วิกฤติประชาชนรุนแรง จีน เปลี่ยนโรงเรียนอนุบาลหลายหมื่นแห่ง สู่บ้านพักคนชรา
วิกฤติประชาชนรุนแรง "จีน" เปลี่ยนโรงเรียนอนุบาลหลายหมื่นแห่ง สู่บ้านพักคนชรา เนื่องจากประสบปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงและประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น
วันที่ 30 ตุลาคม 2567 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โรงเรียนอนุบาลในประเทศจีนจำนวนหลายหมื่นแห่ง ต้องลดขนาดการดำเนินงานและปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมอื่นเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากประสบปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงและประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น
โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกยังคงเปิดดำเนินการแต่แทนที่จะรับดูแลเด็กๆ ตอนนี้กลับรับดูแลผู้สูงอายุแทน เมื่อปีที่แล้ว จวงหยานฟาง วัย 56 ปี ได้ปรับเปลี่ยนโรงเรียนอนุบาลขในเมืองจินหัว มณฑลเจ้อเจียง ให้กลายเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โดยภาพถ่ายอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แทบไม่เห็นร่องรอยของโรงเรียนอนุบาลเลย ผนังที่เคยสีสันสดใสได้รับการทาใหม่เป็นสีขาวขุ่น และกระดานดำก็ถูกแทนที่ด้วยกระดานข่าวที่เต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ
โดยอัตราการเกิดในจีนลดลงอย่างมากนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศใช้ “นโยบายลูกคนเดียว” ที่เข้มงวดทั่วประเทศในปี 2523 แม้ว่าจีนจะผ่อนปรนนโยบายดังกล่าวในปี 2559 แต่จำนวนการเกิดยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2564 ถึง 2566 จำนวนเด็กในระบบการศึกษาก่อนวัยเรียนลดลงเกือบ 15% เหลือเกือบ 41 ล้านคน
ไม่น่าแปลกใจที่โรงเรียนอนุบาลทั้งของรัฐและเอกชนต่างปิดตัวลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยลดลง 20,000 แห่งทั่วประเทศ ตามการวิเคราะห์ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของจีนโดย CNBC ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลที่จะปิดโรงเรียนอนุบาลที่เป็นของเอกชน ขณะเดียวกันก็พยายามเปิดโรงเรียนอนุบาลที่รัฐสนับสนุนมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว
ในทางกลับกันเมื่อโรงเรียนอนุบาลต้องประสบปัญหา อุตสาหกรรมการดูแลผู้สูงอายุกลับเติบโตได้ดีท่ามกลางวิกฤตประชากรสูงอายุในจีน จำนวนสถาบันและสถานบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2562 เป็นมากกว่า 410,000 แห่งในเดือนนี้
ขณะที่รัฐบาลจีนได้เพิ่มมาตรการด้านนโยบายเพื่อสนับสนุน silver economy ซึ่งเป็นภาคส่วนที่จัดหาสินค้าและบริการให้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี โดยมุ่งแก้ปัญหาประชากรสูงอายุของประเทศ ในแนวปฏิบัติสำนักงานคณะรัฐมนตรีได้เรียกร้องให้เร่งพัฒนาสถาบันดูแลผู้สูงอายุ และกระตุ้นการบริโภคของผู้สูงอายุ
Harry Murphy Cruise นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics กล่าวว่า ประชากรสูงวัยในจีนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2583 ประชากรประมาณ 30% ของทั้งหมดจะมีอายุมากกว่า 65 ปี เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปัจจุบัน และประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จะลดลงเหลือเพียง 10% จาก 17% ในปัจจุบัน
“การมีอายุมากขึ้นนี้จะเพิ่มขนาดตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและบริการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ”
ด้านเทียนเฉิน ซู นักเศรษฐศาสตร์จาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ประชากรสูงอายุคือโอกาสทางการตลาดครั้งใหญ่ครั้งต่อไปที่มีความแน่นอนสูงซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงมากกว่า เนื่องจากสะสมความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
ลินน์ ซอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ ING กล่าวว่า ประชากรที่เกษียณอายุแล้วมีเงินที่จะใช้จ่าย และกำลังมองหาชีวิตหลังเกษียณอายุที่มีคุณภาพสูง
สำหรับบริษัทผลิตภัณฑ์นมจีนบางแห่งที่ผลิตผลิตภัณฑ์นมสำหรับทารกได้เริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยมีจุดเด่นพิเศษ เช่น คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น ความหนาแน่นของกระดูก และระบบภูมิคุ้มกัน
บริษัท Zhenmu Dairy ผู้ผลิตนมแกะพิเศษ ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในมณฑลซานซี ได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตนโดยจัดงานตามศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะกล่าวสุนทรพจน์และแจกตัวอย่างฟรีในระหว่างงาน
ในเซี่ยงไฮ้ มีโรงยิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะกับความต้องการ โดยติดตั้งอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ และเสนอเซสชันกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง
นักเศรษฐศาสตร์จาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่าจีนมีศักยภาพในการผลิตที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะได้ชั้นนำ เช่น หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์บ้านอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ และกล่องยาที่ใช้ AI
แม้ว่า silver economy จะเติบโต แต่จีนยังคงพยายามบรรเทาผลกระทบอันเลวร้ายที่วิกฤตประชากรสูงอายุก่อให้เกิดต่อสุขภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ในเดือนกันยายนสภานิติบัญญัติระดับสูงของประเทศได้ผ่านแผนอย่างเป็นทางการในการเริ่มเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายของประเทศทีละน้อย เนื่องจากพยายามใช้ประโยชน์จากกลุ่มคนงานสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาจำนวนคนงานโดยรวมที่ลดลง
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงและไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่บนโซเชียลมีเดียของจีน แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่ามันเป็นขั้นตอนที่จำเป็นที่ต้องทำ
โดยประเทศจีนมีอายุเกษียณน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก เมื่อรวมกับประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแรงงานที่ไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ภายในปี 2040 จีนตั้งเป้าที่จะเพิ่มอายุเกษียณสำหรับผู้ชายทุกคนจาก 60 ปีในปัจจุบันเป็น 63 ปี และสำหรับผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศจะเพิ่มจาก 55 ปีเป็น 58 ปี ส่วน ผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานซึ่งเคยเกษียณที่ 50 ปี ต้องรอจนอายุ 55 ปีจึงจะเกษียณได้
แม้กระนั้นอายุดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอายุเกษียณตามกฎหมายอยู่ที่ 67 ปีสำหรับคนงานทุกคนที่เกิดในปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งอายุเกษียณอยู่ที่ 65 ปีสำหรับทั้งชายและหญิง
ซึ่งจีนหวังว่าการผูกมัดผู้สูงอายุให้อยู่กับกำลังแรงงานนานขึ้น จะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินในการจ่ายเงินบำนาญเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีอีกด้วย
อ้างอิง : cnbc.com