โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ความสามารถในการแข่งขัน” นิยามใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 03.16 น.

"ความสามารถในการแข่งขัน" นิยามใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เป็นอย่างไร และอะไรคือผลิตภาพการผลิตในภูมิทัศน์โลกใหม่ หาคำตอบผ่านบทวิเคราะห์ SCB EIC ได้ที่นี่

วันที่ 7 ตุลาคม 2567 กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ "ความสามารถในการแข่งขัน นิยามใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป" ไขประเด็นเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร และอะไรคือผลิตภาพการผลิตในภูมิทัศน์โลกใหม่

SCB EIC เกริ่นด้วยการอธิบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ Solow โดยระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 1956 Robert M. Solow นักเศรษฐศาสตร์จาก MIT ตีพิมพ์บทความวิชาการเรื่อง A Contribution to the Theory of Economic Growth ซึ่งนำเสนอแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคที่อธิบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ Solow เสนอว่าเศรษฐกิจจะเติบโตตามการผลิต ซึ่งหมายถึงการสร้างกิจกรรมที่เปลี่ยนจาก ทรัพยากร ไปเป็น ผลผลิต แบบจำลองนี้กลายมาเป็นพื้นฐานของทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 70 ปี

เศรษฐกิจโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แบบจำลองของ Solow สะท้อนบริบทของเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการแรก คนมากขึ้น

นั่นคือ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสหประชาชาติประมาณการว่าประชากรโลกในช่วงปี 1950-1960 เติบโตประมาณ 1.9% ต่อปี การเพิ่มขึ้นของประชากรนี้ส่งผลให้มีแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น เกิดชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ และความต้องการสินค้าและบริการก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคนั้น

ประการที่สอง ร่วมมือกันมากขึ้น

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ นำไปสู่การก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น สหประชาชาติ และการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อตั้ง GATT (General Agreement on Tariffs and Trade) ในปี 1947 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว

โดยงานศึกษาของ WTO ชี้ให้เห็นว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ GATT ช่วยผลักดันให้การส่งออกของประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 171% ความร่วมมือนี้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนสินค้า เทคโนโลยี และความรู้ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

ประการที่สาม สภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

โดยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมากในช่วงก่อนสงครามมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เช่น เทคโนโลยีการผลิตแบบสายพาน (Assembly Line) ที่ทำให้ผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากและมีต้นทุนต่ำลง

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการบินพาณิชย์ ทำให้การขนส่งระหว่างประเทศทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมที่ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเอื้อให้ธุรกิจสามารถขยายตัวและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จาก 3 มากขึ้น สู่ 3 น้อยลง

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันแตกต่างไปจากเศรษฐกิจโลกในยุคของ Solow อย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจาก 3 มากขึ้น…สู่ 3 น้อยลง ดังนี้

ประการแรก คนน้อยลง

สะท้อนให้เห็นจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่เข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มตัว โดยในปี 2023 จำนวนประชากรโลกเติบโตเพียงราว 1.0% ต่อปี และมีแนวโน้มจะเติบโตช้าลงอีกในอนาคต โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสัดส่วนของประชากรอายุมากกว่า 64 ปี เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปี 1960 เป็น 10% ในปี 2023 ในขณะที่ประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงจาก 37% เหลือ 25% ในช่วงเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

โดยงานศึกษาจาก NBER พบว่าจะทำให้รายได้ประชาชาติของสหรัฐฯ เติบโตช้าลงประมาณ 0.3% ต่อปีในช่วงปี 2020-2050 ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังเริ่มส่งผลต่อประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศด้วย รวมถึงประเทศไทย

ประการที่สอง ความร่วมมือน้อยลง

เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศมหาอำนาจค้าขายกันน้อยลง โดยมูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนลดลงจาก 6.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 เหลือ 5.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2023 การกีดกันทางการค้ากำลังลุกลามไปยังภาคบริการ การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ทำให้การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีระหว่างประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากดัชนี Global Cooperation Index หมวด Peace and Security ที่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แนวโน้มการแบ่งขั้วทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจนำไปสู่การลดประสิทธิภาพในการผลิตโดยรวม

ประการที่สาม สภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจน้อยลง

เป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายและเชื่อมโยงกัน ทั้งภัยไซเบอร์ สังคมแบ่งขั้ว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ฐานข้อมูลภัยพิบัติ EM-DAT ของประเทศเบลเยียมระบุว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 2010 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอลง 0.23% ต่อปี

มองไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การวางแผนธุรกิจระยะยาวและการลงทุนขนาดใหญ่เป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระยะยาว

สถานการณ์ 3 น้อยลงนี้ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่วัดจาก ‘ปริมาณ’ อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป และทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวคิดผลิตภาพการผลิตให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การพิจารณาผลิตภาพการผลิตในยุคปัจจุบันจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยที่ซับซ้อนมากขึ้น และมุ่งเน้นการสร้าง ‘คุณค่าที่ยั่งยืน’ มากกว่าการเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว

