โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เอกนิติ” มองบวก ทรัมป์เก็บภาษี 15% ทั่วโลก หนุนส่งออกไทยระยะสั้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 05.40 น.

ดร.เอกนิติ รมว. คลัง มองเชิงบวกหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับภาษีนำเข้า 15% เท่ากันทั่วโลก ช่วยเพิ่มความเท่าเทียมการแข่งขัน หนุนส่งออกไทยระยะสั้น เดินหน้าเจรจาการค้า-เร่ง FTA ตั้งเป้าปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน หวังดัน GDP โตเกิน 2%

23 ก.พ. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณี ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับมาตรการทางภาษีโดยใช้ภาษี 15% กับประเทศทั่วโลก ว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2568

ที่ผ่ามาได้หารือร่วมกันระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โดยที่ประชุมมองว่าปัจจุบันตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นดังกล่าว อย่างก็ตามแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินใจมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ไม่สามารถดำเนินการได้แต่มาตรการกีดกันทางการค้าจะยังเดินหน้าต่อไป

“วันนี้มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อ เพียงแค่เป็นการเปลี่ยนเครื่องมือจากเครื่องมือที่ใช้แบบทั่วไปเป็นเครื่องมือเฉพาะเช่น เฉพาะสินค้า หรือเฉพาะรายประเทศ”

ทั้งนี้การที่สหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีเหลือ 15% จากเดิมที่ไทยเคยถูกจัดเก็บในอัตราภาษี (Reciprocal Tariff) สูงถึง 19% ส่งผลบวกต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะสั้นอย่างชัดเจน เนื่องจากทำให้เกิดความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น

“ผมยังมองว่าเป็นเชิงบวกในช่วง 150 วันที่ใช้ภาษี 15% เพราะในเชิงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ก็ติดตามใกล้ชิด และในช่วงที่มีความไม่แน่นอนนี้อาจมีการเร่งส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น ในด้านตลาดทุนไทยก็เห็นว่าเม็ดเงินเริ่มไหลเข้าแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือเราต้องสร้างความมั่นในว่าเศรษฐกิจไทยดีเราจะได้เป็นฐานรองรับการลงทุน”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงนโยบายที่จะต้องเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรการนี้อาจเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทีมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อมหากมีการนำมาตรการอื่นมาใช้ในอนาคต

“ผมมองว่าการเจรจาการค้ายังมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องการค้าการลงทุนเราต้องพยายามคว้าโอกาสเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์สูงสุด นี่คือนโยบายที่ได้หารือกันเมื่อวานนี้”

ดร. เอกนิติ เปิดเผยต่อว่า ในส่วนของกลยุทธ์ระยะยาวรัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุนโดยเน้นการดึงดูดการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยและอาเซียน, ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่าในปีที่ผ่านมามีผู้สมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 68% เมื่อเทียบกับปีโดก่อนหน้า

“หลังจากมีรัฐบาลใหม่เราต้องพยายามเปิด FTA ให้มากที่สุดเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานทั้งเรื่องการค้าและการลงทุน เราเห็นภาพว่าแรงกดดันในการกีดกันทางการค้ายังอยู่และการลงทุนเริ่มย้ายฐานการผลิตมาที่อาเซียนและไทยมากขึ้น เห็นได้จากยอดขอรับการส่งเสริมของ BOI สูงถึง 68% จากปีก่อนหน้าสะท้อนถึงการย้ายฐานการผลิตมาไทย”

ทั้งนี้มอบนโยบายให้เลขาธิการ BOI และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เร่งปลดล็อกกฎระเบียบและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเฉพาะนโยบาย BOI Fast Pass เพื่อให้เม็ดเงินที่ยื่นขอลงทุนสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อจากไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมา

“ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่คนอาจพูดถึงคนละครึ่งพลัสเยอะ แต่พระเอกคือการลงทุนของภาครัฐและเอกชนซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและได้ผลยาวเพราะช่วยเพิ่มศักยภาพให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น ปี 2569 นี้นอกจากจะขยายตลาดส่งออกแล้วจะตั้งเป้าให้เป็นปีแห่งการลงทุนด้วย”

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลของโมเมนตัมที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4 ปี 2569

“ตอนนี้ผมอยากให้เห็นความชัดเจนของรัฐบาล ผมมั่นใจว่านโยบายเรื่องการลงทุนที่เราตั้งใจให้เป็นปีแห่งการลงทุนจะทำให้ GDP ปี 2569 โตกว่า 2% ส่วนผลต่อส่งออกยังต้องติดตามแต่จากสถานการณ์ตอนนี้เชื่อว่าผลบวกออกมาแน่ในระยะสั้นเพราะอัตราภาษีลดลง นอกจากนี้ขีดความสามารถในการแข่งขันกลับมาเท่ากันทุกประเทศ”

ส่วนปัจจัยบวกดังกล่าวจะทำให้เห็น GDP ไทยโตแตะ 3% ในปี 2569 ได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ดร. เอกนิติ กล่าวว่า ตอนนี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลก ความไม่แน่นอนของการค้าโลกและสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...