โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กองทุนประกันฯ ชงแผนล้างหนี้ธุรกิจเจ๊งเคลมโควิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ค. 2566 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2566 เวลา 01.40 น.

กองทุนประกันวินาศภัย ชงแผนล้างหนี้บริษัทประกันเจ๊งโควิดถูกเพิกถอนใบอนุญาต เดินหน้าเสนอคลังกู้เงิน 20,000 ล้านบาท พร้อมออกบอนด์ขายบริษัทประกันอีก 30,000 ล้าน จับตาแผนฟื้นฟู “สินมั่นคงฯ” หวั่นกองทุนแบกภาระเพิ่ม

นายชนะพล มหาวงษ์ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความคืบหน้าการจัดหาเงินกู้ของกองทุนประกันวินาศภัย เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่เจ้าหนี้บริษัทประกันวินาศภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจากผลกระทบเคลมประกันภัยโควิด-19

ซึ่งปัจจุบันมีมูลหนี้อยู่กว่า 50,000 ล้านบาทนั้น ภายในเดือน พ.ค. 2566 นี้ คณะทำงานของกองทุนจะมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องแผนจัดหาเงินกู้ จากนั้นในเดือน มิ.ย. คณะทำงานจะยกทีมนำแผนจัดหาเงินกู้ไปประชุมร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

และในเดือน ก.ค. จะมีการประชุมอนุกรรมการจัดหาเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องของกองทุน จากนั้นในเดือน ส.ค. กองทุนจะเสนอแผนจัดหาเงินกู้ต่อ สบน. เพื่อให้ สบน.ทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตั้งกรอบวงเงินการกู้ไว้ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมชำระหนี้ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป

ส่วนมูลหนี้ที่เหลืออีก 20,000-30,000 ล้านบาท กองทุนมีแนวคิดจะออกตราสารหนี้ (บอนด์) เพื่อให้บริษัทประกันภัยมาช่วยซื้อ โดยสามารถนำเอาตราสารหนี้ไปดำรงเป็นเงินกองทุนของบริษัทได้ ซึ่งตามกฎระเบียบเปิดช่องให้กองทุน สามารถดำเนินการได้ แต่กระบวนการอาจไม่ง่าย เพราะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีเวลา 2-3 ปีหลังกู้เงินแล้ว จะดำเนินการตรงส่วนนี้ต่อเนื่องได้

ทั้งนี้ มีปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความผันแปร คือ ความไม่แน่ใจว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว รัฐบาลจะเห็นความสำคัญและเข้ามาแทรกแซงแค่ไหน และกรณีบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ที่มีโอกาสจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตในอนาคต แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร อย่างไรก็ดี หากเกิดขึ้น จะทำให้มูลหนี้ของกองทุนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 40,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว มีเจ้าหนี้เพิ่มอีก 4-5 แสนราย

“ตอนนี้รัฐบาลไม่มีงบฯมาสนับสนุน ดังนั้นการช่วยเหลือตัวเองของกองทุน คือ มีเงินสมทบเข้ากองทุนปีละ 600-700 ล้านบาท ทำให้การกู้เงินคงทำไม่ได้มาก ตามความสามารถในการชำระ ดังนั้นจะมีการกู้เงินบางส่วน และออกตราสารหนี้บางส่วน แต่ถ้าบริษัทสินมั่นคงประกันภัยล้มอีก ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอายังไง อย่างไรก็ดี กองทุนเองก็พยายามจะให้มีเม็ดเงินมาชำระหนี้ในปีต่อๆ ไป”

ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัยกล่าวอีกว่า สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกปี 2566 กองทุนได้อนุมัติจ่ายหนี้ไปแล้ว 2,000 ล้านบาท เหลือเงินสภาพคล่องอยู่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท พยายามพยุงให้ถึงสิ้นปีนี้ โดยขณะนี้กองทุนมีศักยภาพทยอยจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อเดือน หรือจำนวนเจ้าหนี้ราว 6,000-7,000 รายต่อเดือน ซึ่งจะใช้เงินอยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี จึงอาจทยอยกู้ปีละ 5,000 ล้านบาท เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เนื่องจากรัฐบาลไม่ค้ำประกัน

นอกจากนี้ ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการ คปภ. ในการอนุมัติเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนเต็มเพดานที่ 0.5% จากเดิม 0.25% จากเบี้ยประกันที่บริษัทได้รับ ซึ่งเรื่องนี้ได้เสนอไปตั้งแต่ปลายปี 2565 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการอนุมัติ ซึ่งหากอนุมัติปรับเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนจะขยับมาอยู่ที่ปีละ 1,300-1,400 ล้านบาท

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่บอร์ด คปภ.ยังไม่อนุมัติปรับเพิ่มเงินสมทบให้กับกองทุนประกันวินาศภัยอีก 0.25% เป็นเต็มเพดาน 0.5% นั้น เนื่องจากขณะนี้สำนักงาน คปภ. มีข้อเสนอจะเข้าไปช่วย โดยการให้เงินกู้กับกองทุน ซึ่งกำลังพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ อยู่

นอกจากนี้ ยังกำลังพิจารณาลดเงินสมทบเข้าบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ให้ประมาณ 2 ปี ซึ่งยาวขึ้นจากข้อเสนอของภาคธุรกิจที่ให้ลด 1 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจนำส่วนลดตรงนี้ นำส่งเป็นเงินสมทบให้กองทุนได้ อย่างไรก็ดี ส่วนนี้จะไม่เกิน 0.25% ซึ่งยอมรับว่า ยังไม่เพียงพอ ฉะนั้น ในระยะยาวอาจจะต้องแก้พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย

“ตอนนี้เป็นช่วงรอยต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็พยายามสั่งการให้ทำให้เร็วที่สุด” เลขาธิการ คปภ.กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...