TOA ยกระดับ SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนสูงถึง 99.2% ลดร้อน ลดค่าไฟ คืนทุนค่าสีในครึ่งปี
“ความร้อนที่เราปล่อยให้เข้าสู่ตัวบ้าน คือภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นในบิลทุกเดือน”
ทุกครั้งที่ค่าไฟพุ่งขึ้นในหน้าร้อน เรามักมองไปที่เครื่องปรับอากาศก่อนเป็นอันดับแรก จะปิดก็ร้อน จะเปิดก็เปลืองไฟ จนกลายเป็นภาระหลักของครัวเรือนโดยปริยาย
แต่ในขณะที่เราพยายามจัดการกับปลายเหตุอย่างเครื่องปรับอากาศ ความร้อนจำนวนมากกลับเข้าสู่บ้านตั้งแต่ต้นทาง ผ่านผนังที่รับแดดเต็ม ๆ ตลอดทั้งวัน
ผนังภายนอกไม่ได้เป็นเพียงเปลือกหุ้มบ้าน หากแต่ทำหน้าที่เหมือนแผ่นสะสมพลังงานความร้อน ก่อนจะค่อย ๆ ถ่ายทอดเข้าสู่ภายใน แม้หลังพระอาทิตย์ตก อุณหภูมิที่กักเก็บไว้ก็ยังไม่หายไปไหน และส่งต่อภาระให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นโดยอัตโนมัติ
คำถามจึงไม่ใช่แค่จะเลือกเครื่องปรับอากาศแบบไหนให้ประหยัดขึ้น แต่อาจเป็นว่าเราจะลดความร้อนตั้งแต่ก่อนที่มันจะเข้าบ้านได้อย่างไร
และตรงนี้เองที่ “สีทาบ้าน” ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเพียงเรื่องของความสวยงามและความทนทาน เริ่มมีบทบาทมากกว่าที่คิด ในฐานะอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของการลดภาระค่าไฟในระยะยาว
[ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผนังบ้านให้กลายเป็นเกราะกันความร้อน ]
เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะโลกร้อน ความร้อนไม่ได้เป็นเพียงความไม่สบายกายอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนอยู่ในบิลค่าไฟของทุกครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่ระบบปรับอากาศอาจใช้พลังงานสูงถึง 50-60% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านพักอาศัย
สำหรับ จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOAนี่คือโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงจะทำอย่างไรให้บ้านทนแดดทนฝนได้ดีขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้บ้านช่วยลดภาระการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง
SuperShield ในวันนี้จึงไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะสีที่ทนทานต่อสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แม้จะผ่านการทดสอบ QUV ถึง 7,000 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ามาตรฐาน มอก. ถึง 7 เท่า และได้รับการพิสูจน์จากการใช้งานจริงในโครงการอาคารสำคัญทั่วประเทศ จากการใช้งานมายาวนานกว่า 20 ปี หากแต่ถูกพัฒนาไปอีกขั้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อน และช่วยลดอุณหภูมิในบ้าน เพื่อลดภาระค่าไฟ
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านนวัตกรรม Triple Technology ที่ผสาน Nano Titanium, Barium และ Silica Aerogel เข้าด้วยกัน โดย Barium ช่วยสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงแดดได้สูงสุดถึง 99.2% และคายความร้อนออกจากผนังได้สูงถึง 90% ขณะที่ Silica Aerogel ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน ลดการนำพาความร้อนเข้าสู่โครงสร้างภายใน และเป็นส่วนประกอบที่ SuperShield มีเพียงรายเดียวในประเทศไทย\
เทคโนโลยีนี้ได้รับการทดสอบเชิงวิชาการร่วมกับ ผศ.ดร.พัฒนะ รักความสุข จากคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยใช้โปรแกรมจำลองพลังงาน EnergyPlus ซึ่งพัฒนาโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา จำลองบ้านพักอาศัยขนาด 220 ตารางเมตร มีผู้อยู่อาศัย 4 คน เปิดเครื่องปรับอากาศเฉลี่ย 13 ชั่วโมงต่อวัน และมีพื้นที่ทาสีประมาณ 244 ตารางเมตร ผลการศึกษาพบว่าสามารถลดอุณหภูมิภายในบ้านได้สูงสุด 8.1 องศาเซลเซียส และช่วยลดค่าไฟได้สูงสุด 38.3% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,700 บาทต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การจัดการพลังงานของบ้าน เริ่มต้นได้ตั้งแต่ผนังบ้าน ก่อนที่ความร้อนจะถูกสะสมและส่งต่อภาระไปยังเครื่องปรับอากาศ
ในมุมมองของจตุภัทร์เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างชัดเจนว่า วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาสีที่ทนทานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาความคุ้มค่าที่จับต้องได้มากขึ้น
ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า SuperShield แตกต่างอย่างไร ไม่ใช่แค่ทนกว่า แต่ช่วยลดความร้อนได้ดีกว่า และช่วยประหยัดไฟได้จริง อาจช่วยคืนทุนค่าสีได้ภายในระยะเวลาครึ่งปี
[ เมื่อพรีเซนเตอร์กลายคือผู้ใช้จริง สู่พลังสำคัญในการสื่อสารแบรนด์ ]
