โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เส้นทางส่วนแบ่งรายได้โฆษณา YouTube สู่มือ YouTuber

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2563 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 10.23 น.

ธนพงศ์ พุทธิวนิช : เรื่อง

คำว่า “ยูทูบเบอร์” (YouTuber) ที่หมายถึงเหล่านักสร้างวิดีโอในแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์แถวหน้าของโลกอย่าง “ยูทูบ” (YouTube) น่าจะเป็นศัพท์ที่คุ้นหูมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คืออีกหนึ่งกิจกรรมซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเจ้าของเนื้อหาซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก และ “เนื้อหา” ที่ว่าก็เป็นวิดีโอที่มีตั้งแต่ทำอาหาร ดนตรี ไปจนถึงงานอดิเรกต่าง ๆ

แพลตฟอร์ม “ยูทูบ” ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเดียวที่ปรากฏโมเดลส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาในพื้นที่มาแชร์ร่วมกับผู้สร้างเนื้อหา และนับตั้งแต่โลกออนไลน์ปรากฏโมเดลนี้ขึ้นมา ต้องยอมรับว่า หลายแพลตฟอร์มปรากฏประเด็นข้อถกเถียงเรื่องส่วนแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่แง่มุมสัดส่วนการแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มสู่เจ้าของเนื้อหา จนถึงเรื่องเจ้าของเนื้อหาแบ่งรายได้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต

กรณีล่าสุดที่เป็นเรื่องขึ้นในไทย คือ เคสของ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” นักร้องหญิงและเจ้าของค่ายเพลงผู้โด่งดัง ผลงานเพลงที่เธอมีส่วนร่วมด้วยทำยอดวิวในยูทูบแบบถล่มทลาย แต่ความสำเร็จในยอดวิวนำมาสู่ข้อถกเถียงเรื่องส่วนแบ่งที่ได้จากยูทูบว่าจะแบ่งให้กับผู้ร่วมงานอย่างไร เรื่องนี้ยังนำมาสู่คำถามย้อนหลังไปว่า “คลิปที่ประสบความสำเร็จ” ทำยอดวิวทะลุ 300 ล้านวิวนั้นได้ส่วนแบ่งจากยูทูบเท่าไหร่กัน

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจเส้นทาง (รายได้) ของแพลตฟอร์มวิดีโอที่สร้างเนื้อสร้างตัวให้กับผู้ผลิตเนื้อหา เรียกได้ว่า กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทาง (หรือ “อาชีพ” ด้วยซ้ำ) ที่คนรุ่นใหม่หันมาสร้างรายได้ให้ตัวเอง

กำเนิด YouTube

ในยุคนี้ “วิดีโอ” เป็นอีกหนึ่งหมวดหมู่ของสิ่งที่เรียกว่า “คอนเทนต์” ซึ่งกำลังเติบโต ได้รับความนิยม และถูกผลักดันจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้เป็น “ผลิตภัณฑ์” หลัก เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจทั้งฝ่ายเจ้าของพื้นที่ และผู้ผลิตเนื้อหาที่อาจเป็นแค่บุคคลทั่วไปหรือแบรนด์ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

พื้นที่ในโลกไซเบอร์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาประเภท “วิดีโอ” อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เหตุการณ์ใหญ่ อีเวนต์อลังการระดับโลก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ลองมาค้นหาในอินเทอร์เน็ตวันนี้เพียงกดหน้าจอหรือแป้นคีย์บอร์ดไม่กี่ครั้งก็หาดูได้แล้ว ต่างกับเมื่อทศวรรษก่อนหน้านี้

ถ้าจะระบุเวลาที่แน่ชัด คือ เมื่อ 15 ปีก่อน ในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2005 คือวันที่วิดีโอชิ้นแรกถูกอัพโหลดในเว็บไซต์ยูทูบ วิดีโอนี้ปรากฏภาพของจาเวด คาริม (Jawed Karim) 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้งยูทูบอยู่ในสวนสัตว์ที่ซานดิเอโก นับจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2020 คลิปนี้มีผู้ชม 107 ล้านวิว

ไอเดียที่ก่อให้เกิดแพลตฟอร์มวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลกเวลานี้ เริ่มจากแค่ความหงุดหงิดใจของ 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง เนื่องจากพวกเขาค้นหาวิดีโอการแสดงพักครึ่งซูเปอร์โบว์ลในอินเทอร์เน็ต แต่กลับไม่พบดังใจหวัง พวกเขาจึงเริ่มสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอที่ให้ผู้ใช้งาน (หมายถึงใครก็ได้) นำไฟล์วิดีโอขึ้นเผยแพร่และให้ผู้ใช้งานเข้ารับชมผ่านเว็บไซต์ นั่นคือจุดกำเนิด YouTube.com

เพียงแค่ปีเดียวยูทูบเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉลี่ย 20 ล้านคนต่อเดือน ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์นี้เข้าตากูเกิล (Google) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบัน “กูเกิล” จึงซื้อแพลตฟอร์ม “ยูทูบ” ในมูลค่าประมาณ 1,650 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2006

จากวันนั้นถึงปัจจุบันยูทูบเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์แห่งใหญ่ของโลก จากข้อมูลที่ยูทูบเผยแพร่ เว็บไซต์มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนในระบบเข้าใช้งาน 2,000 ล้านคนต่อเดือน ในแต่ละวันมีผู้ชมวิดีโอรวมกันแล้วคิดเป็นความยาวทั้งหมด 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวัน

“วิดีโอ” กับรายได้

สถิติผู้ใช้งานและยอดวิวมหาศาลขนาดนี้ ไม่แปลกที่ยูทูบมักเชิญชวนผู้ผลิตเนื้อหาให้สร้าง “คอนเทนต์” เจ๋ง ๆ เพื่อโอกาสรับส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้น กูเกิลบริษัทผู้ถือครองแพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า ยูทูบเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลัก 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ตัวเลขรายได้ปี 2019) สื่อสายเทคโนโลยีอันดับต้น ๆ ของโลกบางราย เช่น The Verge คาดว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมายูทูบมีรายได้จากค่าโฆษณามากกว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ขณะที่กูเกิลเปิดเผยรายงานเมื่อต้นปีว่า รายได้จากโฆษณาในควอร์เตอร์ที่ 4 ของปี 2019 ยูทูบมีรายได้ถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

รายได้ของกูเกิลสะท้อนสภาพตลาดดิจิทัลทั้งแง่พฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ลงโฆษณา และความนิยมในแพลตฟอร์ม คำถามที่น่าสนใจ คือ รายได้เหล่านี้มาถึงมือผู้สร้างเนื้อหาเท่าไหร่ ?

รูท โพราต (Ruth Porat) ผู้บริหารสายการเงินระดับสูงของ Alphabet (บริษัทแม่ของกูเกิล) ชี้แจงนักลงทุนเมื่อต้นปี 2020 ว่า เงินรายได้จากค่าโฆษณาที่ยูทูบได้รับส่วนใหญ่แล้ว (จากตัวเลขรายได้ 1.5 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปี 2019)
ก็นำมาจ่ายให้กับผู้สร้างเนื้อหาวิดีโอ แม้เธอไม่ได้เผยตัวเลขแบบว่าจ่ายให้เป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่รูปประโยคที่เธอบอกเล่า คือ “การจ่ายเงิน” นั้น ยูทูบจ่ายในส่วนค่า “การได้มาของเนื้อหา” เป็นมูลค่า 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถือเป็นครั้งแรก ๆ ก็ว่าได้ที่เหล่าผู้สร้างเนื้อหาในยูทูบได้ยินตัวเลขส่วนแบ่งรวมก้อนใหญ่ที่ยูทูบนำมากระจายให้พวกเขา ตัวเลขนี้อาจดูเยอะในภาพกว้าง แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิจารณ์จากชุมชนผู้ผลิตวิดีโอจะยังไม่ค่อยพอใจมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่คนดังหรือช่องที่มีฐานคนติดตามมหาศาล

นิตยสารฟอร์บส เปิดเผยรายได้ของผู้ผลิตเนื้อหาที่คาดว่าได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากยูทูบมากที่สุด 10 อันดับแรกในปี 2019 ตัวเลขส่วนแบ่งรายได้ของทั้ง 10 ช่องยูทูบรวมกันแล้วเป็นเงินประมาณ 162 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปี 2018 ถือว่ารายได้รวมของ 10 อันดับแรกลดลงด้วย โดยสถิติเมื่อปี 2018 รายได้รวมของ 10 อันดับแรกอยู่ที่ราว 180 ล้านเหรียญสหรัฐ

เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับรายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาของยูทูบมักมาจากช่องขนาดกลางจนถึงขนาดย่อม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ระดับกลาง ๆ ผู้ผลิตเนื้อหาที่เป็นรายบุคคลบางรายให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พวกเขาต้องดิ้นรนหารายได้ให้พอเลี้ยงตัวเองหากหันมาเป็น “ยูทูบเบอร์” เต็มตัว โดยต้องพึ่งรายได้จากทางอื่นด้วย เช่น ระดมขอรับบริจาคผ่านช่องทางอย่าง Patreon และหาผู้สนับสนุนจากแบรนด์สินค้าในยุคที่ยูทูบเพิ่งปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่เกี่ยวกับเนื้อหาสำหรับเด็ก (อาจรวมเนื้อหาเกี่ยวกับเกมด้วย) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าหมวดหมู่นี้เป็นหมวดที่ทำรายได้จากส่วนแบ่งโฆษณามากทีเดียว

