โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMO ผลิตเด้งทุบสถิติต่อ จัดเต็มปันผลยิลด์สูง 9%

ทันหุ้น

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 04.59 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 19.30 น.

#SMO#ทันหุ้น – SMOเดินหน้าทุบสถิติต่อเนื่องปีนี้รายได้จ่อ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท เตรียมโกยไฮซีซัน เมษายนนี้ หลังกำลังผลิตเพิ่มสูงขึ้นอีก 75 ตันต่อชั่วโมง ชูศักยภาพจัดหาปาล์ม-ส่งออก CPO สูง ชี้ไตรมาส 1 กำลังการผลิตดี วางแผนรักษามาร์จิ้น 10% ลุยต่อโรงงานใหม่นครศรีธรรมราช จัดหนักแจกปันผลยิลด์สูง 9% ต่อปี

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตทำสถิติต่อเนื่องสู่ระดับ11,000 – 12,000 ล้านบาท จากการที่บริษัทจะเริ่มขยายกำลังการผลิตที่สาขาพนม จาก 75 ตันต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันต่อชั่วโมง ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตรวมทุกสาขาเพิ่มเป็น 315 ตันต่อชั่วโมง จากเดิม 280 ตันต่อชั่วโมง เป้าหมายการรับซื้อผลปาล์มรวม 1.5 ล้านตัน จาก 1.2 ล้านตัน ในปีที่ผ่านมา

โดยกำลังการผลิตที่สูงของโรงงานสาขาพนม ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบให้กับ SMO เนื่องจากธุรกิจปาล์มน้ำมันจะมีไซเคิลของผลผลิตปาล์ม ที่จะออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาส 2-3 การที่โรงงานมีความพร้อมกำลังการผลิตสูงรองรับผลปาล์มได้ช่วงนี้ ก็จะสามารถเดินเครื่องเต็มกำลัง 24 ชั่วโมงเพื่อทำกำไรได้สูงสุดของปีได้ทันที ส่วนในช่วงที่ผลผลิตออกน้อยก็บริหารจัดการได้

นอกจากนี้การที่เพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานเดิมนั้นยังจะส่งผลดีทำให้บริษัทจะมีต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยต่ำลง เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้นมากนัก ทั้งนี้คาดการณ์ว่าในปี 2569 ปริมาณผลปาล์มเกือบ 50% ของเป้าหมายรวม 1.5 ล้านตัน จะมาจากโรงงานพนม

นายกิตติพงษ์ กล่าวด้วยว่า บริษัทยังมีแผนเดินหน้าสร้างโรงงานใหม่บนที่ดินเกือบ 300 ไร่ ในอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งได้เข้าซื้อที่ดินแล้ว จะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันต่อชั่วโมงเริ่มผลิตได้ในปี 2570

โดยบริษัทมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของซัพพลายวัตถุดิบที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดหา พร้อมทั้งตลาดที่ขายทั้งในประเทศและส่งออกได้

นายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร กรรมการบริหาร SMO เปิดเผยว่า ควบคู่ไปกับการเตรียมเดินเครื่องผลิต บริษัทได้เตรียมการในการการหาซัพพลายทั้งโรงงานและมีเครือข่ายหน่วยรับซื้อ ลานเท ทั้งขนาดเล็กและใหญ่กว่า 50 แห่ง ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อป้อนวัตถุดิบให้โรงงานผลิตได้ต่อเนื่องทุกวัน เรื่องวัตถุดิบสำคัญ จะเห็นได้ว่าบริษัทมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงโรงงานให้มีประสิทธิภาพ โดยปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทำให้ บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด ที่เพิ่งเข้าไปซื้อมาจากขาดทุนให้กลับมามีกำไรได้

@อินเดียสั่งซื้อต่อเนื่อง

นายโจซ์สัน ลิม กรรมการบริหาร SMO กล่าวว่า ด้านการตลาด SMO ประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกในปี 2568 พุ่งขึ้นไปถึง 64% เป็นการส่งไปอินเดียซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 99% โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีอัตราการบริโภคน้ำมันพืชสูงเป็นอันดับต้นๆ แนวโน้มประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีการบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย โดยคำสั่งซื้ออินเดียทำในลักษณะ “ลำเรือขนาดใหญ่” หรือ 8,000 – 10,000 ตันต่อเที่ยว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมาก

นายศักดา ทองรอง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานสำนักงาน SMO เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันของผลผลิตบริษัทยังสามารถเดินเครื่องได้ตลอดในระดับที่ดีได้ สะท้อนว่าบริษัทมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกันในการส่งออกล่าสุดก็ได้มีการส่งออกไปแล้วกว่า 2 หมื่นตัน โดยอินเดียหันมาซื้อน้ำมันปาล์มจากไทยมากขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียมีนโยบายการส่งออกและภาษีที่ไม่แน่นอน ในขณะที่ไทยมีความสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจในการจัดหาวัตถุดิบ

@ ยิลด์ปันผลสูง 9%

นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน SMO กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการทำ All-Time High ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปริมาณผลปาล์มเข้าสู่กระบวนการผลิต พุ่งแตะ 1.2 ล้านตัน รายได้รวม ทำได้ 9,711 ล้านบาท เกือบแตะระดับ 10,000 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ อยู่ที่ 678 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 160% เมื่อเทียบกับปี 2567 อย่างไรก็ดีปี 2568 บริษัทมีกำไรพิเศษจากการเคลมประกันภัยกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานท่าชนะเข้ามาราว 40 ล้านบาท

สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงเหลือเพียง 0.47 เท่า จากเดิม 1.35 เท่า และมีสภาพคล่อง เพิ่มเป็น 1.6 เท่า สูตรความสำเร็จที่ SMO ใช้คือ ต้องการอัตรากำไรขั้นต้นราว 10% ขึ้นไป และค่าบริหารและการขาย หรือ SG&A ต้องต่ำไม่เกิน 4% เพื่อให้เหลือ Net Profit ในระดับ 6% ซึ่งจะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้คณะกรรมการ SMO ยังมีมติเห็นชอบจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 เพิ่มอีก 20 สตางค์ต่อหุ้น เมื่อรวมกับการจ่ายปันผลระหว่างกาล ก่อนหน้านี้ที่ 15 สตางค์ต่อหุ้น ทำให้บริษัทจ่ายรวมจากผลประกอบการในปี 2568 ราว 35 สตางค์ต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึงประมาณ 9% และบริษัทยังคงนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...