กรมธนารักษ์เตรียมปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ ขยับใกล้ราคาตลาด เริ่ม 1 ม.ค. 70
กรมธนารักษ์ ประกาศแผนปี 69 เตรียมปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ในเดือน ธ.ค. 69 เริ่มบังคับใช้ปี 70 เน้นที่ดินเกษตร-ที่อยู่อาศัย ให้ห่างจากราคาตลาดไม่เกิน 20%
7 ก.พ. 2569 นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรทธนารักษ์จะเร่งศึกษาการปรับราคาประเมินที่ดิน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และใกล้เคียงกับราคาขายตลาดของ ไม่เกิน 20% จากปัจจุบันแตกต่างกัน 30-40% โดยจะเริ่มจากราคาที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัย ซึ่งแต่ละจังหวัดจะต้องไปทำราคาประเมินเพื่อส่งมายังทางกรมธนารักษ์ เพื่อประกาศราคาประเมินใหม่ภายในเดือน ธ.ค. 2569 และบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 เป็นต้นไป
ทั้งนี้เป็นไปตามรอบของการปรับราคาประเมินที่ดินทุกๆ 4 ปี ส่วนที่ดินเพื่อการพาณิชย์ มีการปรับทุก 3 ปี
“ราคาที่ดินที่จะปรับขึ้นนั้นแต่ละจังหวัดจะไม่เท่ากัน เพราะต้องพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ด้วย”
สำหรับราคาประเมินทีดินปัจจุบันจะครบกำหนด 4 ปี ในสิ้นปี 2569 อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นราคาประเมินที่ดิน ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยคาดว่าภายในเดือนส.ค.2569 นี้จะมีความชัดเจนและสามารถนำเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาได้ ส่วนจะปรับขึ้นเท่าใดนั้นขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป
“การปรับราคาประเมินที่ดินต้องดูตามสภาพเศรษฐกิจ รายภูมิภาคจะปรับขึ้นได้หรือไม่ต้องรอผลการศึกษาก่อน และอาจจะปรับเป็นรายแปลงได้ ราคาที่ดินที่ถูกที่สุดอยู่ที่อมก๋อย อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตารางวาละ 28 บาท ส่วนราคาที่ดินที่แพงสุด 1 ล้านบาทต่อตารางวา อยู่ที่ ถนนเพลินจิต และถนนวิทยุ”
นอกจากนี้ยังจะนำที่ดินที่ราชพัสดุที่ส่วนราชการไม่ได้ใช้ประโยชน์และเป็นที่ดินที่ยึดทรัพย์รวม 41 แปลง นำมา นำมาเปิดประมูลเพื่อเปิดให้เช่า และหากยังไม่มีการเช่า จะนำออกจำหน่ายขายขาด เพื่อสร้างรายได้ให้กับกรมธนารักษ์
นายอัครุตม์ เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 มั่นใจว่าจะจัดเก็บได้เกินเป้าหมาย 20% เนื่องจาก ในช่วง 4 เดือน ของปีงบประมาณ2569 (ต.ค.68-ม.ค.2569) จัดเก็บได้ 8 ,059 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ ปี 2569 อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท
สำหรับปัญหาที่ดินหมอชิตเก่า ติดถนนพหลโยธิน ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้างหรือย้ายหมอชิตกลับมาและอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดของสัญญา และการดำเนินการคาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.2569 ซึ่งหากมีการเจรจาสัญญาแล้ว กรมธนารักษ์จะได้รับเงินจากการทำสัญญาล่วงหน้า 300 ล้านบาท
ส่วนปัญหาการบุกรุกที่ดินของราชพัสดุ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้จัดทำโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตได้แจกสัญญาไปแล้วจำนวนมากแล้ว เหลืออีก 24,388 ราย จะครบ 140,200 ราย คาดว่าจะดำเนินการเซ็นสัญญาให้ครบภายในปี2573
สำหรับการจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด เพื่อปรับยุทธศาสตร์การผลิตเหรียญ เนื่องจากปัจจุบันคนหันไปใช้ QR Code ในการชำระสินค้าแทนการใช้เหรียญมากยิ่งขึ้น ทำให้กรมธนารักษ์ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการ การผลิตเป็นเหรียญที่ระลึกมากเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับกรมธนารักษ์
นอกจากนี้ยังจะเร่งสำรวจที่ดินราชพัสดุทั้งหมด ที่ส่วนราชการนำไปใช้ แต่ไม่มีการใช้งาน ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า กรมธารักษ์จะขอนำกลับมาใช้งาน มาพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ มีที่ดินราชพัสดุทั้งหมด 321 ล้านไร่
ขณะเดียวกันจะเร่งจัดทำข้อมูลที่ราชพัสดุให้ทันสมัย เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน สามารถใช้บริการค้นหาทำเล ราคาประเมินที่ดิน ผ่านระบบออนไลน์ได้
สำหรับโครงการ "ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ-ธนารักษ์" (Senior Complex) บนที่ดินราชพัสดุ จ.สมุทรปราการ เป็นโครงการพักอาศัยระยะยาว 30 ปี ร่วมกับรพ.รามาธิบดี เน้นดูแลผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้ในเร็วๆ นี้ จะเข้าหารือกับทางผู้บริหารโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อหาแนวทางการดำเนินงานว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ในส่วนของการขายห้องชุดนั้นกรมธนารักษ์ได้ขายไปหมดแล้ว