ปัญหาส่วนแบ่งรายได้ : กรณีสายดนตรี

คำถามยอดฮิตต่อมา คือ “ยูทูบให้ส่วนแบ่งโฆษณาในสัดส่วนเท่าไหร่ เป็นเงินเท่าไหร่” คำตอบนี้อาจต้องอธิบายกันยืดยาว มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ทั้งแง่ความยาวของวิดีโอ ประเภทเนื้อหา ระยะเวลาที่คนชมวิดีโอ ฯลฯ

พอจะกล่าวโดยคร่าว ๆ ได้ว่า ยูทูบมีระบบคำนวณส่วนแบ่งรายได้ด้วยอัตรา CPM หรือรายได้ต่อ 1,000 วิว เรตนี้มีปัจจัยคำนวณแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องประเทศที่ผู้ชมคลิปอยู่ จนถึงเรื่องประเภทหรือคุณภาพของเนื้อหา ผู้สร้างเนื้อหาแต่ละรายมีเรตส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบในช่องตัวเองแตกต่างกัน

ช่องระดับกลางหลายแห่งที่มีคลิปทำยอดวิวได้หลักล้าน และบางแห่งเปิดเผยรายได้ของตัวเอง เมื่อรวบรวมสถิติจากที่พบ เฉลี่ยแล้วคลิปในช่องเหล่านี้ทำรายได้ระหว่าง 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ล้านวิว บางแห่งบอกว่าอยู่ระหว่าง 2,500-4,000 เหรียญสหรัฐ (เป็นตัวเลขจากการสำรวจเท่านั้น อาจน้อยหรือมากกว่านั้นตามปัจจัยต่าง ๆ)

ย้อนกลับไปในช่วงที่ “ยูทูบ ประเทศไทย” เริ่มเปิดโปรแกรมพาร์ตเนอร์ให้ผู้สร้างเนื้อหาในไทยรับส่วนแบ่งรายได้เมื่อราวปี 2014 หลังจากนั้นไม่นานศิลปินที่มีสังกัดค่ายหลายรายให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ไม่ทราบส่วนแบ่งรายได้ผลงานของตัวเองที่เผยแพร่ในยูทูบ (ของค่าย)” ขณะที่ผู้บริหารค่ายเพลงต้นสังกัดบอกว่า พวกเขามีกำหนดอัตราส่วนแบ่งเอาไว้อยู่แล้ว

สมมุติว่าสภาพเบื้องหลังเป็นไปตามข้อมูลที่ค่ายเพลงเอ่ยถึง เชื่อว่าระบบค่ายส่วนใหญ่อย่างน้อย (ในปัจจุบัน) คงมีแนวโน้มเรื่องการเจรจาส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบกับศิลปิน จะมากจะน้อยคงแล้วแต่นโยบายภายใน ส่วนกรณีที่สื่อรายงานเกี่ยวกับเรื่องส่วนแบ่งรายได้ระหว่างศิลปินที่มาร่วมทำงานด้วยกันก็แทบไม่ค่อยพบเห็นในรอบหลายปีมานี้ แต่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับทั้งศิลปิน (ทั้งที่เป็นอยู่และในอนาคต) และถึงค่ายเพลงที่ควรตกลงจัดสรรส่วนแบ่งกันอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงข้อถกเถียงในภายหลัง

ประโยชน์ของฝั่งผู้ลงโฆษณา

รายได้ก้อนโตของยูทูบมาจากผู้ลงโฆษณา องค์ประกอบส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังเติบโต สถิติจากบริษัทที่ศึกษาด้านการตลาด เผยว่า เม็ดเงินลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ในสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะส่อแววเข้าสู่ช่วงเติบโตช้าลงเนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว ฯลฯ

ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ คือ ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มประชากรอื่น ๆ ในยุคสมัยใหม่ (หากใช้งานตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ) แต่ก็เช่นเดียวกับเครื่องมือประเภทอื่น สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากพิจารณาจากสถิติที่ผู้วิจัยพบว่า ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีแนวโน้มเห็นโฆษณาผ่านตามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อัตราการคลิก/ตอบสนองต่อโฆษณาที่เห็นก็มีแนวโน้มลดลง ดังเช่นสถิติอัตราคลิกโฆษณาเมื่อปี 2018 ที่มียอด 2.6% แต่ในปี 2019 ลดเหลือ 2% ค่อนข้างท้าทายในการปรับกลยุทธ์

สื่อสังคมออนไลน์คงไม่ต่างจากเครื่องมือชนิดอื่น ๆ บนโลกใบนี้ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอาจไปถึงเป้าหมายได้ยาก หรือพบปัญหาติดขัด ในทางกลับกัน หากใช้เครื่องมือด้วยความเข้าใจอย่างรอบด้าน เครื่องมือนี้ย่อมช่วยให้ผู้ใช้งานไปถึงเป้าหมายได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...