เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,400-1,425 จุด โดยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อีกเล็กน้อยหลังราคาน้ำมันดิบ Brent เริ่มทรงตัวบริเวณ US$90+- ต่อบาร์เรล ภาพรวมสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีพัฒนาการใหม่ที่ชัดเจน หลังจากวานนี้ที่ทรัมป์ระบุว่าสงครามคาดว่าจะจบได้ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตามล่าสุดมีข่าวว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งฝั่งทรัมป์ขู่โจมตีหนักหากอิหร่านไม่เคลียร์ทุ่นระเบิดออก ส่วนการคุ้มกันเรือที่แล่นผ่านช่องแคบจากกองทัพสหรัฐฯปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆ ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูงโดยเฉพาะหากยืดเยื้อเกิน 30-60 วัน จะกระทบต่อความมั่นคงพลังงานอย่างมีนัยยะและหนุนราคาพุ่งขึ้นอีกครั้ง
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจคืนนี้ติดตามเงินเฟ้อ CPI เดือน ก.พ. สหรัฐฯ (ตลาดคาด Headline +0.3% m-m, Core +0.2% m-m) ซึ่งเป็นเดือนที่ยังไม่มีผลกระทบจากสงคราม หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดจะเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด สำหรับประเทศไทยจับตาการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในสัปดาห์หน้าหลังครบระยะเวลาอุดหนุนวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งจะเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เบื้องต้นเราประเมิน Downside ของ EPS ราว 7% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และมองฐานแนวรับหลักของดัชนีที่โซน 1,330-1,360 จุด
กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อท่ามกลางสงครามที่ยังไม่แน่นอน
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : NSL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 33 บาท
• เรามีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางผลประกอบการปี 2026 โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เติบโต 13-15% หนุนจากการออกสินค้าใหม่ และ Gross Margin ที่ Aggressive ระดับ 21% จากทั้งรายได้ที่โตและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยสมมติฐานปัจจุบันของเราคาดรายได้โต 11.5% y-y และ Gross Margin 19.1% Conservative กว่าบริษัท
• ระยะสั้นคาดกำไร 1Q26 เบื้องต้นยังแข็งแกร่งที่ 165-170 ลบ. เติบโตดี q-q และลุ้นกลับมาโต y-y ได้อีกครั้ง หนุนจากรายได้ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ตามเป้า ส่วนสถานการณ์วัตถุดิบปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบจากสงคราม คาดกำไรปี 2026 +8% y-y ทำ New High ต่อเนื่อง
• แนวรับ 22.20-22 บาท แนวต้าน 22.80-23//23.50 บาท
ด้านบล.ดาโด คาดตลาดหุ้นไทยมีโอกาส rebound ต่อเนื่องในระยะสั้น หลัง SET ปิด +1.65% เมื่อวาน ขานรับสัญญาณ Trump ว่าสงครามใกล้จบและราคาน้ำมันที่ร่วงจากจุดสูงสุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรวางใจ เพราะอิหร่านยืนกรานไม่เจรจา ผู้นำสูงสุดคนใหม่ยังไม่ชัดเจนในทิศทางนโยบาย และ IEA นัดประชุมฉุกเฉินคืนนี้เพื่อตัดสินใจเรื่องสำรองน้ำมัน – ผลการประชุมจะขับเคลื่อนราคาพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยในประเทศ
- การจัดตั้งรัฐบาล: ว่าที่นายกฯ อนุทิน สามารถรวบรวมพรรคร่วมรัฐบาลได้กว่า 15 พรรค 290 ที่นั่ง แรงหนุนทางการเมืองต่อตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ถูกหักลบจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง นักลงทุนรอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเสร็จสิ้น และเริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังอยู่ในช่วงสุญญากาศทางนโยบายของรัฐบาลรักษาการมาตลอด 3 เดือน ความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมาก
