โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้สมัคร ปชน. ลงดีเทล 'อภิวัฒน์วัฒนธรรม' เคลียร์ 'ปวศ.แห่งชาติ' เน้นคนเท่ากัน สำคัญทุกภาค

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ม.ค. เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 07.12 น.

ฆนัท ผู้สมัคร ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. เล่ายิบ นโยบาย ‘อภิวัฒน์วัฒนธรรม’ สู่เศรษฐกิจมหาศาล ลุยเคลียร์ ‘ปวศ. แห่งชาติ’ สำคัญครบทุกภาค รวมชาติพันธุ์ ไม่ใช่แค่ลุ่มเจ้าพระยา ไม่เน้นสตอรี่สงคราม แพ้-ชนะ ฉายภาพมิติขัดแย้งเศรษฐกิจ เหตุช่วงชิงทรัพยากรคน ลั่น พรรคอื่นไม่มีแน่

เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายฆนัท นาคถนอมทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ถึงประเด็นนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมของพรรคประชาชน โดยเผยถึง ‘นโยบายอภิวัฒน์วัฒนธรรม’ ซึ่งมีความโดดเด่น กล่าวคือ การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมที่เน้นชนชั้นนำของสังคมไทย เปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแนวราบ หรือคนเท่ากัน โดยมียุทธศาสตร์ต่างๆ ว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไร เช่น การเปลี่ยนเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ การสร้างพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตย การสร้างเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์แห่งชาติขึ้นมาใหม่ที่เน้นความหลากหลาย

“ประวัติศาสตร์แห่งชาติ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเดียว แต่ยังมีประวัติศาสตร์บุคคลอื่นๆ ที่ประกอบรวมกันเป็นคนไทยในพื้นที่ประเทศไทยด้วยกัน ทั้งหมดเป็นนโยบายที่พรรคอื่นไม่มี เรียกว่ามีพรรคเดียวแน่นอน” นายฆนัทกล่าว

นายฆนัทกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ไทยในแบบเรียนที่ผ่านมาเน้นประวัติศาสตร์สงคราม เราไปทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านมาทำสงครามกับประเทศเราตั้งแต่สมัยอยุธยา สุโขทัย อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์มันไม่ได้มีแค่เรื่องของสงคราม แต่ยังมีด้านอื่นอีกเยอะ เช่น ประวัติศาสตร์ของผู้คนที่ร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานกำแพงวัง กำแพงวัด ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ขึ้นมา ประวัติศาสตร์ส่วนนั้นเรียกว่า ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา ซึ่งมีพื้นที่ในประวัติศาสตร์แห่งชาติน้อยมาก

“เหมือนคำถามง่ายๆ ว่าเราจัดการเรื่องน้ำอย่างไรให้น้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกในอดีต หรือประวัติศาสตร์ของบ้านเรือน ประวัติศาสตร์ของคนไทย ที่เรียกว่าคนไทยมันเกิดจากการผสมผสานอย่างไร

การตรวจจาก DNA ที่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีเขาทำ มันบ่งบอกเหตุผลอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา

ไม่ใช่ประวัติศาสตร์สงครามไม่ดี ประวัติศาสตร์สงครามควรมีไว้ แต่ควรจะมีประวัติศาสตร์ด้านอื่นๆ ด้วย ประวัติศาสตร์สงครามที่เราสอนกันในแบบเรียนไทยมันไม่ได้สอนในแง่ที่ว่า สงครามมันเกิดจากความขัดแย้งในมิติเศรษฐกิจยังไง แต่มันสอนแค่ว่าเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 อาณาจักรแล้วรบกัน มีอาณาจักรหนึ่งชนะ อาณาจักรหนึ่งแพ้ แต่มันไม่ได้สอนเรื่องความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ การกวาดต้อนผู้คน การเข้าไปแทรกแซงในทางเศรษฐกิจของรัฐต่างๆ ที่เป็นประเทศราชในอดีตยังไง มันสอนแต่ว่ารบกันยังไงแล้วใครชนะ

ไทยไม่ได้สอนประวัติศาสตร์สงครามในมิติเศรษฐกิจที่นำไปสู่สงครามแล้วสงครามนำไปสู่การเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมยังไง เช่น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม” นายฆนัทกล่าว

