โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บทเรียนวิกฤตน้ำมัน ซ้ำโจทย์คลังไทย สูญรายได้ 1.78 แสนล้านบาท

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตกเป็นเป้าหมายโจมตี มีรายงานการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บพลังงาน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานโลก และกระตุ้นให้เกิดความกังวลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป

ไทยเผชิญความเสี่ยงพลังงานนำเข้า

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ทั้งในรูปของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเผชิญกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2565 วิกฤตความขัดแย้งระหว่าง รัสเซียและยูเครน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวนหนัก

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัสปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2565 ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 104 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสทะลุระดับ 101–105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ราคาจะอ่อนตัวลงในช่วงปลายปี 2565 แต่ก็กลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนกันยายน 2566 ที่ระดับประมาณ 89–93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

บทเรียนไทยรับมือวิกฤตพลังงาน สูญรายได้ 1.78 แสนล้าน

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งใช้มาตรการพยุงราคาน้ำมันภายในประเทศผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับมาตรการทางภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจนใกล้ถึงขีดจำกัด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตัดสินใจใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อกดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยมีการอนุมัติมติคณะรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 8 ครั้งในช่วงปี 2565 ถึง 2566

  • มาตรการดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ด้วยการลดภาษีดีเซล 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 17,100 ล้านบาท
  • ต่อมาเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มมาตรการลดภาษีเป็น 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565

“ช่วงนั้น รัฐบาลได้ขยายเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีกหลายครั้งครั้งละ 2–4 เดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละครั้งของการต่ออายุมาตรการ รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีตั้งแต่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ไปจนถึง 40,000 ล้านบาท”

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน ได้เข้ามาสานต่อนโยบายดังกล่าว โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ให้ลดภาษีดีเซล 2.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 15,000 ล้านบาท

เมื่อรวมมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทั้งหมดตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2566 รวมถึงการลดภาษีครั้งที่ 9 ในช่วงต้นปี 2567 อีก 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 178,100 ล้านบาท

นอกจากภาระรายได้ที่หายไปแล้ว กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องรับภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยในช่วงกลางปี 2565 กองทุนฯ เคยมีหนี้สะสมสูงสุดมากกว่า 130,000 ล้านบาท จนรัฐบาลต้องอนุมัติให้กองทุนกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องในวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท โดยมี กระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤติพลังงานที่สร้างภาระทางการคลังครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย และกลายเป็นบทเรียนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ

ข้อจำกัดการคลังปัจจุบัน รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความท้าทายในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานยิ่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มกราคม 2569) รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิได้รวม 868,623 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการเพียง 9,560 ล้านบาท โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้น หลังมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ย่อมจะสร้างแรงกดดันต่อรายได้ของรัฐและเสถียรภาพทางการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศยังคงติดตามการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับการขาดดุลงบประมาณที่สูงอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว โดยหากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลางได้ ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว วิกฤติพลังงานรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงไม่เพียงเป็นความท้าทายต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบริหารนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ ว่าจะสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้ซ้ำรอยภาระทางการคลังขนาดใหญ่เช่นที่เกิดขึ้นในอดีต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...