- มาตรการประหยัดพลังงาน: รัฐบาลไทยประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงานจากที่บ้านเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ด้านปริมาณน้ำมันสำรองรัฐบาลแจ้งมีเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 2 เดือน และได้ประกาศเพิ่มการใช้ส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพไบโอดีเซลเป็น B7 พร้อมตรึงราคาแก๊สหุงต้ม LPG ถึงสิ้นเดือน พ.ค. 69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ โดยแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในภูมิภาคขานรับความหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อตามคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ปัจจัยหนุนยังมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นและการย่อตัวของราคาน้ำมันดิบ ช่วยให้ค่าเงินฟื้นตัวหลังจากที่เคยอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในวันถัดไปไว้ที่ 31.50–31.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นหลัก
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ขายสุทธิ 8,246 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมี ยอดเงินไหลออกสุทธิ (Net Outflow) 4,008 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน : แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งสัญญาณว่าสงครามอาจจบลงในเร็ววันหลังบรรลุเป้าหมายในการทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปได้มาก แต่ด้านอิหร่านดูจะไม่เป็นเช่นนั้น และไม่ต้องการเจรจาร่วมกับสหรัฐฯ แล้ว ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์ดูเหมือนจะบรรเทาลง และจากการพิจารณาระบายคลังน้ำมันสำรองกลุ่ม G7 แต่ตลาดยังคงกังวลในเส้นทางงขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด จะเป็นกระทบต่อการขาดแคลน Supply น้ำมันและก๊าซตลอดจนราคาพลังงานที่ยืนระดับสูงนาน เป็นตัวกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น
•รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araghchi ปฏิเสธการหยุดยิง ระบุว่าต้องการ “ยุติสงครามอย่างถาวร” ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว พร้อมเปิดเผยว่า “รัสเซียกำลังช่วยเหลืออิหร่านในหลายทิศทาง” จุดพลิกสำคัญล่าสุดคือ สภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่านเลือก Mojtaba Khamenei บุตรชายของผู้นำสูงสุดที่เพิ่งถูกสังหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐอิสลามที่อำนาจถ่ายโอนจากพ่อสู่ลูก ตลาดยังไม่รู้ว่าเขาจะมีแนวนโยบายอย่างไร ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนระดับสูง
- วิกฤตราคาพลังงานโลก: หลายประเทศในเอเชียได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อลดการใช้พลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากวิกฤตสงครามส่งผลกระทบต่ออุปทานเชื้อเพลิง โดยไทยและฟิลิปปินส์สั่งให้หน่วยงานรัฐทำงานจากที่บ้านหรือลดวันทำงาน ขณะที่ปากีสถานปิดโรงเรียนและอินเดียระงับการจ่ายก๊าซให้ภาคอุตสาหกรรม …. หากวิกฤตราคาพลังงานตึงเครียดในระยะยาว จะกระทบต่อหุ้นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก เช่น ธุรกิจโรงแรม ห้างฯ โรงงานอุตสาหกรรม และกลุ่มปิโตรเคมีที่จะเจอปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
Technical : BCH, KAMART
- การประชุมกลุ่ม G7: รัฐมนตรีพลังงานกลุ่ม G7 ประชุมด่วนที่กรุงปารีส โดยมีมติมอบหมายให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตรียมแผนระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นการระบายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยประเมินไว้ที่ 300 ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อควบคุมราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
- การฟื้นตัวของตลาดทุน: ตลาดหุ้นและราคาบิทคอยน์ทั่วโลกดีดตัวกลับรับความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายเร็วกว่าที่คาด โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวดี แต่นักลงทุนยังคงเฝ้าระวังภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น ปัญหาหนี้เสียในภาคเอกชน และผลกระทบจากการดิสรัปชันของเทคโนโลยี AI
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- US – CPI YoY; (คาดการณ์: 2.44%, ครั้งก่อน: 2.40%)
- US – Core CPI YoY; (คาดการณ์: 2.45%, ครั้งก่อน: 2.50%)
- TH- รายงานการประชุมกนง. ครั้งที่ 1/2569
Strategy
