โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จางหายไปจากความคิด : เมื่อทุกสิ่งที่เคยจำได้ สมองกลับทำหายกะทันหัน

The MATTER

เผยแพร่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 14.12 น. • Rave

“ฉันมาทำอะไรที่นี่?”

พวกเรายืนท่ามกลางห้องโดยไม่รู้ว่าเดินเข้ามาตั้งแต่แรกด้วยเหตุผลอะไร ทั้งที่คุณเองนั่นแหละที่เดินเข้ามาด้วยจุดประสงค์บางอย่าง หากการกระทำ (ควรจะ) อยู่ภายใต้เหตุผล แล้วคุณเดินมาที่นี่ทำไมกัน? หรือลืมไปแล้วว่าต้องทำอะไร

การลืมสิ่งที่คุ้นเคยอย่างฉับพลันเกิดขึ้นกี่ครั้งบ้างในแต่ละสัปดาห์ บางครั้งคุณอาจเรียกชื่อแฟนใหม่สลับกับแฟนเก่า (จนแก้ปัญหาด้วยเรียกว่า 'เธอ' ซะให้หมด) ยืนงงหน้าตู้ ATM จำรหัสบัตรไม่ได้จนเครื่องดูดไปต่อหน้าต่อตา ไปเดินห้างเพื่อจะซื้ออะไรสักอย่างแต่กลับบ้านมือเปล่า (แต่ดันเสียตังค์ไปกับของที่ไม่ได้ต้องการเลย) ความทรงจำและเจตจำนงที่ตั้งใจไว้ ไปสะดุดบันไดตีลังกาม้วนตลบเสียที่ไหนแล้ว

จะว่าไปสมองเองก็ไม่ได้รับใช้ความเป็นเหตุเป็นผลเสียทุกอย่าง บางครั้งสมองเราก็ยังเข้าโหมดพิลึก ขอลาพัก ตกหล่นสูญหาย ปล่อยให้ในหัวคุณเผชิญกับความว่างเปล่างันงง หรือหลายคนอาจจะเรียกภาษาแสลงวัยรุ่นว่า 'อ๊อง' ที่บางครั้งเราก็ปล่อยเบลอ มึนๆ งงๆ เหม่อลอย จนคนอื่นบอกว่า เธอคิดมากไปหรือเปล่า?

แต่แท้จริงแล้ว 'ฉันไม่ได้คิดอะไรเลย' ต่างหาก

บ๊ายบายสมอง

ในกรณีพบบ่อยที่สุด คือการลืมขณะที่คุณเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วรู้สึกว่า 'มาทำไมนะ?' ไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะต้องเข้ามาตั้งแต่แรก หรือลืมวัตถุประสงค์เดิมไปเสีย ภาวะนี้มีชื่อเสียงเรียงนามในเชิงจิตวิทยาเรียกว่า Doorway Effect (ตรงตัวขนาดนั้นเลย) จากทีมนักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย University of Notre Dame พวกเขาลงมือเขียนเปเปอร์เป็นเรื่องเป็นราวในปี 2011 โดยมีชื่อจั๊กจี้ตรงไปตรงมาผิดจากความเป็นงานวิจัยว่า Walking through doorways causes forgetting (อ่านได้ที่นี่ www.tandfonline.com)

การหาคำตอบของอาการลืมฉับพลันนี้ได้สร้างทฤษฏีอันน่าสนใจ เมื่อคนส่วนใหญ่ล้วนสามารถลืมจุดประสงค์ได้ทันที จากภารกิจที่ทำอยู่ขณะเดินเปิดประตูเข้าไปในแต่ละห้อง ยิ่งมีห้องมากเท่าไหร่ความทรงจำในการหาเหตุผลก็ยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น

สิ่งนี้ย้อนกลับมาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมสมองถึงมีช่วงที่ไม่สามารถจัดการเรื่องง่ายดายที่สุดและสามัญที่สุด ได้ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าสมองมนุษย์มีประสิทธิภาพอันน่าเหลือเชื่อ อุดมไปด้วยเซลล์ประสาท (neuron) นับพันล้านเซลล์ แต่บางครั้งพวกมันก็หยุดชะงัก ไม่เอาการเอางาน ขี้เกียจเสียดื้อๆ

โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า กับสมองเราที่เย็นชา

ทุกสรรพสิ่งรอบตัวเราอยากจะเป็นที่สนอกสนใจทั้งหมด สภาพแวดล้อมทุ่มทุกอย่างใส่คุณ โครม! ผ่านผัสสะทุกด้าน รูป รส กลิ่น เสียง ผิวสัมผัส เพื่อให้ถูกรับรู้ผ่านระบบประสาทสมอง แต่สมองเองกลับไม่สามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างได้หมดจดเหมือนถ่ายเอกสาร ที่ทำสำเนาโดยไม่ผิดเพี้ยน บางครั้งเพียงแค่รหัสบัตร ATM 6 หลักง่ายๆ ที่กดเงินอยู่ทุกวัน ซึ่งสมองคุณสั่งการแบบ autopilot มาเป็นสิบๆ ปี จู่ๆ ก็หายไปจากความทรงจำเฉยเลย และยิ่งพยายามเรียกคืนความทรงจำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสป้อนตัวเลขผิดมากขึ้นเท่านั้น จบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ตู้ ATM ริบบัตรคุณเป็นการลงโทษ และต้องเสียเงินเปิดบัตรใหม่อย่างไม่น่าให้อภัย

เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่สูญหาย เราควรทำความเข้าใจกลไกสมองเบื้องต้นก่อน โดยเฉพาะเรื่องความทรงจำ (memory) โดยทฤษฏีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบันอยู่บนหลักพื้นฐานที่ว่า ความทรงจำอยู่ที่ไหนสักแห่งของไซแนปส์ (synapses) จุดประสานประสาทอันเป็นช่องว่างพิเศษระหว่างเซลล์ประสาท ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าข้ามไปมาสู่เซลล์ข้างเคียง ทุกครั้งที่กระแสไฟฟ้าถูกส่ง จะเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ประสาทให้แน่นแฟ้นขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณพยายามจะนึกถึงดอกไม้ริมทางสักดอกและชื่อของมัน

โครงข่ายประสาทที่รับผิดชอบ 'ภาพ' (visual) ที่คุณสามารถระบุสัณฐานของมันจากที่เคยเห็นมาก่อน กับประสาทรับผิดชอบ 'ชื่อ' วึ่งควบคุมการออกเสียงที่คุณเคยได้ยิน จะถูกเรียกใช้พร้อมๆ กัน โดยถูกเก็บไว้ในคลังความทรงจำระยะยาว (long term memory) อาทิ รหัส ATM ของคุณ ชื่อคนใกล้ชิด จนเมื่อถึงจุดหนึ่งโครงข่ายที่ละเอียดซับซ้อนนี้อาจสูญเสียความสามารถชั่วคราว เช่นปัจจัยด้านความเจ็บป่วยด้วยโรคประสาทเสื่อมถอยอย่างโรคอัลไซเมอร์

แต่ก็ยังมีปัจจัยให้สูญหายอื่นๆ อีกคือ กิจกรรมไฟฟ้าของเซลล์ประสาทเสื่อมถอย จากที่เราไม่ได้เรียกใช้บ่อยๆ (recall memory)  หรือเซลล์ประสาทถูกก่อกวนด้วยชุดข้อมูลใหม่ๆ อันสับสน ในลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น เมื่อต้องเปลี่ยนรหัส ATM เดิมแต่มีความใกล้เคียงกับชุดรหัสที่ใช้ประจำ แฟนเก่ากับแฟนใหม่

ความเครียดเอง (stress) ก็มีอิทธิพลสูงเช่นกันจนมองข้ามไม่ได้ เพราะมีหลักฐานแน่นอนแล้วว่าฮอร์โมนเครียด (Cortisol) มีส่วนให้กิจกรรมไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติ ภายใต้ความเคียดที่สะสมเป็นเวลานาน และรบกวนความทรงจำ คนที่เครียดมากๆ มักหลีกเลี่ยงปัญหาความทรงจำถดถอยค่อนข้างยากในระยะยาว

คำคำหนึ่งก็หาความหมายไม่ได้

เป็นอีกกรณีที่สนใจ คำที่ใช้บ่อยๆ และเป็นภาษาของเราเอง กลับหาความหมายของมันไม่ได้ ผู้เขียนเคยรู้สึกงงพิลึก เมื่อเห็นคำว่า 'กางเกง' แต่กลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยิ่งจดจ่อกับมัน ความหมายก็เลือนหาย เหลือเพียงตัวอักษร 6 ตัว ที่มาอยู่ร่วมกันโดยบังเอิญ หรือในกรณีของคุณอาจมีคำอื่นด้วยก็ได้ มีอีกครั้งหนึ่งผู้เขียนเห็น 'ดอกทิวลิป' แต่คิดให้ตายยัง ณ ขณะนั้นก็เรียกชื่อมันไม่ถูก

