โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IMD เตือนไทย “โตช้ากว่าคู่แข่ง” จี้แก้ 3 จุดบอดดิจิทัลก่อนตกขบวน AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 04.38 น.

IMD เผยรายงานล่าสุด ชี้ไทยสอบผ่านด้านการสร้างความรู้ แต่ยังสอบตกเรื่องความเร็วในการปรับตัวและกฎระเบียบที่ล้าหลัง ผู้อำนวยการ IMD แนะทางรอดต้องเลิกเป็นแค่ผู้ใช้แต่ต้องก้าวเป็นผู้สร้างนวัตกรรม พร้อมเร่งปิดช่องว่างทักษะคนและปลดล็อกข้อจำกัดทางเทคโนโลยีเพื่อรับมือพายุ AI ในเวทีโลก

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 - สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน “BEYOND THE RANKING - Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future” เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการจัดอันดับ สู่การยกระดับศักยภาพในระดับสากล

การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Driving a Nation Towards World Digital Competitiveness ซึ่งมุ่งสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกภาคส่วน

ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การบรรยายพิเศษจาก ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการตีความและใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในเชิงลึก

โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูล (Data-driven Insights) เพื่อสะท้อนภาพรวมของศักยภาพและความท้าทายของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำและผู้กำหนดนโยบายในการนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการขับเคลื่อน Digital Transformation และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร เปิดเผยว่า ข้อมมูลจาก IMD World Digital Competitiveness Ranking (WDCR) ซึ่งในปีล่าสุด (2025) ได้ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขลำดับที่ แต่คือความสามารถของประเทศในการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม IMD ไม่ได้วัดแค่ "มีเทคโนโลยีไหม" แต่แบ่งความพร้อมออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก (Factors) ซึ่งประกอบด้วย 9 ปัจจัยย่อย (Sub-factors) และ 61 ตัวชี้วัดดังนี้

  • Knowledge (ความรู้): ความสามารถในการเรียนรู้และสร้างเทคโนโลยีใหม่ (เช่น ทักษะบุคลากร, การศึกษา, การวิจัย)
  • Technology (เทคโนโลยี): สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี (เช่น กฎหมายดิจิทัล, เงินทุน, โครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค)
  • Future Readiness (ความพร้อมสู่อนาคต): ความยืดหยุ่นและการยอมรับเทคโนโลยีของสังคมและธุรกิจ (เช่น ทัศนคติการปรับตัว, ความคล่องตัวทางธุรกิจ, การใช้ Big Data/AI)

จากรายงานล่าสุด (อ้างอิงข้อมูลปลายปี 2025) มีการจัดอันดับ 69 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก

โดยกลุ่มผู้นำมีความโดดเด่น 4 อันดับแรก ดังนี้

  • สวิตเซอร์แลนด์ กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ด้วยความแข็งแกร่งด้าน Knowledge และโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม
  • สหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้านการลงทุนใน AI และระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem)
  • สิงคโปร์ เป็นผู้นำในอาเซียน โดยเฉพาะด้าน Technological Framework และการจัดการความปลอดภัยไซเบอร์
  • ฮ่องกง พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้าน Future Readiness และทัศนคติการปรับตัว (Adaptive Attitudes)

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร กล่าวต่อว่า สำหรับข้อมูลสถานะของประเทศไทยจากรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2025 แสดงให้เห็นภาพรวมที่น่ากังวลแต่ก็มีสัญญาณบวกในบางมิติ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ (ลดลง 1 อันดับจากปี 2024) ซึ่งมีสาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมลดลงคือ "ความเร็วในการปรับตัว" ของไทยยังตามหลังประเทศคู่แข่ง แม้เราจะมีการพัฒนาขึ้นในเชิงตัวเลขก็ตาม

โดยหากแบ่งตาม 3 ปัจจัยหลักได้ดังนี้

1. ด้านความรู้ (Knowledge) - อันดับ 37 (ดีขึ้น 3 อันดับ) เป็นด้านเดียวที่ไทยมีอันดับดีขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างฐานทรัพยากรมนุษย์ โดยจุดแข็งที่ไทยทำได้ดีในเรื่อง Talent และ Training & Education โดยมีการลงทุนในหลักสูตรพัฒนาทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น

ในส่วยของจุดอ่อนสำคัญคือด้าน Scientific & Technical Employment อันดับที่ 57 เพราะยังขาดแคลนบุคลากรสายวิทย์และเทคนิคในระบบจ้างงาน และในด้าน AI-related Publications อันดับที่ 53 เนื่องจากการสร้างองค์ความรู้หรือวิจัยด้าน AI ยังน้อยเมื่อเทียบกับระดับโลก

