ตร.ประสาน "อินเตอร์โพล" ล่า "แอคมี่ วรวัฒน์" หลอกลงทุนคริปโต คาดตัวเลขเสียหายพุ่งร้อยล้าน
">
วันที่ 10 มีนาคม 2569ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. ระบุว่าถึงความคืบหน้ากรณี มีผู้เสียหาย มาแจ้งความดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี หลังถูกหลอกลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิตอลและคริปโตเคอร์เรนซี ว่าเบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน 61 ราย โดยแต่ละคนลงทุนคนละ 1-2 ล้านบาท เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 76 ล้านบาท พนักงานสอบสวนโดย บก.ปอศ. กองกำกับการ 4 ได้มีการเตรียมพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำ ผู้เสียหายไว้แล้ว เชื่อว่ามีผู้เสียหายมากกว่านี้ และคาดว่ามูลค่าความเสียหายเป็นหลักร้อยล้าน
ส่วนที่มาร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการเชิญชวนให้ลงทุนได้ค่าตอบแทนมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นหลัก 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ ฉ้อโกงประชาชน
สำหรับกรณีที่นายวรวัฒน์ มีการสร้างเหรียญดิจิตอล ACT ขึ้นมาเองมีความผิดหรือไม่ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จะต้องประสานไปที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. เป็นความผิดตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเข้าข่ายความผิดดังกล่าวถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัทแต่ถ้าซื้อขายระหว่างบุคคลก็ถือว่าเป็นความผิด และจากการตรวจสอบพบว่า ก.ล.ต. มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้อีก 2 คดี เมื่อปี 2568 ในคดีแรกพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนไปให้อัยการ และมีการออกหมายจับนายวรวัฒน์แล้ว
ส่วนอีกหนึ่งคดีเดิม คือการชักชวนให้ลงทุนในเว็บไซต์หนึ่ง ในคดีนั้นมีผู้เสียหายประมาณ 40 คน มูลค่าความเสียหาย 10 ล้านบาท ขณะนั้นพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในทางสอบสวนเรายังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลอื่น เพราะเชื่อว่านายวรวัฒน์ ไม่ได้ทำคนเดียวยังมีบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายของนายวรวัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนภรรยาของนายวรวัฒน์ขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้อง
อีกทั้งจากการตรวจสอบพบว่านายวรวัฒน์ เดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เบื้องต้นได้ประสานส่งข้อมูลการออกหมายจับในคดีเดิมเมื่อปี 2568 ไปที่ องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (interpol) แล้ว เพื่อให้ประสานออกหมายแดง
ส่วนที่ทำให้ประชาชนยังหลงเชื่อแม้นายวรวัฒน์จะเคยมีหมายจับมาก่อนนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ผู้เสียหายหลายรายรู้ว่านายวรวัฒน์เคยมีหมายจับ แต่นายวรวัฒน์อ้างว่าเป็นหมายจับปลอม และมีรูปถ่ายกับบุคคลสำคัญทำให้ประชาชนหลงเชื่อมาลงทุน และยืนยันว่ารูปแบบการหลอกลวงตั้งแต่ปี 67 จนถึงปัจจุบันเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกัน
ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ระบุถึงเรื่อง digital Wallet ของนายวรวัฒน์ เบื้องต้นตำรวจพบ หลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีเงินWallet ทั้งในไทย และต่างประเทศ แต่การที่จะอายัด digital Wallet ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เบื้องต้นได้ร่างหนังสือแล้วจะมีการดำเนินการต่อไป และเท่าที่เห็นเงิน digital Wallet เหลือจำนวนน้อยไม่ถึงหลักล้าน