โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ICSI ทางเลือกในการแก้ปัญหาสำหรับครอบครัวที่มีบุตรยาก

BLT BANGKOK

อัพเดต 08 มิ.ย. 2566 เวลา 21.10 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2566 เวลา 14.10 น. • BLT Bangkok

หลาย ๆ คู่รักย่อมคาดหวังความสมบูรณ์ของครอบครัวด้วยการมีเจ้าตัวเล็กมาเพิ่มสีสันให้ชีวิต แต่ก็มีหลายครอบครัวไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จในการมีบุตรด้วยตนเอง จึงต้องเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ ด้วยการทําอิ๊กซี่ หรือ ICSI ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันนอกร่างกาย โดยมีอัตราความสำเร็จที่สูง แล้วเทคนิคนี้ มีความเสี่ยงหรือไม่ เหมาะกับใคร มีกระบวนการในการทำอย่างไร หาคำตอบได้ในบทความนี้

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร

การทําอิ๊กซี่ หรือคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Intracytoplasmic Sperm Injection เรียกสั้น ๆ ว่า ICSI คือ เทคนิคที่ช่วยในการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิภายนอกร่างกาย เพื่อเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมีบุตรยากจากสาเหตุต่าง ๆ รวมถึงปัญหาทางพันธุกรรมของครอบครัวด้วย

เราจะทํา ICSI เมื่อพบว่า ฝ่ายชายมีปัญหาในเรื่องจำนวนอสุจิที่ต่ำกว่าปกติ หรือคุณภาพของอสุจิที่ไม่ดีนัก หรือฝ่ายหญิงที่มีปัญหามดลูก หรือทั้งคู่ที่ใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่ง ICSI จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะใช้สเปิร์มเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง

หลาย ๆ คนเลือกทําอิ๊กซี่ด้วยสาเหตุต่างกัน นอกจากการมีบุตรยากแล้ว ขั้นตอนหนึ่งของการทํา ICSI คือ การวินิจฉัยความผิดปกติของตัวอ่อนระยะก่อนฝังตัว (Preimplantation Genetic Diagnosis: PGD) โดยการตรวจความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13, 18, 21, X และ/หรือ Y ซึ่งในโครโมโซมคู่ที่ 21 จะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) ซึ่งมักพบในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป

ดังนั้น การทำ PGD ในขั้นตอนของ ICSI นั้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ในตอนที่มีอายุมาก (35 ปีขึ้นไป) หรือผู้ที่มีประวัติความผิดปกติด้านพันธุกรรมในครอบครัว หรือผู้ที่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมได้

แต่ทั้งนี้ การทํา ICSI ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดมาก ตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจสุขภาพ เก็บอสุจิ จนถึงการฉีดเข้าสู่ไข่โดยตรง ดังนั้น เราจึงควรจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเข้ารับการดูแลในสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและอัตราการประสบความสำเร็จที่สูงขึ้น

การทำ ICSI โอกาสสำเร็จเท่าไหร่

การทํา ICSI ถือว่า เป็นเทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาการมีบุตรยากที่ได้รับประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการช่วยปฏิสนธิมากถึง 90% โดยมีอัตราการสำเร็จในการตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 32% เพราะภายหลังจากการปฏิสนธิกัน ก็มีโอกาสที่ไข่จะเกิดการเสียหาย หรือหยุดการเจริญเติบโตได้ ซึ่งถือว่าปัจจัยที่เกิดจากสุขภาพของฝ่ายหญิง

อาจจะกล่าวได้ว่า อัตราการสำเร็จในการตั้งครรภ์จากการทํา ICSI จะอยู่ที่ 40 – 70% โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ประการ เช่น

  • สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) เป็นต้น
  • อายุของฝ่ายหญิง หากมีอายุที่มากขึ้น โอกาสประสบความสำเร็จก็จะยิ่งลดลง
  • คุณภาพของตัวอ่อน หากมีจำนวนเซลล์ที่แข็งแรงและรูปร่างปกติ ก็มีแนวโน้มที่จะฝังตัวและทำให้การตั้งครรภ์ประสบความสำเร็จ
  • ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์ ก็ส่งผลด้วยเช่นกัน

ICSI อันตรายไหม เสี่ยงอะไรบ้าง

การทำ ICSI ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัย หากเราเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน แต่ทั้งนี้ ICSI เองก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับขั้นตอนทางการแพทย์อื่น ๆ โดยอาจจะมีความเสี่ยงดังต่อไปนี้