นายฆนัทกล่าวต่อว่าโครงสร้างประวัติศาสตร์แบบนี้ทำให้ความคิดของผู้คนเชื่อว่า ชนชั้นนำมีบทบาทในการสร้างประเทศ รักษาประเทศขึ้นมา แต่ต้องอย่าลืมว่าการสามารถเอาชนะสงครามได้มันต้องใช้ไพร่ฟ้า การเกณฑ์ผู้คนเข้าไปรบอีก คือประวัติศาสตร์สงครามที่เขียนที่เรียนอยู่ในประเทศไทยไม่ได้พูดถึงเนื้อหาตรงนั้นเลย

“การพูดถึงประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ม้ง เย้า หรือประวัติศาสตร์ของคนภาคอีสาน พื้นที่ภาคอีสานว่ามีความเป็นมาอย่างไร ประวัติศาสตร์ทางภาคเหนือที่เขามีอาณาจักรของเขาเอง ประวัติศาสตร์ของทางใต้มันถูกพูดถึงน้อยมากๆ ในแบบเรียนของประวัติศาสตร์ไทย ทำให้จินตนาการของผู้คนคิดออกอยู่แต่ประวัติศาสตร์ที่เกิดจากชนชั้นนำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คือ จากสุโขทัย อยุธยา ต่อมาเป็นรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ทำให้คนไทยไม่เห็นภาพว่าจริงๆ ในดินแดนไทยมันมีประวัติศาสตร์ของพื้นที่อื่นๆ ผู้คนทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ที่เขามีประวัติศาสตร์ฉบับของเขาเองที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเลย

ประวัติศาสตร์แบบนี้เป็นสงคราม มันไม่เอื้อต่อการทำให้เกิดประชาธิปไตยเพราะว่าเป็นประวัติศาสตร์แนวเดียวเป็นเรื่องเล่าเดียว ทำให้คนที่เรียนไม่ได้เห็นความหลากหลายของผู้คนในดินแดนนี้ เมื่อไม่เห็นความหลากหลาย เห็นคนอื่นที่ไม่เหมือนจากเรา มันคือพื้นฐานของสำนึกประชาธิปไตย” นายฆนัทกล่าว

นายฆนัทกล่าวว่า สำหรับประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับนี้ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมารวมกัน แต่ต้องทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพได้

“พอกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ อาจจะไปสั่งการให้กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในการที่จะเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติขึ้นมาใหม่เหมือนที่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ซึ่งทำได้เหมือนกัน แต่จะมีการเลือกนักวิชาการที่มาเขียนให้หลากหลายและมีโจทย์ที่ต้องลดความสำคัญของประวัติศาสตร์สงครามและให้น้ำหนักกับประวัติศาสตร์แบบอื่น ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ด้วย” นายฆนัทกล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร คิดว่าจะนำประสบการณ์จากบทบาทดังกล่าวมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างไร?

นายฆนัทกล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นอนุกรรมาธิการทำให้เห็นกลไกของรัฐในการดำเนินการด้านศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การแช่แข็งของวัฒนธรรม” ขึ้น หมายความว่านิยามของวัฒนธรรมไทยในหน่วยงานของรัฐ มักจะนิยามว่าเป็นสิ่งดีงาม เป็นรำไทย เป็นอาหารไทยแบบนิยามเดียว การเห็นว่าภาครัฐแช่แข็งของวัฒนธรรม นิยามความหมายวัฒนธรรมไทยนิยามเดียวว่าต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วถ้าเราปลดล็อกนิยามคำว่าวัฒนธรรมไทยไปสู่คำว่า Spicy Thailand ได้

วัฒนธรรมจะแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อีกมากมายมหาศาล อันนี้คือสิ่งที่เห็นจากการได้เข้าไปทำงานเป็นอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม concept หลักๆ คือเห็นว่าหน่วยงานรัฐแช่แข็งนิยามของวัฒนธรรมไทยไว้และมีนิยามอยู่นิยามเดียว

แต่ถ้าเกิดปลดล็อกนิยามและการแช่แข็งนี้ได้ มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล พร้อมๆ กับสามารถสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในประเทศไทยได้” นายฆนัทกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้สมัคร ปชน. ลงดีเทล ‘อภิวัฒน์วัฒนธรรม’ เคลียร์ ‘ปวศ.แห่งชาติ’ เน้นคนเท่ากัน สำคัญทุกภาค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...