มีรายได้รวมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2561-2563) อยู่ที่ 964.69 ล้านบาท 867.44 ล้านบาท และ 1,128.11 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 216.43 ล้านบาท 223.70 ล้านบาท และ 403.89 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการขายที่ดินที่พัฒนาแล้วในโครงการ PIN3, PIN4 และ PIN5 ที่เพิ่มขึ้น และ ‘ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ผลงานของ PIN ยังสดใส’โดยมีรายได้รวม 325.95 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 99.31ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้รวม 296.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 55.57 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว

(4) ลุยนิคมปิ่นทอง 6 สร้างการเติบโตต่อ

แม้ผลงานการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ PIN จะดีมาก แต่การเติบโตของ PIN จะไม่หยุดเพียงเท่านั้น โดยทาง PIN จะมีการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการซึ่งจะสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 (PIN6) Phase 1 พื้นที่โครงการประมาณ 1,322 ไร่ ที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะเริ่มขายภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ และมีแผนจะจัดตั้งและพัฒนาโครงการ Logistics Parkแห่งใหม่ ที่จังหวัดชลบุรี ในทำเลที่มีศักยภาพใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง โดยจะมีการพัฒนาที่ดินและสร้างอาคารโรงงานและคลังสินค้าเพื่อให้เช่า บนพื้นที่ของโครงการที่ประกอบด้วยเขตปลอดอากร (Free Zone) และเขตทั่วไป (General Zone)ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้กลางปีหน้า
จุดเด่นของโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 คือ การพัฒนาจากแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town)ที่จะมีพื้นที่สีเขียวในโครงการมากขึ้น และเป็นการรองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงที่จะเกิดจากนโยบายการลงทุน EEC ในอนาคตด้วย

(5) เข้าตลาดหุ้นในจังหวะที่ดีที่สุด

PIN กำลังอยู่ในจังหวะที่สำคัญ เพราะอยู่ระหว่างการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการเข้าจดทะเบียนในช่วงนี้ น่าจะเป็นจุดที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกการระดมทุนต้นทุนต่ำ อันจะสร้างความเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัทฯ เพราะจะได้เงินทุนเข้ามาเพื่อขยายธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว
โดย PIN จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยเงินที่ได้รับนั้นจะมาดำเนินการในการลงทุนโครงการ Logistics Park แห่งใหม่, ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการดังนั้น โอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO ของ PIN อาจเป็นจังหวะการลงทุนที่ดีที่สุดในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในรอบหลายปีก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...