ธนาคารกลางญี่ปุ่นจับตาผลกระทบใกล้ชิด จากสงครามตะวันออกกลาง
คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น เปิดเผยในวันนี้ (4 มี.ค.) ว่า เขาจะติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น พร้อมย้ำว่าธนาคารกลางยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่จะเกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิดในด้านราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการในสภาไดเอท อุเอดะกล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบ “อย่างมีนัยสำคัญ” ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความผันผวนในตลาดการเงิน
ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นอธิบายว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอาจรบกวนเสถียรภาพด้านพลังงาน กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อชะลอลงได้
การปรับขึ้นของราคาพลังงานก็อาจผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัว หากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะกลางถึงระยะยาวจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น
การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการขยายวงของความขัดแย้งไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอ่อนตัวลง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจต้องทบทวนช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ที่ประมาณ 0.75% ในการประชุมเดือนธันวาคม และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนถัดมา โดยอุเอดะให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนดำเนินการเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Japan Today ของญี่ปุ่น รายงานว่า แรงกดดันจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังทรัมป์ประกาศเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) ว่า ได้สั่งการให้ DFI หรือสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จัดทำประกันความเสี่ยงทางการเมือง และรับประกันความมั่นคงทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลทั้งหมด โดยข้อความของทรัมป์ ถูกโพสต์บน X ของทำเนียบขาวว่า หากจำเป็นกองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด
ส่วนธนาคาร Mizuho Bank วิเคราะห์ว่า มาตรการของทรัมป์ที่จะรับประภัยภัยการเดินเรือ รวมถึงส่งเรือคุ้มกันอาจช่วยลดแรงกดดันได้บางส่วน แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันในระยะยาวได้ทั้งหมด
รายงานยังระบุว่า ค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งน้ำมันในที่สุด ทำให้ต้นทุนต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นราว 5-15 ดอลลาร์ ขณะที่ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มสู้รบกันต่อเนื่อง ทำให้ส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงสงครามยังคงอยู่ในตลาดพลังงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง