โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ครูชัยยศ" พ้นมลทิน คดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน

TNews

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากกรณีที่ ครูชัยยศ สุขต้อ อายุ 57 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านยางเปา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิด ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน

โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2566 สืบเนื่องจาก ครูชัยยศ เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันนักเรียน ที่อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการอาหารกลางวันเด็ก จากเด็กอนุบาลและประถมศึกษา ให้เด็กระดับมัธยมได้กินด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นนักเรียนกินนอน ครอบครัวยากจน ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 (เชียงใหม่) มีคำพิพากษาว่าครูชัยยศ ไม่ได้กระทำผิดตามที่ ป.ป.ช. กล่าวหา พิพากษายกฟ้อง เมื่อ ก.ย. 2568

ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อบัญชี อุทัย ขัติวงษ์ สมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา (ส.พ.บ.ค.) ที่ปรึกษาทางคดีของ ครูชัยยศ สุขต้อ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

วันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 ได้พา ครูชัยยศ สุขต้อ ไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เพื่อขอให้ศาลฯ ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด กรณีที่ศาลฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องครูชัยยศ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ตามที่พนักงานอัยการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องครูชัยยศ ตามที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิดในคดีอาญา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน

ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ขอขยายเวลาในการอุทธรณ์ 3 ครั้ง จนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศาลฯ ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นขยายเวลาอุทธรณ์ต่อไป เป็นอันว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวแล้ว ในส่วนของครูซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 จึงทำให้คดีถึงที่สุด ครูจึงพ้นมลทินในคดีอาญาตามข้อกล่าวหาที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิด

จากนั้น ได้พาครูไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อศาลปกครองฯ จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาในสำนวนคดี เพื่อมีคำพิพากษาตามที่ศาลฯ จะเห็นสมควรแก่การยุติธรรมต่อไป ซึ่งคงต้องรอระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง

ส่วนผลคำพิพากษาของศาลปกครองฯ จะออกมาเช่นไร คงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาและดุลยพินิจของศาลฯ ว่าจะเห็นเป็นประการใด

จึงอยากฝากเรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้บริหารและครูที่อยู่ในราชการปัจจุบัน ว่าการดำเนินการใด ๆ ควรดำเนินการด้วยความตรงไปตรงมา ยึดระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นที่ตั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาและความยุ่งยากในภายหลัง

และในการดำเนินการต่าง ๆ ในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามีส่วนสำคัญที่สุดในการนำพาครู-นักเรียน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนสูงสุด ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องมีความรอบรู้ ทั้งด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป และเป็นผู้นำที่ดีในโรงเรียน เพราะลำพังครูผู้สอนที่ต้องรับผิดชอบการสอน งานดูแลนักเรียน ก็เป็นภาระที่หนักอยู่แล้ว การที่จะให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องงานการเงิน-พัสดุ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะไม่ใช่หน้าที่หลักของครู

ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องบริหารจัดการในโรงเรียนด้วยหลักนิติธรรมและคุณธรรม จึงจะนำพาครูและนักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนเรื่องการกลับเข้ารับราชการของครูนั้น คงเป็นเรื่องของอนาคต และคงต้องใช้เวลา เพราะครูจะเหลือเวลาอีก 8 เดือน ก็จะอายุ 60 ปีแล้ว และคงขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลปกครองเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...