อีกหนึ่งหมากสำคัญของ SuperShield คือการเลือก “ตูน บอดี้สแลม” พร้อมครอบครัว มาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของศิลปินดังที่รับงานพรีเซนเตอร์ในนามครอบครัวทั้งบ้าน สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มองว่า “บ้าน” ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือพื้นที่ของคนที่เรารัก
สำหรับตูน บอดี้สแลมบ้านที่จังหวัดภูเก็ตคือบ้านในฝันที่ตั้งใจสร้างขึ้น แต่ด้วยทำเลที่ต้องเผชิญทั้งฝนตกหนัก แดดจัด และลมทะเลตลอดปี บ้านจึงปะทะสภาพอากาศโดยตรง ไม่มีสิ่งใดมาบังแสงแดดหรือความชื้นจากทะเล การเลือกสีทาบ้านจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการลงทุนระยะยาว
เขาเลือกใช้ SuperShield เพราะต้องการสีที่ทนทานจริง ดูแลบ้านได้ยาวนาน และมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะผ่านกี่แดด กี่ฝน กี่ร้อน หรือกี่หนาว บ้านก็ยังได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด การที่พรีเซนเตอร์เป็นผู้ใช้จริง ทำให้การสื่อสารมีน้ำหนักและความจริงใจมากกว่าการโฆษณาทั่วไป
ในมุมของผู้บริหาร จตุภัทร์อธิบายว่า การเลือกตูน บอดี้สแลม ไม่ได้มองเพียงความมีชื่อเสียง แต่เป็นการมองความครอบคลุมของกลุ่มเป้าหมาย ตูนเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดี เป็นที่ยอมรับทั้งในกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มช่างสีหรือผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ในภาคปฏิบัติจริง
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านของตูนที่อยู่ห่างทะเลไม่ถึง 1 กิโลเมตร ยังเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพราะต้องเผชิญทั้งลมทะเล ความชื้น และแสงแดดโดยตรง การที่เจ้าของบ้านตัวจริงออกมาพูดถึงสิ่งที่ตนเองใช้กับครอบครัว จึงสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน SuperShield ยังวางกลยุทธ์การสื่อสารแบบ 2 มิติ ทั้งด้าน Functional และ Emotional ด้านแรกคือการสื่อสารด้วยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และผลการทดลองที่มีตัวเลขรองรับจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพสินค้า ส่วนด้าน Emotional คือการใช้พรีเซนเตอร์ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจตัวตนของสินค้าได้รวดเร็วและเชื่อมโยงกับคุณค่าของบ้านในเชิงความรู้สึก
ฝั่งหน้าร้านขายสินค้า ยังมีการสนับสนุนด้วยสื่อ POSM เช่น สแตนดี้ โปสเตอร์ และค่า Incentive สำหรับพนักงานขาย เพื่อกระตุ้นการปิดการขาย
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ากลยุทธ์ของ SuperShield ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างการรับรู้ของแบรนด์เท่านั้น แต่เป็นการสื่อสารที่เชื่อมโยงตั้งแต่เรื่องประสิทธิภาพของสินค้า ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้บริโภค พร้อมต่อยอดไปสู่การตัดสินใจซื้อในหน้าร้าน
[ ก้าวสำคัญของ TOA สู่ Net Zero ภายในปี 2593 ]
ในอีกมิติหนึ่ง ความสำเร็จของ SuperShield ไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในแง่ของประสิทธิภาพการปกป้องบ้านเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ทิศทางการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของ TOA ด้วย
ปัจจุบัน SuperShield เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล อาทิ ฉลาก CFR (Carbon Footprint Reduction) หรือฉลากลดโลกร้อน ซึ่งรับรองว่ากระบวนการผลิตและวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุด TOA ยังยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยไปอีกขั้น ด้วยการเป็นรายแรกของประเทศที่ได้รับฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) ซึ่งครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์สีอย่างเป็นระบบและครบวงจรที่สุด ฉลากดังกล่าวเป็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 ตามมาตรฐาน ISO 14025 ที่เปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ โดยมีการวัดผลเชิงปริมาณที่ชัดเจน
ก้าวสำคัญนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความพยายามของบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กรตามพันธกิจ TOA 7-GREEN Mission เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของ “สีทาบ้าน” อาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของการสร้างบ้าน แต่ในยุคที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและพลังงานมีต้นทุนมากขึ้น รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งความสบายในการอยู่อาศัยและค่าไฟที่ต้องจ่ายในระยะยาว
ในมุมของ TOA การพัฒนา SuperShield อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันในตลาดสีทาอาคารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับตัวของอุตสาหกรรมสีต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ที่ต้องพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น