บทเรียนวิกฤตน้ำมัน ซ้ำโจทย์คลังไทย สูญรายได้ 1.78 แสนล้านบาท
สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตกเป็นเป้าหมายโจมตี มีรายงานการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บพลังงาน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลอาหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานโลก และกระตุ้นให้เกิดความกังวลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป
ไทยเผชิญความเสี่ยงพลังงานนำเข้า
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ทั้งในรูปของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม การเผชิญกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2565 วิกฤตความขัดแย้งระหว่าง รัสเซียและยูเครน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวนหนัก
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัสปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2565 ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 104 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสทะลุระดับ 101–105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ราคาจะอ่อนตัวลงในช่วงปลายปี 2565 แต่ก็กลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนกันยายน 2566 ที่ระดับประมาณ 89–93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
บทเรียนไทยรับมือวิกฤตพลังงาน สูญรายได้ 1.78 แสนล้าน
แรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งใช้มาตรการพยุงราคาน้ำมันภายในประเทศผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับมาตรการทางภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจนใกล้ถึงขีดจำกัด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตัดสินใจใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อกดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยมีการอนุมัติมติคณะรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 8 ครั้งในช่วงปี 2565 ถึง 2566
- มาตรการดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ด้วยการลดภาษีดีเซล 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 17,100 ล้านบาท
- ต่อมาเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มมาตรการลดภาษีเป็น 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565
“ช่วงนั้น รัฐบาลได้ขยายเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีกหลายครั้งครั้งละ 2–4 เดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละครั้งของการต่ออายุมาตรการ รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีตั้งแต่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ไปจนถึง 40,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน ได้เข้ามาสานต่อนโยบายดังกล่าว โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ให้ลดภาษีดีเซล 2.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 15,000 ล้านบาท
เมื่อรวมมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทั้งหมดตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2566 รวมถึงการลดภาษีครั้งที่ 9 ในช่วงต้นปี 2567 อีก 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 178,100 ล้านบาท
นอกจากภาระรายได้ที่หายไปแล้ว กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องรับภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยในช่วงกลางปี 2565 กองทุนฯ เคยมีหนี้สะสมสูงสุดมากกว่า 130,000 ล้านบาท จนรัฐบาลต้องอนุมัติให้กองทุนกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องในวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท โดยมี กระทรวงการคลัง เป็นผู้ค้ำประกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤติพลังงานที่สร้างภาระทางการคลังครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย และกลายเป็นบทเรียนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ
ข้อจำกัดการคลังปัจจุบัน รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความท้าทายในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานยิ่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มกราคม 2569) รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิได้รวม 868,623 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการเพียง 9,560 ล้านบาท โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้น หลังมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ย่อมจะสร้างแรงกดดันต่อรายได้ของรัฐและเสถียรภาพทางการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศยังคงติดตามการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับการขาดดุลงบประมาณที่สูงอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว โดยหากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลางได้ ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ภายใต้บริบทดังกล่าว วิกฤติพลังงานรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงไม่เพียงเป็นความท้าทายต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบริหารนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ ว่าจะสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้ซ้ำรอยภาระทางการคลังขนาดใหญ่เช่นที่เกิดขึ้นในอดีต