มองไปข้างหน้า สิ่งที่จะมีความสำคัญมากขึ้นคือ ‘คุณภาพ’ ของการเติบโต ทั้งคุณภาพของการได้มาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพที่การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะสร้างต่อชีวิตคนในระบบเศรษฐกิจ

โดย World Economic Forum ได้แบ่ง ‘คุณภาพของการเติบโต’ ออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่

1) Innovativeness หมายถึง การเติบโตที่มาจากความสามารถของระบบเศรษฐกิจในการปรับตัวและพัฒนาภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม และโครงสร้างเชิงสถาบันโดยรอบ

2) Inclusiveness หมายถึง การเติบโตที่คนในระบบเศรษฐกิจมีส่วนร่วมในโอกาสและผลประโยชน์ที่ได้รับมา

3) Sustainability หมายถึง การเติบโตที่คำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

4) Resilience หมายถึง การเติบโตที่ราบรื่นและต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น สามารถทนต่อผลกระทบจากสถานการณ์เลวร้าย และฟื้นตัวกลับสู่แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้โดยเร็ว

ปัจจัยที่เอื้อให้มี ผลิตภาพการผลิต ในภูมิทัศน์โลกใหม่

ภายใต้โลกที่มีคนน้อยลง ร่วมมือกันน้อยลง และสภาวะแวดล้อมเอื้อน้อยลง ความเก่ง หรือผลิตภาพการผลิตบนภูมิทัศน์ใหม่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยเอื้อ 3 ประการ ได้แก่ Adaptability, Coopetition และ Agility ซึ่งแต่ละปัจจัยมีความสำคัญและบทบาทเฉพาะในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต

Adaptability หรือความสามารถในการปรับตัว

เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้แรงงานและองค์กรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การสร้าง Adaptability ทำได้หลายวิธี เช่น การพัฒนาระบบการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในที่ทำงาน และการสร้างระบบประกันสังคมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนงานหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีนโยบายที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างอุตสาหกรรมและภูมิภาค เพื่อให้แรงงานสามารถย้ายไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูงกว่าได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์มีโครงการ SkillsFuture ที่ให้เงินสนับสนุนประชาชนในการพัฒนาทักษะตลอดชีวิต ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของแรงงานในประเทศ

Coopetition เป็นแนวคิดที่ผสมผสานระหว่างการแข่งขัน (Competition) และความร่วมมือ (Cooperation) เข้าด้วยกัน

ในยุคที่การค้าระหว่างประเทศมีความท้าทายมากขึ้น Coopetition จะช่วยให้ธุรกิจและประเทศต่างๆ รักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากการร่วมมือกัน

ตัวอย่างของ Coopetition ในระดับธุรกิจ เช่น การที่บริษัทคู่แข่งร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐาน แต่แข่งขันกันในการนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน ในระดับประเทศ เราอาจเห็น Coopetition ในรูปแบบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เช่น ASEAN ที่ประเทศสมาชิกร่วมมือกันในการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน แต่ยังคงแข่งขันกันในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

การส่งเสริม Coopetition อาจทำได้โดยการสร้างเวทีหรือพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างองค์กรหรือประเทศ การสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาร่วม และการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมร่วมกัน

Agility หรือความคล่องตัว เป็นความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่หลากหลาย Agility จะช่วยให้องค์กรและระบบเศรษฐกิจสามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤตได้เร็วกว่า การสร้าง Agility ในระดับองค์กรอาจทำได้โดยการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การใช้โครงสร้างแบบแบนราบ (Flat Organization) หรือการทำงานแบบ Project-based ที่สามารถปรับเปลี่ยนทีมงานได้ตามความต้องการของโครงการ ในระดับประเทศ

การสร้าง Agility อาจหมายถึงการมีนโยบายและกฎระเบียบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วตามสถานการณ์ เช่น การมีระบบ Regulatory Sandbox ที่อนุญาตให้ทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้การกำกับดูแลแบบผ่อนคลาย นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่ม Agility ให้กับองค์กรและระบบเศรษฐกิจ

ภายใต้บริบทใหม่นี้ คำนิยามของคนที่ ‘เก่ง’ จึงเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่อาจหมายถึงคนที่ผลิตได้มากที่สุดหรือถูกที่สุด กลายเป็นคนที่ ‘มีความสามารถในการปรับตัว มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีความคล่องตัว’ คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้บุคคลสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

บทสรุป

Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ Robert Solow เคยกล่าวไว้ว่า“Development is about transforming the lives of people, not just transforming economies.” เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเพิ่มผลิตภาพไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

ในท้ายที่สุด การเพิ่มผลิตภาพในโลกอนาคตจะไม่ใช่เพียงการผลิตให้ได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง แต่เป็นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคนในสังคม ด้วยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม ความร่วมมือ และความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่รออยู่ในอนาคต การปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีการวัดผลิตภาพการผลิตจึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เพียงแต่เติบโต แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมได้อย่างแท้จริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...