  • ภาวะการกระตุ้นรังไข่มากเกินไป (OHSS) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่หาได้ยาก และส่งผลร้ายแรง เกิดขึ้นเมื่อรังไข่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการกระตุ้นการผลิตไข่มากเกินไป ทำให้เกิดอาการบวมและเจ็บปวด
  • การตั้งครรภ์แฝด เป็นความเสี่ยงที่อาจจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งมารดาและทารก รวมถึงการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อีก
  • ไข่เกิดความเสียหาย ด้วยลักษณะของไข่ที่มีความเปราะบาง จึงทำให้ไข่อาจจะเกิดความเสียหายจากการใช้เข็มสอดเข้าไปในเนื้อไข่จากการทำ ICSI ได้ ด้วยแพทย์ขาดความชำนาญ
  • ความเสี่ยงในกระบวนการดึงไข่ออกจากรังไข่ เช่น เลือดออก การติดเชื้อ หรือความเสียหายต่อโครงสร้างโดยรอบ
  • ความผิดปกติของโครโมโซม ทำให้เกิดภาวะผิดปกติต่าง เช่น ภาวะออทิสติก ภาวะความผิดปกติทางสติปัญญา เป็นต้น

การทำ ICSI เหมาะกับใคร

ICSI เหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีบุตร หากแต่ประสบภาวะมีบุตรยาก หรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้ ดังนั้น ผู้ที่เหมาะสำหรับทํา ICSI คือ

  • ฝ่ายชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับอสุจิ เช่น จำนวนสเปิร์มต่ำ อสุจิอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวช้า รูปร่างผิดปกติกว่าเกณฑ์ ท่อนำอสุจิอุดตัน ทำให้ไม่มีตัวอสุจิหลั่งออกมาได้ เป็นต้น
  • ฝ่ายชายเป็นหมัน แต่อยากมีลูก โดยผ่าตัดนำอสุจิออกมา
  • ฝ่ายหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • ฝ่ายหญิงที่มีเปลือกไข่หนา ทำให้อสุจิไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกไข่เพื่อเข้าไปปฏิสนธิได้
  • ฝ่ายหญิงที่มีประวัติตั้งครรภ์ทารกมีความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ฝ่ายหญิงที่มีประวัติแท้งบุตรติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป
  • ผู้ที่ทำการแช่แข็งไข่เอาไว้ (Frozen eggs)
  • คู่รักที่พยายามทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ไม่สำเร็จติดต่อกัน 3 ครั้ง
  • คู่รักที่มีพาหะโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้

ขั้นตอนการทำ ICSI

ในการทำ ICSI จะมีขั้นตอนรายละเอียดประมาณ 6 ขั้นตอน ที่เราทุกคนจะต้องทราบและเข้าใจเสียก่อน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง และให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ปรึกษาแพทย์

คู่รักจะต้องเข้าพบแพทย์ เพื่อซักประวัติและขอคำปรึกษา เพื่อให้แพทย์ช่วยประเมินสถานการณ์และวางแผนแนวทางการรักษา เพราะบางครั้ง แพทย์อาจจะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคนได้ แต่สำหรับ ICSI แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความพร้อมในการทำก่อน ซึ่งฝ่ายหญิงควรมาพบแพทย์ในช่วงเวลาก่อนการมีประจำเดือน

2. เริ่มฉีดยากระตุ้นไข่

หลังจากที่แพทย์เช็กช่วงเวลา ตรวจระดับฮอร์โมน และทำอัลตราซาวด์แล้ว แพทย์จะทำการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นรูขุมขน (FSH) กระตุ้นรังไข่ ในวันที่ 2 – 3 ของรอบเดือน ด้วยการฉีดยาติดต่อกันเป็นเวลา 8 – 10 วัน เพื่อให้รังไข่ผลิตไข่ได้หลายใบ ซึ่งมากกว่าจำนวนไข่ตามปกติ ซึ่งในการทำ ICSI ต้องการไข่มากถึง 8 – 15 ใบ

จากนั้น แพทย์จะนัดเพื่อติดตามผลการตอบสนองของฝ่ายหญิง จากการตรวจเลือด ดูระดับฮอร์โมน และการตรวจอัลตราซาวด์ ทุก 4 – 5 วัน เพื่อคำนวณวันที่ไข่จะเจริญเติบโตเต็มที่ และวันที่สามารถเก็บไข่ได้

3. เก็บไข่และอสุจิ

เมื่อตรวจพบว่า ไข่มีขนาดที่โตเต็มที่แล้ว แพทย์จะทำการเจาะไข่และดึงออกมาจากรังไข่ด้วยเข็มเจาะผ่านทางช่องคลอด พร้อมใช้เครื่องอัลตราซาวด์บอกตำแหน่ง ภายใน 34 – 36 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนนี้ ฝ่ายหญิงจะต้องดมยาสลบ โดยใช้เวลาในการทำประมาณ 15 – 30 นาที โดยฝ่ายหญิงจะต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมื่อนำเซลล์ไข่ออกมาแล้ว ก็นำมาทำความสะอาดในน้ำยาสำหรับเพาะเลี้ยง และเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ

ส่วนฝ่ายชายก็จะมีการเก็บสเปิร์มในวันเดียวกับที่ฝ่ายหญิงเก็บไข่ เพื่อนำมาคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้มากที่สุด และดำเนินการปฏิสนธิกับไข่ในห้องปฏิบัติการ โดยนำเอาเชื้ออสุจิ 1 ตัว ฉีดเข้าไปในไข่ที่สมบูรณ์ ด้วยเครื่องมือและกล้องที่มีความละเอียดมาก

4. เลี้ยงตัวอ่อน

ในการเลี้ยงตัวอ่อน เมื่อไข่และอสุจิมีการปฏิสนธิกันเสร็จเรียบร้อย เราจะเรียกว่าตัวอ่อน (เอ็มบริโอ) ซึ่งจะได้รับการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการที่มีปัจจัยเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน เป็นเวลา 3 – 5 วัน ในระหว่างนั้น ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัวและพัฒนาจนถึงระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) โดยถือว่าเป็นช่วงที่ตัวอ่อนมีความแข็งแรงมาก

และก่อนที่เราจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก แพทย์จะทำการตรวจพันธุกรรม (PGT) ก่อน เพื่อคัดกรองตัวอ่อนที่พันธุกรรมผิดปกติออกไป ดังนั้น ICSI จึงเปรียบเหมือนขั้นตอนในการคัดกรองตัวอ่อนที่ผิดปกติก่อน และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จอีกด้วย

5. ย้ายตัวอ่อน

แพทย์ดำเนินการย้ายตัวอ่อนไปยังมดลูกของฝ่ายหญิง โดยการใช้หลอดพลาสติกเล็ก ๆ สอดผ่านทางช่องคลอดและเข้าไปในโพรงมดลูก ก่อนจะวางตัวอ่อนลงในตำแหน่งที่เหมาะสม ผ่านการอัลตราซาวด์ ส่วนตัวอ่อนที่เหลืออาจจะแช่แข็ง เตรียมไว้สำหรับรอบถัดไป โดยตัวอ่อนนี้ สามารถแช่แข็งเก็บไว้ได้นานถึง 5 – 10 ปี

6. ตรวจการตั้งครรภ์

หลังจากย้ายตัวอ่อนเสร็จเรียบร้อย แพทย์จะนัดเข้ามาติดตามผลการตั้งครรภ์ในระยะแรก หลังจากที่ย้ายตัวอ่อนประมาณ 9 – 11 วัน โดยการเจาะเลือด ตรวจระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ซึ่งแนะนำให้เข้าพบแพทย์จะดีที่สุด ไม่ควรตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจสอบด้วยตนเอง และถ้าหากพบว่า มีการตั้งครรภ์ก็จะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ข้อปฏิบัติในการดูแลตัวเองหลังทำอิ๊กซี่ (ICSI)

ภายหลังจากที่เข้ารับการทำ ICSI สิ่งสำคัญถัดมา คือ การดูแลตัวเอง เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ คือ

  • การพักผ่อนที่เพียงพอในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงหลังทำ ICSI
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • ผ่อนคลายความเครียด
  • รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
  • เข้าพบแพทย์ตามกำหนดการอยู่เสมอ

ทำ ICSI ราคาเท่าไหร่

สำหรับคู่รักที่ต้องการแก้ปัญหาการมีบุตรยากด้วยการทำ ICSI ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การทําอิ๊กซี่ ราคาเริ่มต้นจะประมาณ 160,000-200,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานพยาบาล เพราะแต่ละที่ก็มีการทํา ICSI ราคาแตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญของแพทย์และอุปกรณ์เครื่องมือที่จะต้องใช้

ข้อสรุป

การทําอิ๊กซี่ หรือ ICSI คือ เทคนิคทางการแพทย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยากสำหรับคู่รักที่ต้องการมีบุตร แต่ประสบปัญหาทางสุขภาพและพันธุกรรม ซึ่งมีอัตราความสำเร็จที่ค่อนข้างสูง โอกาสการเกิดความเสี่ยงต่ำ แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแพทย์และสถานพยาบาลที่เราเข้ารับคำแนะนำและการดูแลว่า มีความเชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานเพียงพอหรือไม่ เพราะ ICSI ถือว่าเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ละเอียดอ่อนมาก ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...