2. ด้านเทคโนโลยี (Technology) - อันดับ 29 (ลดลง 6 อันดับ) ถือเป็น "ปัจจัยฉุด" หลักของปีนี้ ซึ่งเดิมทีเคยเป็นจุดแข็งของไทย แต่ในปี 2025 อันดับร่วงลงในทุกปัจจัยย่อย ทั้งในแง่ของ Regulatory Framework ที่กฎระเบียบเริ่มตามไม่ทันนวัตกรรมใหม่ๆ

ในด้าน การเข้าถึงเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพเทคโนโลยี (Venture Capital) เริ่มชะลอตัว และไทยยังขาด Unicorn Startups ใหม่ๆ มาขับเคลื่อนระบบนิเวศ อีกทั้งในแง่ของ Technological Infrastructure แม้ความเร็วอินเทอร์เน็ตจะดี แต่อันดับลดลงเพราะประเทศอื่นเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Quantum Computing ไปไกลกว่า

3. ด้านความพร้อมสู่อนาคต (Future Readiness) - อันดับ 45 (ลดลง 4 อันดับ) ปัจจัยนี้สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคธุรกิจและสังคม โดยประเด็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ได้แก่ Cybersecurity : อันดับความปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐยังอยู่อันดับที่ 55, Privacy Protection Laws: การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในเชิงปฏิบัติยังอยู่อันดับที่ 58, Software Piracy: การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ยังคงอยู่ในอันดับที่ 58 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

“สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่การ "ถอยหลัง" แต่คือการ "โตช้ากว่าคู่แข่ง" (Stagnant Growth) โดยเฉพาะใน 2 เรื่องหลัก: AI adoption: ภาคเอกชนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่ยังไม่ได้นำ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต (Automation) อย่างเต็มรูปแบบเหมือนสิงคโปร์หรือมาเลเซีย และในด้าน R&D Investment การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ขาดนวัตกรรมจากฐานราก”

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร กล่าวต่อว่า 2 ปัจจัยสำคัญอย่าง Business Agility and Adaptability (ความคล่องตัวและการปรับตัวทางธุรกิจ) และ Human Capital and Employment Gaps (ทุนมนุษย์และช่องว่างการจ้างงาน) คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยหลุดจากกับดักอันดับที่ร่วงลง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนกติกาโลก

Business Agility ของไทยมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของ SMEs ที่ยังล่าช้า ซึ่ง IMD และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ชี้ว่าตัวนี้จะเป็น "ตัวช่วย" แก้ปัญหาเทคโนโลยีร่วง (จากอันดับ 23 ไป 29) ได้ดังนี้ เปลี่ยนจาก "ผู้ใช้" เป็น "ผู้สร้างนวัตกรรม"

ในขณะที่การตอบสนองต่อ Geopolitical Fragmentation ธุรกิจที่คล่องตัว จะสามารถปรับระบบ Cloud หรือ Data Infrastructure ให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่ๆ ของคู่ค้า (เช่น สหรัฐฯ หรือจีน) ได้เร็วกว่า ช่วยแก้ปัญหาอันดับ Regulatory Framework ที่ไทยร่วงลงได้ อีกทั้งธุรกิจไทยที่ปรับตัวเก่งจะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งจะไปช่วยดันอันดับในปัจจัย Future Readiness ที่ปัจจุบันไทยยังรั้งท้ายในด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูล

ในส่วนของ Human Capital and Employment Gaps แม้อันดับ Knowledge ของไทยจะดีขึ้น (อยู่อันดับ 37) แต่เรายังมี "ช่องว่าง" ขนาดใหญ่ที่ฉุดรั้งประเทศอยู่ โดยปัญหาที่พบคือ แม้ไทยจะมีนักศึกษาที่เรียนจบสายวิทย์เยอะ แต่ไม่ได้ทำงานในสายงานที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจริงๆ อีกทั้งยังขาดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และมีทักษะทางภาษาและทักษะดิจิทัลเชิงลึกไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาตามคำแนะนำของ IMD การแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การเพิ่มงบการศึกษา (ซึ่งไทยเพิ่มขึ้นแล้วเป็น 4.8% ของ GDP) แต่คือการ Match Skills to Future Jobs โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI, Semiconductor และ Cybersecurity

ในระหว่างที่รอผลิตคนในประเทศ IMD เสนอว่าไทยต้องมีนโยบายที่ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ (Digital Nomads/High-skilled Workers) ให้เข้ามาทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อปิดช่องว่างการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงทันที รวมถึง ปรับปรุงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน เพื่อลดอันดับที่ร่วงลงในหัวข้อ "Education management meeting business needs" หรือการศึกษาที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...