3 หุ้นค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ในวันที่ผลงานเข้าตา น่าสะสม
การก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงและตกแต่งที่อยู่อาศัย ถือเป็นประเด็นที่คนเราต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นว่าจะเป็นฤดูไหน หากมีโอกาสก็พร้อมที่จะทำทันที เพราะบ้าน ถือเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีในยามที่เราเหนื่อยล้า และเป็นสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หุ้นในกลุ่มนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาโดยตลอด
ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหุ้นที่มีกระแสนิยมอย่างต่อเนื่องของกลุ่มนี้ มาฝากนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น DOHOME หรือ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ตามด้วย HMPRO หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และGLOBAL หรือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
DOHOME รับราคาเป้าหมายใหม่
เริ่มจาก DOHOMEผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายปี 64 ขึ้นมาที่ 26.00 บาท โดยเรามองว่า DOHOME เหมาะสมที่จะเทรดสูงกว่าค่าเฉลี่ยคู่แข่งจาก EPS เติบโตสูงกว่า ที่ 52% CAGR (63-65) เทียบกับ consensus HMPRO ที่ 14% และ GLOBAL ที่ 24%
ทั้งนี้เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ที่ 401 ล้านบาท เติบโต 127% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเติบโต 86% จากไตรมาสก่อน หนุนโดย 1.รายได้สูงสุดในประวัติการณ์ที่ 6 พันล้านบาท เติบโต 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 24%จากไตรมาสก่อน จากการเปิดสาขา Size L ที่แหลมฉะบังอีก 1 สาขาปลายเดือน ม.ค. 64 และ SSSG ปรับตัวขึ้นกว่า 20% (ไม่รวมยอดขายเหล็ก SSSG ก็ยัง +15%), 2) GPM คาดทำสถิติใหม่เช่นกัน เหนือ 20.8% (สูงกว่าไตรมาส 4/63ที่ 17.5% และไตรมาส 1/63ที่ 15.4%)
เป็นผลจาก การบริหารศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายต้นทุนสินค้าลดลง, เจรจาต่อรองราคาจาก supplier, การเปิดสาขาใหม่เน้นเพิ่มสินค้าซ่อมแซ่มที่มีระดับมาร์จิ้นดี การเพิ่มสินค้า House Brand และ ราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การขยายสาขายังคงดำเนินตามแผนปี 64บริษัทจะขยายสาขา Size L เพิ่ม 4 สาขา ได้แก่ สาขาแหลมฉบัง (เปิดไปแล้วในเดือน ม.ค. 64, สาขาบ่อวิน (คาดเปิดปลายไตรมาส 2/64) สาขาชลบุรี อมตะนคร (คาดเปิดใน ไตรมาส 3/64) และ สาขาสุราษฎร์ธานี (คาดเปิดในไตรมาส 4/64)
ส่วนปี 65-68 บริษัทมีแผนขยาย 5 สาขาต่อปี ซึ่งจะทำให้มีสาขารวมทั้งหมด 36 สาขาในปี 68 แต่ละสาขาใช้เงินลงทุนราว 400-450 ล้านบาท โดยบริษัทได้มีการเจรจากับธนาคารต่างๆ เพื่อขอเพิ่ม debt covenant ซึ่งบางธนาคารได้ให้ 4 เท่า และ 3 เท่า ยังเหลืออีก 3 ธนาคารที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยบริษัทยืนยันจะให้น้ำหนักการเพิ่มทุนเป็นอันดับสุดท้าย
ดังนั้นปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64ขึ้นมาที่ 1.50 พันล้านบาท เติบโต 107% YoY (+26% จากเดิม 1.19 พันล้านบาท) หลักๆ มาจากการปรับ รายได้ขึ้นเป็น 2.36 หมื่นล้านบาท (+9% จากเดิม 2.16 หมื่นล้านบาท) จากการปรับ assumption SSSG ขึ้นเป็น +15% (จากเดิม +5%), 2) GPM ขึ้นมาเป็น 20% (จากเดิม 18%) จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า house brand การติดแผง solar cell และการใช้ระบบ ASRS ใน Distribution center เพื่อช่วยลดต้นทุน
นอกจากนี้ เราปรับกำไรสุทธิปี 65 ขึ้นมาที่ 1.68 พันล้านบาท เติบโต 12% YoY (+18% จากเดิม 1.42 พันล้านบาท) จากการปรับรายได้ขึ้นเป็น 2.79 หมื่นล้านบาท (+10% จากเดิม 2.54 หมื่นล้านบาท) จากการปรับ assumption การขยายสาขาเพิ่มเป็น 5 สาขา (จากเดิม 4 สาขา), และ 2) GPM ปรับขึ้นเป็น 20% (จากเดิม 18%)
HMPRO เป็นจังหวะซื้อลงทุน
ต่อมา HMPROผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก โดยจำหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง อาคาร บ้าน และที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร (One Stop Shpping Home Center) โดยใช้ชื่อ โฮมโปร (HomePro) เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ ซื้อ มีราคาเป้าหมายที่ 17.8 บาท โดยประเมินแนวโน้มกำไรของ HMPRO ช่วง 1-2 ปีนี้จะกลับมาสู่โหมดการเติบโต y-y อีกครั้ง สำหรับไตรมาส 1/64 คาดจะรายงานกำไรสุทธิที่ 1.28 พันล้านบาท พลิกโต 1%y-y จากติดลบ 12%y-y ในไตรมาส 4/63ตามอานิสงส์ SSSG ที่จะบวกได้ทุกกลุ่ม (โฮมโปร +0.5%, เมกาโฮม +6-7%, ร้านมาเลย์ +12-13%)
