โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘กกร.-เพื่อนไม่ทน’ ต้านคอร์รัปชั่น จี้หัวหน้าพรรครับผิดชอบ รมต.เทา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ม.ค. เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 08.46 น.

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” คณะทำงาน Zero Corruption ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2569 เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการใช้เป็นข้อเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณานำเสนอพันธสัญญาในการเลือกตั้ง นำไปปฏิบัติจริง และสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นับเป็นการทำสำรวจครั้งใหญ่ที่มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 4,814 ตัวอย่าง โดยมีกลุ่มตัวอย่างภาคประชาชน 3,043 ตัวอย่าง ภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 12 มกราคม 2569 โดยสำรวจส่วนใหญ่ 30.1% กรุงเทพฯและปริมณฑล 25.9% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.8% ภาคเหนือ 11.7% ภาคใต้ 9.6% ภาคกลาง และ 7.0% ภาคตะวันออก

กกร.ผนึกเพื่อนไม่ทน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชั่น บั่นทอนขีดความสามารถและกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ดังนั้น กกร. และเพื่อน ไม่ทน จึงได้ทำผลสำรวจขึ้น เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ให้กับรัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว

“เราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการคดโกง ไม่ซื้อสิทธิ ขายเสียง และต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันต่อต้านคอร์รัปชั่น และให้เลือกพรรคที่ปฏิเสธการทุจริต ไปสู่ความโปร่งใส เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ”

อย่างไรก็ดี คณะทำงานได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากการปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน โดยรณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชั่น” หรือ“ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” และการทำผลสำรวจครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสะท้อน และการแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

จี้รัฐคุม “เงินดิจิทัล-ค้าทอง”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบ และทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจ และการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในไทย สูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียง 10%

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ซึ่งเศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงถูกเปรียบเสมือนเครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิม และการรั่วไหล ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้าง และอุดรอยรั่วของคอร์รัปชั่น

ดังนั้น ปัญหาคอร์รัปชั่นในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เงินบาทปี’68 แข็ง 8% ผิดปกติ

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10-12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

ส.อ.ท.เห็นว่า ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี

กกร.ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6-2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง

ย้ำจุดยืนไม่ยอมรับคอร์รัปชั่น

ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชั่นจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15-16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9-10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นการขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อน ไม่ทน-Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชั่นในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานแบบเชื่อมทุกจุด หรือ Connect the Dots เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” ไปสู่ “ผู้เอื้ออำนวย” หรือ Facilitator ที่ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

จี้ “หัวหน้าพรรค” รับผิดชอบ

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของพรรคการเมือง และนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้ง 2569 พบว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทย ถือเป็นวิกฤตแห่งชาติ

ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจมองว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข รองจากปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่า คอร์รัปชั่นที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่า ทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม โดยพฤติกรรมนักการเมืองที่เบื่อหน่ายที่สุด คือ 3 อันดับแรก ได้แก่ รัฐมนตรีเทา คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ, ดีแต่พูด นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง และผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง โดยมองว่า หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบหลัก เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด

พรรคการเมืองต้องทำพันธสัญญา

ส่วนมาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วม, เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมีอันดับต้น ๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต

ขณะที่ กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชั่น เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจ และ 70% ของประชาชน ให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจ และ 33% ของประชาชน ระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจนและเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อปฏิบัติจริงและสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมาย Zero Corruption เพื่อสร้างประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

วาระเร่งด่วนรัฐบาลทำใน 1 ปี

นายณธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20-30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

คณะทำงานจึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘กกร.-เพื่อนไม่ทน’ ต้านคอร์รัปชั่น จี้หัวหน้าพรรครับผิดชอบ รมต.เทา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...