ภาวะสมองชะงักงันทางภาษาจนน่ารำคาญ ถูกรายงานครั้งแรกในปี 1907 โดยนักจิตวิทยา Elizabeth Severance และ Margaret Washburn หลังจากพวกเธอพบคนที่ถูกตรึงอยู่กับคำหนึ่งนานมากจนผิดสังเกต ชายผู้นั้นไม่รู้ว่าไอ้ผงสีดำๆ อยู่ในขวดโหล แถมแปะตัวอังษรเบ้อเร่อ 'Coffee' มันคืออะไร จู่ๆ เขาก็ไม่สามารถหาความหมายของคำนี้ได้ เหมือนเป็นภาษาต่างถิ่นที่ไม่รู้จัก ไม่มีความหมายอะไรมากกว่าตัวอักษร

ต่อมาปรากฏการณ์นี้ถูกสังเกตเรื่อยๆ จนนักจิตวิทยารุ่นต่อมา Leon Jakobovits จากมหาวิทยาลัย McGill University เฝ้าศึกษาและนิยามมันว่า Semantic satiation เป็นภาวะที่เราพูดคำหนึ่งซ้ำๆ กันเป็นเวลานาน กระทั่งความหมายของคำนั้นๆ หายไปหรือไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน ซึ่งหลักฐานทางประสาทวิทยาพบความเกี่ยวเนื่องกับความเหนื่อยล้าของเซลล์ (cellular fatigue)

เมื่อเซลล์สมองส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้า แน่นอนมันต้องมีการใช้พลังงาน และบางครั้งมันสามารถส่งสัญญาณครั้งที่สองได้พร้อมกันกับครั้งแรก หลังจากที่มันส่งสัญญาณซ้ำๆ ติดๆ กันจะเกิดความเหนื่อยล้า และเซลล์จำเป็นต้องหยุดชั่วขณะ เช่น เมื่อเราท่องคำนั้นบ่อยๆ เซลล์ประสาทที่ประมวลผลด้านความหมายจะลดหน้าที่ลง เหนื่อยล้า หรือหยุดสั่งการ ทำให้คำที่คุณเห็นคำไร้ความหมาย ไม่รู้สึกถึงความสำคัญ (in difference)

เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ Leon Jakobovits และทีมวิจัยจึงออกแบบทดสอบ (ที่คุณลองทำดูได้) ให้อ่านและพูดคำอะไรก็ได้ ที่สามารถพูดได้ 2–3 ครั้ง ภายใน 1 วินาที เป็นเวลาทั้งหมด 15 วินาที จากนั้นจะให้อาสาสมัครบอกว่าพวกเขามีความรู้สึกกับคำๆ นั้นว่าอย่างไร

ซึ่งส่วนใหญ่คำเหล่านี้มักจะสูญเสียความหมาย แต่สามารถกลับมาได้ใหม่เมื่อมีอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจคุณออกไปช่วงขณะหนึ่ง มันจึงเป็นเหตุผลที่ดีหากคุณรู้สึกว่า อะไรก็ตามที่คุณเห็นจนเคยชินมันอาจจะค่อยๆ ไร้ความหมาย พูดอะไรซ้ำๆ พบกับสถานการณ์จำเจ เพราะความเคยชินก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตของมนุษย์ที่ไม่ค่อยปราณีปราศรัยนัก

การที่พวกเรา ‘จางหายไปจากความคิด’ ในชั่วขณะหนึ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าเราไร้เยื่อใยหรือไม่โฟกัส สมองพวกเราบางครั้งก็เดินหลงในเขาวงกตกันชั่วครั้งชั่วคราว คนที่อัจฉริยะที่สุดก็ยังหาแว่นตัวเองไม่เจอ ทั้งๆ ที่สวมอยู่ทนโท่ (เช่น ไอน์สไตน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอ๊องๆ จนได้รับการแซวเล่นว่า ‘Absent-minded Professor’)

แต่พอเราอยู่ในสังคมที่มีการปฏิสัมพันธ์สูง การหลุดหายไปจากความคิดมักถูกมองว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เป็นภาวะไม่ productive และจะค่อยๆ บีบให้กลายเป็นความผิดพลาด สร้างตราบาปของความรู้สึกผิด มากกว่าทำความเข้าใจกลไกของสมองที่ตอบสนองเราไม่ได้อย่างแม่นยำราวเครื่องจักร

ปล่อยให้สมองของพวกเราล่องลอยไปในความสนธยาบ้าง ไม่ต้องรีบเรียกมันกลับมาเร็วนัก เผลอๆ มันอาจกลับมารับใช้คุณได้ดีกว่าเดิม

อ้างอิงข้อมูลจาก

Walking through doorways causes forgetting: Further explorations www.tandfonline.com

Absent without leave; a neuroenergetic theory of mind wandering www.ncbi.nlm.nih.gov

Here’s Why a Word Loses Its Meaning If You Say It Over and Over www.rd.com

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...