ทั้งนี้ แม้ระยะสั้นจะเกิดการระบาดโควิดระลอก 3 เราคาดจะไม่รุนแรงเท่าไตรมาส 2/63 ที่ต้องปิดห้าง 1.5 เดือน (SSSG 2Q20 -17%) ผสานกับปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ที่จะคลี่คลายใน ไตรมาส 2/64 เราจึงคงคาดกำไรปี 64-65 เติบโต 17%และ19%ตามลำดับ ในขณะที่ราคาหุ้น HMPRO ที่ยังซื้อขาย PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและคู่แข่ง จึงมองเป็นจังหวะซื้อลงทุน
ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงคำแนะนำ "ซื้อ" และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น16.70 บาท (จาก 16.20 บาท) เราปรับปีฐานราคาเป้าหมายไปเป็นหลางปี 2565 จากสิ้นปี 2564 มูลค่าหุ้นของเราอิงด้วย PER ของ EPS เฉลี่ยระหว่างปี 2565-66 ที่ 32.6 เท่า หรือ เท่ากับ 1.0SD มากกว่า PER เฉลี่ยในอดีต
อย่างไรก็ตามคาดอัตราฟื้นตัวในไตรมาส 2/2564 จะน้อยกว่าที่เราคาดไว้ สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกสาม เราประเมินว่าผู้บริโภคจะเดินทางไปยังพื้นที่สาธารณะน้อยลง และคาดว่าจำนวนผู้มาใช้บริการในสาขาจะลดลงในเชิง Q-Qอย่างไรก็ดีผลจากการปิดสาขาชั่วคราวเมื่อเดือน เม.ย.2563 เราจึงคาดว่า SSSG ในไตรมาส 2/2564 จะเป็นบวกได้
ดังนั้น เราคงประมาณการกำไสุทธิปี 2564 ไว้ตามเดิมที่ 6.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.9% YoYและปี 2565 ที่ 6.5 พันล้านบาท ขณะที่คาดว่ากำไรสุทธิปี 2566 จะอยู่ที่ 7.0 พันล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ช่วง 3 ปีอยู่ที่ 10.8% ประมาณการ SSSG ในปี 2564/65/66 ของเราอยู่ที่ 6%/2%/2% ขณะที่เราคาดว่าจำนวนสาขาใหม่จะอยู่ที่ 3/6/10 แห่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน
GLOBAL กำไรไตรมาส 1/64เป็น new high
และสุดท้าย GLOBALผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวนแบบควบวงจร (one stop shopping center) โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า โกลบอล เฮ้าส์ (Global House) โดยนำระบบ Drive-through มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับสินค้าโครงสร้างของลูกค้า
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 24 บาท โดยคาดกำไรไตรมาส 1/64 เป็น new highซึ่งเราประเมินว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 103% QoQ และ 24% YoY เป็น 766 ล้านบาท เนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซันของการขายสินค้าวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
อีกทั้งเหล็ก (ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15% ของยอดขาย) มีราคาสูงขึ้น ประกอบกับเดือน มี.ค. SSSG สูงกว่า 20% เนื่องจากฐานต่ำในช่วงเริ่มล็อกดาวน์เมื่อกลางเดือน มี.ค. 2563 เราจึงคาดว่า SSSG ไตรมาส 1/64 เป็นบวกถึง 12% (เทียบกับ -7% ใน 1Q63 และ -3.4% ในไตรมาส 4/63)
GLOBAL ยังมีการเปิดสาขา 2 สาขาในไตรมาส 1/64 (คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6 สาขา YoY) เราคาดว่ายอดขายเพิ่มขึ้น 16% YoY เป็น 8,470 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่ 23.9% เป็น 24.6% เป็นผลจากราคาเหล็กเพิ่มขึ้นและการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House brand
อย่างไรก็ตาม แม้กำไรไตรมาส 2/64 มีแนวโน้มชะลอลง QoQ ตามผลของฤดูกาล แต่จะยังเติบโตโดดเด่น YoY โดย SSSG เป็นบวกค่อนข้างมาก เนื่องจากฐานต่ำในไตรมาส 2/63 ซึ่ง SSSG ติดลบถึง 20% จากการล็อกดาวน์ในปีก่อนซึ่ง GLOBAL มีการปิดสาขาบางส่วน นอกจากนั้น ปัจจุบันราคาเหล็กยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังมีทิศทางขาขึ้นเมื่อเทียบ YoY อีกทั้งสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขาย คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขาย สูงกว่าปกติ
ดังนั้นจากแนวโน้ม SSSG ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดและการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 2564-2566 ขึ้นปีละ 4% โดยคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 2,578 ล้านบาท เติบโต 32% YoY ภายใต้สมมติฐาน SSSG 7% อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 47 bps YoY จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House brand ราคาเหล็กเพิ่มขึ้น และการลดโปรโมชั่น ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายลดลงจากการประหยัดจากขนาดและควบคุมค่าใช้จ่าย ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง คาดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.7 เท่า