โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ตลาดเครดิตสหรัฐ” กำลังเดินตามรอยก่อนวิกฤตซับไพรม์หรือไม่?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ก.พ. เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 07.08 น.

ล้มละลาย First Brands จุดกังวลคุณภาพหนี้ ขณะเงินไหลเข้าสินเชื่อเอกชนและตลาดหนี้เสี่ยงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามว่าความเสี่ยงสะสมอาจปะทุเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อแบบผ่อนปรนต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ เริ่มปรากฏชัดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อ First Brands Group บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ในสหรัฐ ยื่นขอล้มละลายตามกฎหมาย Chapter 11 หลังขยายกิจการด้วยการก่อหนี้เป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนมีภาระหนี้สะสมราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววอลล์สตรีท เพราะเจ้าหนี้ของบริษัทมีทั้งกองทุนที่บริหารโดยสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง Jefferies และ UBS และทำให้ผู้บริหารธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan เตือนว่า นักลงทุนในตลาดเครดิตอาจยังพบปัญหาอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกมาก

เบื้องหลังคือ ตลาดเครดิตสหรัฐ ที่ในปี 2568 ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับลงทุน (sub-investment grade) มากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยบริษัทจำนวนมากเป็นเอกชน ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น ทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการกำกับดูแลทำได้ยากกว่าบริษัทมหาชน

ตลาดเครดิตยุคใหม่ จากธนาคาร สู่กองทุน

หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 หน่วยงานกำกับดูแลออกกฎเข้มงวดกับธนาคาร เพื่อลดการรับความเสี่ยงมากเกินไป ส่งผลให้ธนาคารปล่อยกู้แก่บริษัทเสี่ยงสูงได้ยากขึ้น ช่องว่างดังกล่าวถูกเติมเต็มโดยกองทุนตราสารหนี้และนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนทางเลือก ซึ่งเข้ามาปล่อยกู้แทนในรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่า

หนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด คือ Private Credit หรือ สินเชื่อเอกชน ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้บริษัทนอกตลาดทุน โดยไม่ผ่านธนาคาร ข้อมูลจากธนาคารกลางนิวยอร์กระบุว่า ตลาด Private Credit ในสหรัฐขยายจากราว 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 22563 เป็นประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคิดเป็นราว 30% ของหนี้บริษัทกลุ่มเสี่ยง

ทำไมนักลงทุนแห่เข้าสินเชื่อเสี่ยง

ปัจจัยสำคัญมาจากดอกเบี้ยต่ำยาวนานหลังปี 2551 รวมถึงนักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น และบริษัทไพรเวทอิควิตี้ใช้หนี้ราคาถูกเข้าซื้อกิจการจำนวนมาก เมื่อดอกเบี้ยเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ปี 2565 สินเชื่อจำนวนมากซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวกลับให้ผลตอบแทนสูงขึ้นทันที ทำให้การปล่อยกู้กลายเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการถือหุ้น แต่ความเสี่ยงต่ำกว่าในมุมมองของบางฝ่าย

ความกังวลคล้ายปี 2007 หรือไม่?

นักลงทุนบางรายมองว่าสถานการณ์มีความคล้ายช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก เพราะบริษัทเข้าถึงเงินกู้ได้ง่าย เงื่อนไขสัญญาปล่อยกู้ผ่อนคลายลง และผู้กู้สามารถก่อหนี้เพิ่มได้โดยไม่ถูกจำกัดมากนัก ขณะเดียวกันผู้บริหารกองทุนรายใหญ่อย่าง Marc Rowan แห่ง Apollo โต้แย้งว่า ความกังวลอาจเกินจริง เพราะสินเชื่อเอกชนจำนวนมากเป็นสินทรัพย์คุณภาพดี

อีกแรงขับของหนี้เสี่ยง คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta กำลังใช้เงินมหาศาลสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และซื้อชิป AI ทำให้ผู้พัฒนาโครงการและบริษัทที่เกี่ยวข้องจำนวนมากหันมากู้เงินจากตลาดหนี้เสี่ยงและ Private Credit นักวิเคราะห์เตือนว่าหากการเติบโตของ AI ชะลอลง ผู้กู้บางรายอาจไม่สามารถสร้างรายได้พอชำระหนี้

ในปี 2568 เจ้าหนี้เข้าควบคุมกิจการบริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่กว่า 13 แห่ง หลังผู้กู้ผิดเงื่อนไขเงินกู้ และหลายบริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะที่ทำให้มูลค่าหนี้ของเจ้าหนี้ลดลง นักลงทุนบางรายเริ่มหลีกเลี่ยงการปล่อยกู้แก่บริษัทเสี่ยงสูง ขณะที่บางรายรีบขายหนี้ทันทีเมื่อเห็นสัญญาณปัญหา ส่งผลให้ราคาหนี้ร่วงแรง

ทั้งนี้ IMF, ECB และธนาคารกลางอังกฤษ เริ่มตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับกองทุน Private Credit และกังวลว่าความเสี่ยงอาจย้อนกลับเข้าสู่ระบบธนาคารในที่สุด

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...