- ตลาดหุ้นทั่วโลก ยังได้อานิสงค์จากคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ ที่ว่าสงครามจะจบในเร็วๆนี้ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ช่วยยืนยันว่าตลาดได้ลดความกังวลในเรื่องสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านและอิสราเอล ยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมเจรจา อีกทั้งเรายังไม่รู้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่าน(“Mojtaba Khamenei”) จะมีแนวนโยบายอย่างไร เราจึงยังวางใจต่อสถานการณ์สงครามไม่ได้มากนัก ทั้งนี้ หากเป็นไปตามคำพูดของสหรัฐฯได้ขึ้นมาจริงๆ ดัชนีฯ มีโอกาสกลับขึ้นไปปิด gap ที่ 1466 จุดได้
- กลยุทธ์ลงทุน ภาพรวมๆ ยังเป็นชะลอการลงทุน เพราะยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องสงคราม แต่สำหรับนักเก็งกำไร สามารถเรามาลงทุนในกรอบเวลาสั้นๆได้ โดยต้องเลือกหุ้นที่ไม่เสี่ยงต่อผลกระทบจากสงครามมากจนเกินไป หรือหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามาก(ตามดัชนีฯที่ปรับตัวลงมา)
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CCET* เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CCET(10%), CPN(10%), GULF(10%), ADVANC*(10%), KKP(10%), KTB(10%)
Technical : BTG, STPI
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET ทรงตัวในกรอบแนวรับ 1,380 แนวต้าน 1,410 – 1,420 หลัง WTI Futures เช้านี้ทรงตัวอยู่ที่ $84.0/บาร์เรล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ยังต้องรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าจะยุติในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว ADVANC,TRUE,KBANK,SCB,KTB,GULF เป็นกลุ่ม Value และมีการจ่ายเงินปันผลสูง
SNPS* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 6.10 บาท) ในปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 112 โต +38%YoY หนุนจากรายได้จากการขายและบริการ 554 ล้านบาท +21%YoY ทั้งในส่วนของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรมาตรฐาน (API) และการรับจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ลูกค้า (ODM) ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของกลุ่มบริษัท (OBM) ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจากการขยายช่องทางจำหน่ายแบรนด์ Colosure เมื่อรวมกับการควบคุมต้นทุนการผลิต บริหาร supply chain และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เป็น fixed cost ทำได้ดี ส่งผลให้มีอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 41% และ SG&A/Sale ปรับลดลง สำหรับแนวโน้มปี 69 บริษัทคาดการณ์รายได้เติบโตในระดับ 15-20% (650-700 ล้านบาท) หนุนจากการเติบโตทั้ง 3 BU (API, ODM, OBM) โดยเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก API ที่มีมาร์จิ้นสูงให้เป็น 40% ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ที่มี value added ขยายตลาดต่างประเทศ มีโอกาส่วนเพิ่มจาก Natural Color (NatureBrill) ที่ US&EU แบนสีสังเคาะห์ และกระแส Longevity ที่เติบโต ทั้งนี้ใน 1Q69 จะมีออกผลิตภัณฑ์ใหม่น้ำลายเทียม (Salywa) ร่วมกับจุฬาฯและสภากาชาด เป็นสารสกัดขิงเพื่อผู้ป่วยมะเร็งตั้งเป้ารายได้ปีแรก 18 ล้านบาท ทำให้ GPM สูงกว่า 42%+ SG&A ลดลงจากการ focus ไปที่ลูกค้าโดยตรง ทั้งนี้หาอิจจาก consensus ของตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 128 ล้านบาท +14%YoY และ 142 ล้านบาท +11%YoY ตามลำดับ
TEGH* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมายIAA Consensus 3.95บาท) เก็งกำไรตาม Sentiment จากราคาน้ำมันปาล์มและราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้น ด้านกำไรสุทธิ 4Q68 อยู่ที่ 95 ลบ.(-45%YoY, +89%QoQ) เห็นการฟื้นตัว QoQ แต่ YoY ยังกดดันจากราคาขายที่ลดลงทั้งน้ำมันปาล์มและยาง ส่วนการดำเนินงานช่วงปี2569 นี้ ทาง TEGH* ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ +10%YoY หนุนจากปริมาณการขายที่สูงขึ้นผ่านการขยายกำลังผลิต ขณะที่การ Spinoff TEBP (ธุรกิจจัดการกากอินทรีย์, Biogas, ไฟฟ้า) คาดจะสามารถ IPO ใน maiได้ในปีนี้ ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69และ70 กำไรสุทธิของ TEGH* จะอยู่ที่ 631 ลบ.(+18%YoY) และ 718 ลบ.(+14%YoY)