SMO ผลิตเด้งทุบสถิติต่อ จัดเต็มปันผลยิลด์สูง 9%
#SMO#ทันหุ้น – SMOเดินหน้าทุบสถิติต่อเนื่องปีนี้รายได้จ่อ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท เตรียมโกยไฮซีซัน เมษายนนี้ หลังกำลังผลิตเพิ่มสูงขึ้นอีก 75 ตันต่อชั่วโมง ชูศักยภาพจัดหาปาล์ม-ส่งออก CPO สูง ชี้ไตรมาส 1 กำลังการผลิตดี วางแผนรักษามาร์จิ้น 10% ลุยต่อโรงงานใหม่นครศรีธรรมราช จัดหนักแจกปันผลยิลด์สูง 9% ต่อปี
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตทำสถิติต่อเนื่องสู่ระดับ11,000 – 12,000 ล้านบาท จากการที่บริษัทจะเริ่มขยายกำลังการผลิตที่สาขาพนม จาก 75 ตันต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันต่อชั่วโมง ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตรวมทุกสาขาเพิ่มเป็น 315 ตันต่อชั่วโมง จากเดิม 280 ตันต่อชั่วโมง เป้าหมายการรับซื้อผลปาล์มรวม 1.5 ล้านตัน จาก 1.2 ล้านตัน ในปีที่ผ่านมา
โดยกำลังการผลิตที่สูงของโรงงานสาขาพนม ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบให้กับ SMO เนื่องจากธุรกิจปาล์มน้ำมันจะมีไซเคิลของผลผลิตปาล์ม ที่จะออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาส 2-3 การที่โรงงานมีความพร้อมกำลังการผลิตสูงรองรับผลปาล์มได้ช่วงนี้ ก็จะสามารถเดินเครื่องเต็มกำลัง 24 ชั่วโมงเพื่อทำกำไรได้สูงสุดของปีได้ทันที ส่วนในช่วงที่ผลผลิตออกน้อยก็บริหารจัดการได้
นอกจากนี้การที่เพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานเดิมนั้นยังจะส่งผลดีทำให้บริษัทจะมีต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยต่ำลง เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้นมากนัก ทั้งนี้คาดการณ์ว่าในปี 2569 ปริมาณผลปาล์มเกือบ 50% ของเป้าหมายรวม 1.5 ล้านตัน จะมาจากโรงงานพนม
นายกิตติพงษ์ กล่าวด้วยว่า บริษัทยังมีแผนเดินหน้าสร้างโรงงานใหม่บนที่ดินเกือบ 300 ไร่ ในอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งได้เข้าซื้อที่ดินแล้ว จะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันต่อชั่วโมงเริ่มผลิตได้ในปี 2570
โดยบริษัทมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของซัพพลายวัตถุดิบที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดหา พร้อมทั้งตลาดที่ขายทั้งในประเทศและส่งออกได้
นายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร กรรมการบริหาร SMO เปิดเผยว่า ควบคู่ไปกับการเตรียมเดินเครื่องผลิต บริษัทได้เตรียมการในการการหาซัพพลายทั้งโรงงานและมีเครือข่ายหน่วยรับซื้อ ลานเท ทั้งขนาดเล็กและใหญ่กว่า 50 แห่ง ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อป้อนวัตถุดิบให้โรงงานผลิตได้ต่อเนื่องทุกวัน เรื่องวัตถุดิบสำคัญ จะเห็นได้ว่าบริษัทมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงโรงงานให้มีประสิทธิภาพ โดยปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทำให้ บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด ที่เพิ่งเข้าไปซื้อมาจากขาดทุนให้กลับมามีกำไรได้
@อินเดียสั่งซื้อต่อเนื่อง
นายโจซ์สัน ลิม กรรมการบริหาร SMO กล่าวว่า ด้านการตลาด SMO ประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกในปี 2568 พุ่งขึ้นไปถึง 64% เป็นการส่งไปอินเดียซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 99% โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีอัตราการบริโภคน้ำมันพืชสูงเป็นอันดับต้นๆ แนวโน้มประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีการบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย โดยคำสั่งซื้ออินเดียทำในลักษณะ “ลำเรือขนาดใหญ่” หรือ 8,000 – 10,000 ตันต่อเที่ยว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมาก
นายศักดา ทองรอง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานสำนักงาน SMO เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันของผลผลิตบริษัทยังสามารถเดินเครื่องได้ตลอดในระดับที่ดีได้ สะท้อนว่าบริษัทมีศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกันในการส่งออกล่าสุดก็ได้มีการส่งออกไปแล้วกว่า 2 หมื่นตัน โดยอินเดียหันมาซื้อน้ำมันปาล์มจากไทยมากขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียมีนโยบายการส่งออกและภาษีที่ไม่แน่นอน ในขณะที่ไทยมีความสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจในการจัดหาวัตถุดิบ
@ ยิลด์ปันผลสูง 9%
นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน SMO กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการทำ All-Time High ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปริมาณผลปาล์มเข้าสู่กระบวนการผลิต พุ่งแตะ 1.2 ล้านตัน รายได้รวม ทำได้ 9,711 ล้านบาท เกือบแตะระดับ 10,000 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ อยู่ที่ 678 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 160% เมื่อเทียบกับปี 2567 อย่างไรก็ดีปี 2568 บริษัทมีกำไรพิเศษจากการเคลมประกันภัยกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานท่าชนะเข้ามาราว 40 ล้านบาท
สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงเหลือเพียง 0.47 เท่า จากเดิม 1.35 เท่า และมีสภาพคล่อง เพิ่มเป็น 1.6 เท่า สูตรความสำเร็จที่ SMO ใช้คือ ต้องการอัตรากำไรขั้นต้นราว 10% ขึ้นไป และค่าบริหารและการขาย หรือ SG&A ต้องต่ำไม่เกิน 4% เพื่อให้เหลือ Net Profit ในระดับ 6% ซึ่งจะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้คณะกรรมการ SMO ยังมีมติเห็นชอบจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 เพิ่มอีก 20 สตางค์ต่อหุ้น เมื่อรวมกับการจ่ายปันผลระหว่างกาล ก่อนหน้านี้ที่ 15 สตางค์ต่อหุ้น ทำให้บริษัทจ่ายรวมจากผลประกอบการในปี 2568 ราว 35 สตางค์ต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึงประมาณ 9% และบริษัทยังคงนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