“ตลาดเครดิตสหรัฐ” กำลังเดินตามรอยก่อนวิกฤตซับไพรม์หรือไม่?
ล้มละลาย First Brands จุดกังวลคุณภาพหนี้ ขณะเงินไหลเข้าสินเชื่อเอกชนและตลาดหนี้เสี่ยงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามว่าความเสี่ยงสะสมอาจปะทุเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อแบบผ่อนปรนต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ เริ่มปรากฏชัดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อ First Brands Group บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ในสหรัฐ ยื่นขอล้มละลายตามกฎหมาย Chapter 11 หลังขยายกิจการด้วยการก่อหนี้เป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนมีภาระหนี้สะสมราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววอลล์สตรีท เพราะเจ้าหนี้ของบริษัทมีทั้งกองทุนที่บริหารโดยสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง Jefferies และ UBS และทำให้ผู้บริหารธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan เตือนว่า นักลงทุนในตลาดเครดิตอาจยังพบปัญหาอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกมาก
เบื้องหลังคือ ตลาดเครดิตสหรัฐ ที่ในปี 2568 ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับลงทุน (sub-investment grade) มากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยบริษัทจำนวนมากเป็นเอกชน ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น ทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการกำกับดูแลทำได้ยากกว่าบริษัทมหาชน
ตลาดเครดิตยุคใหม่ จากธนาคาร สู่กองทุน
หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 หน่วยงานกำกับดูแลออกกฎเข้มงวดกับธนาคาร เพื่อลดการรับความเสี่ยงมากเกินไป ส่งผลให้ธนาคารปล่อยกู้แก่บริษัทเสี่ยงสูงได้ยากขึ้น ช่องว่างดังกล่าวถูกเติมเต็มโดยกองทุนตราสารหนี้และนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนทางเลือก ซึ่งเข้ามาปล่อยกู้แทนในรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่า
หนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด คือ Private Credit หรือ สินเชื่อเอกชน ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยตรงให้บริษัทนอกตลาดทุน โดยไม่ผ่านธนาคาร ข้อมูลจากธนาคารกลางนิวยอร์กระบุว่า ตลาด Private Credit ในสหรัฐขยายจากราว 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 22563 เป็นประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคิดเป็นราว 30% ของหนี้บริษัทกลุ่มเสี่ยง
ทำไมนักลงทุนแห่เข้าสินเชื่อเสี่ยง
ปัจจัยสำคัญมาจากดอกเบี้ยต่ำยาวนานหลังปี 2551 รวมถึงนักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น และบริษัทไพรเวทอิควิตี้ใช้หนี้ราคาถูกเข้าซื้อกิจการจำนวนมาก เมื่อดอกเบี้ยเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ปี 2565 สินเชื่อจำนวนมากซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวกลับให้ผลตอบแทนสูงขึ้นทันที ทำให้การปล่อยกู้กลายเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการถือหุ้น แต่ความเสี่ยงต่ำกว่าในมุมมองของบางฝ่าย
ความกังวลคล้ายปี 2007 หรือไม่?
นักลงทุนบางรายมองว่าสถานการณ์มีความคล้ายช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก เพราะบริษัทเข้าถึงเงินกู้ได้ง่าย เงื่อนไขสัญญาปล่อยกู้ผ่อนคลายลง และผู้กู้สามารถก่อหนี้เพิ่มได้โดยไม่ถูกจำกัดมากนัก ขณะเดียวกันผู้บริหารกองทุนรายใหญ่อย่าง Marc Rowan แห่ง Apollo โต้แย้งว่า ความกังวลอาจเกินจริง เพราะสินเชื่อเอกชนจำนวนมากเป็นสินทรัพย์คุณภาพดี
อีกแรงขับของหนี้เสี่ยง คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta กำลังใช้เงินมหาศาลสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และซื้อชิป AI ทำให้ผู้พัฒนาโครงการและบริษัทที่เกี่ยวข้องจำนวนมากหันมากู้เงินจากตลาดหนี้เสี่ยงและ Private Credit นักวิเคราะห์เตือนว่าหากการเติบโตของ AI ชะลอลง ผู้กู้บางรายอาจไม่สามารถสร้างรายได้พอชำระหนี้
ในปี 2568 เจ้าหนี้เข้าควบคุมกิจการบริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่กว่า 13 แห่ง หลังผู้กู้ผิดเงื่อนไขเงินกู้ และหลายบริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะที่ทำให้มูลค่าหนี้ของเจ้าหนี้ลดลง นักลงทุนบางรายเริ่มหลีกเลี่ยงการปล่อยกู้แก่บริษัทเสี่ยงสูง ขณะที่บางรายรีบขายหนี้ทันทีเมื่อเห็นสัญญาณปัญหา ส่งผลให้ราคาหนี้ร่วงแรง
ทั้งนี้ IMF, ECB และธนาคารกลางอังกฤษ เริ่มตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับกองทุน Private Credit และกังวลว่าความเสี่ยงอาจย้อนกลับเข้าสู่ระบบธนาคารในที่สุด
อ้างอิง : www.bloomberg.com