โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไอแบงก์ ชูแนวคิด เชื่อถือ เชื่อมั่น ยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. เวลา 06.00 น.

เปิดยุทธศาสตร์ 6 แบงก์รัฐ ปี 2569 เดินหน้าภารกิจสนับสนุนนโยบายรัฐบาล มอง Virtual Bank ไม่ใช่คู่แข่ง เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีรับมือ เดินหน้าใช้ AI เสริมศักยภาพแบงก์-ช่วยคนเข้าถึงบริการทางการเงิน พร้อมมุ่งสู่ความยั่งยืน

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจธนาคาร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศ รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและเสถียรภาพทางการเงินของประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน โอกาสของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ในการตอกย้ำบทบาทการเป็นมากกว่าสถาบันการเงินทั่วไป แต่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและภาคธุรกิจในทุกสถานการณ์

“ภายใต้วิสัยทัศน์สถาบันการเงินที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์ เพื่อความยั่งยืนไอแบงก์จำเป็นต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยโจทย์สำคัญในปี 2569 คือการประคับประคองลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจและดำรงชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักศาสนา ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งลูกค้ามุสลิมและประชาชนทั่วไป และตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว”

[inline_posts type="IDs" box_title="เปิดยุทธศาสตร์ 6 แบงก์รัฐ ปี 69 ใช้ AI เสริมศักยภาพ-มุ่งสู่ความยั่งยืน" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]225802,225813,225825,225827,225834[/inline_posts]

สำหรับปี 2569 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Belief + Trust + Future • Writing Our Future Together - เชื่อถือ เชื่อมั่น ยั่งยืน” มุ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความพร้อม ด้วยความเชื่อมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์ ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมและดิจิทัลโซลูชั่นอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

โดยธนาคารให้ความสำคัญกับความไว้วางใจในทุกมิติ การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และการร่วมมือกับพนักงาน ลูกค้า พันธมิตร และสังคม เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของการเงินอิสลามไทยไปด้วยกัน ผ่าน 4 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ (Shariah Banking Excellence)

ธนาคารมุ่งยกระดับบทบาทการเป็น ธนาคารหลักของพี่น้องมุสลิม (Muslim Main Bank) ควบคู่กับการเป็นธนาคารทางเลือกของประชาชนทุกกลุ่ม โดยใช้หลักการธนาคารอิสลามเป็นจุดแข็งเชิงคุณค่า (Value-based Banking) ที่เน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการไม่เอาเปรียบ ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและยอมรับได้

โดยในกรอบดังกล่าว ธนาคารมีแผนยกระดับชะรีอะฮ์ภิบาลในประเทศไทย โดยจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเงินอิสลาม (Center of Excellence in Islamic Finance) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจฮาลาลแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่

“ศูนย์ดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการเงินอิสลามเข้ากับภาคธุรกิจจริง สนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม ให้สามารถยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม และขยายศักยภาพสู่ตลาดฮาลาลทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ อันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว”

ขณะเดียวกัน ธนาคารให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ผ่านโมเดล “Southern Sandbox” ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากอัลฮัจย์และอุมเราะห์ เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มลูกค้ามุสลิม และขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 16% และเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อกลุ่มมุสลิมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (Muslim Related) เป็นร้อยละ 42 ของพอร์ตสินเชื่อรวม สะท้อนความผูกพันระยะยาวระหว่างธนาคารกับชุมชนในพื้นที่

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับบริการดิจิทัล

ธนาคารต่อยอดความสำเร็จจากปี 2568 จากการพัฒนา ibank Application ซึ่งเป็นบริการธนาคารออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน (Mobile Banking) ของธนาคารบนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งถือเป็นแอปพลิเคชั่นแรกของสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์ ครบสมบูรณ์แล้ว ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2567 มากกว่าหนึ่งเท่าตัว สะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับของประชาชนต่อบริการทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

โดยในปี 2569 ธนาคารจะมุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย และเชื่อมโยงบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความยั่งยืน (Sustainability)

ธนาคารให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพบนรากฐานของหลักชะรีอะฮ์ ซึ่งได้วางกรอบความยั่งยืนไว้มาอย่างยาวนาน ทั้งในมิติของความยุติธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยกรอบ ESG ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จึงเป็นแนวคิดร่วมสมัยที่สอดคล้องกับหลักการชะรีอะฮ์ซึ่งมีมาอยู่แล้ว และสะท้อนคุณค่าเดียวกันในเชิงการกำกับดูแล เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งในปี 2569 ธนาคารได้ตอกย้ำจุดยืนการเป็นสถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส (ESG with Shariah) โดยวางรากฐานนโยบายควบคู่ไปกับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล อีกทั้งจะทำหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลาล และให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

โดยธนาคารตั้งเป้าหมายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ได้แก่

  • การเติบโตของสินเชื่อสุทธิ (Net Growth) ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 จากฐานปี 2568
  • การเพิ่มสัดส่วนเงินฝากต้นทุนต่ำ (CASA) เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เพื่อเสริมสร้างฐานเงินทุนที่มีคุณภาพ
  • การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPFs) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งอาจพิจารณาการโอนหรือจำหน่ายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ควบคู่กับมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสินเชื่อ
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Products) ที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนธุรกิจสีเขียว และเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้าและสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขยายความร่วมมือสู่สากล

ธนาคารมีแผนยกระดับความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ผ่านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับธนาคารตัวแทน (Correspondent Banks) ระดับโลก เช่น Al Rajhi Bank ซึ่งเป็นธนาคารอิสลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการด้านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะสกุลเงินของประเทศในโลกมุสลิม อาทิ Saudi Riyal (SAR) เพื่อรองรับการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว การประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะห์ รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับลูกค้าและภาคธุรกิจไทยในเวทีสากล

มอง AI เป็นเครื่องมือ

ช่วยคนเข้าถึงบริการทางการเงิน

ดร.ทวีลาภกล่าวว่า การเข้ามาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและทิศทางการพัฒนาระบบการเงินสมัยใหม่ ในมุมมองของธนาคาร เห็นว่าการมี Virtual Bank เป็นเรื่องที่ดี และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยธนาคารเชื่อมั่นว่า กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาถึงประโยชน์และผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการยกระดับความพร้อมของระบบการเงิน อันจะช่วยยกระดับสู่การเปิดเสรีทางการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ไอแบงก์มองว่า ภายหลังการเข้ามาของ Virtual Bank ตลาดจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในช่วงแรก อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ของการดำเนินธุรกิจในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง คุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ตลอดจนต้นทุนทางเทคโนโลยีและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กำกับดูแล ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปรับรูปแบบธุรกิจ หรืออาจไม่สามารถขยายการดำเนินงานได้ตามแผนที่วางไว้”

อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเร่งพัฒนา ibank Application บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตังจนครบทุกเฟสตามแผนงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และเหมาะสมกับบริบททางศาสนาและสังคมได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนของธนาคารในด้านการให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้ ธนาคารจึงมุ่งเน้นการให้บริการในรูปแบบ “Digitalized with Connecting Hearts” ที่ผสานความสะดวกของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการดูแลเอาใจใส่จากพนักงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกธุรกรรม

“ธนาคารมั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเงินจากการเข้ามาของ Virtual Bank จะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ไอแบงก์ได้พิสูจน์บทบาทของการเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยยังคงยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องและคุณค่าพื้นฐานของธนาคารอย่างมั่นคง”

ดร.ทวีลาภกล่าวต่อว่า ในบริบทที่สังคมและภาคธุรกิจมีความเข้าใจต่อบทบาทของ AI ที่หลากหลาย ทั้งในมิติของโอกาส ความกังวล และผลกระทบต่อการทำงาน ไอแบงก์มองว่า AI เป็นเครื่องมือ (Enabler) ไม่ใช่คู่แข่งของมนุษย์ หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่ต้องถูกนำมาใช้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม

“ธนาคารไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านการใช้ AI เพียงเพื่อการแข่งขันเชิงภาพลักษณ์ แต่ให้ความสำคัญกับการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในลักษณะ Smart Adoption คือเลือกใช้เฉพาะเทคโนโลยีที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ได้จริง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมและผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งอาจถูกมองข้ามจากระบบ AI แบบดั้งเดิม”

ในเชิงปฏิบัติ ธนาคารจะเริ่มใช้ Data Analytics และพัฒนาสู่ AI เพื่อนำมาใช้สนับสนุนกระบวนการภายในให้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ (Process Automation) เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการบริหารความเสี่ยงและการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะให้ความสำคัญกับ Inclusive AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือก ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย หรือกลุ่มที่มีเอกสารรายได้ไม่สมบูรณ์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และ Shariah Compliance AI เพื่อช่วยสอบทานความถูกต้องของธุรกรรมและสัญญาทางการเงินให้สอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ ช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อมีความรวดเร็ว ควบคู่กับความรัดกุมและความถูกต้อง

ธนาคารยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ AI Governance โดยจะศึกษาถึงกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างชัดเจน ครอบคลุมประเด็นด้านความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ของโมเดล (Explainability) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการป้องกันอคติของอัลกอริทึม (Algorithmic Bias) เพื่อนำมากำหนดนโยบายให้การใช้ AI สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐานกำกับดูแลของภาครัฐ และหลักจริยธรรมทางการเงิน ซึ่งสอดรับกับหลักชะรีอะฮ์ที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและการไม่เอาเปรียบ

นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดกว้างต่อความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี (Tech Partners) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเข้าถึงโซลูชั่นที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาเองทั้งหมด ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

“สำหรับไอแบงก์แล้ว AI จะไม่ได้เข้ามาแทนที่คนแต่จะช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากรให้ทำงานได้ดีขึ้น ลดภาระงานด้านเอกสารและข้อมูล เพื่อให้พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาในการให้คำปรึกษา ดูแล และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการธนาคารตามหลักชะรีอะฮ์”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ฉบับที่ 526 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...