โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดอลลาร์พุ่ง ขานรับ 'เควิน วอร์ช' สวนทางสหรัฐฯ เดินเกม 'ล้อมจีน' ทองคำจะไปต่อหรือพอแค่นี้?

ทันหุ้น

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 08.43 น.

Gold Bullish
– กลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นตึงเครียด
– เจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคลุมเครือ
Gold Bearish
– ดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่อง ขานรับเควิน วอร์ช
– สหรัฐฯ – ยูเครน และรัสเซีย เจรจาคืบหน้า

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่นายสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดสายลดดอกเบี้ยที่ปธน.ทรัมป์ แต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไป หลังจากที่วาระชั่วคราวได้หมดลงในวันที่ 30 ม.ค. ในขณะที่นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities ระบุว่า การบังคับขาย (Forced sales) ในตลาดทองคำน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งส่งผลให้ทองฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
กลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นตึงเครียด
เมื่อวันพุธที่ 4 ก.พ. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ได้หารือกันทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธที่ 4 ก.พ. เกี่ยวกับประเด็นการค้าและจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ในไต้หวัน ก่อนที่จะมีการพบปะกันแบบเผชิญหน้าในเดือนเม.ย. นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าการสนทนาในครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงการเพิ่มการรับซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน รวมถึงการจัดซื้อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการส่งมอบเครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยว่าจีนให้คำมั่นที่จะนำเข้าถั่วเหลืองอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตันในช่วงถัดไป หลังจากรับซื้อ 20 ล้านต้นเสร็จสิ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ – จีน กำลังเป็นไปในเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ในการสนทนาดังกล่าว รัฐบาลจีนกลับนำเสนอภาพรวมการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน (ซึ่งจีนถือว่าเป็นดินแดนของตนเอง) ในมุมมองที่ตึงเครียดกว่า การแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าปธน.สี ได้หยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมา และเร่งเร้าให้สหรัฐฯ ระมัดระวังอย่างสูงสุดในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน พร้อมย้ำว่าจีนจะไม่มีวันยอมให้เกาะไต้หวันถูกแยกตัวออกไป ทั้งนี้ ในปี 2025 สหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่าสูงถึง 1.115 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อเสริมสร้างการป้องกันประเทศของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน ในขณะที่การที่ทรัมป์เข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรในการขายน้ำมันให้จีน และการกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัจจัยที่คุกคามสันติภาพอันเปราะบางนี้ เนื่องจากว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังจีน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 400,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว ลดลงสู่ระดับ 0 ในเดือนม.ค. หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ปราบปรามการขนส่งน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ทรัมป์ยังคงกดดันประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วยการขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษี ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ จะดูมีทิศทางที่ดีขึ้นผ่านการซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ แต่ทว่ากลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ผ่านการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา / อิหร่านไปยังจีน อาจสร้างความตึงเครียดต่อไปในอนาคต และอาจส่งผลให้จีนออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ในภายหลังได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับทอง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังเจรจาคลุมเครือ
เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. แผนการเจรจาปัญหานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้รับการยืนยันว่ายังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่มีสัญญาณความตึงเครียดถึงขั้นของปธน.ทรัมป์ ขู่จะยุติความพยายามทางการทูต โดยเดิมทีทั้งสองฝ่ายตกลงจะพบกันที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี แต่ทางอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขขอย้ายสถานที่จัดการเจรจาไปยังประเทศโอมาน และต้องการให้เป็นการหารือในรูปแบบทวิภาคี (Bilateral) เพื่อมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว โดยหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ เช่น โครงการขีปนาวุธ ซึ่งเป็นหัวข้อที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาคให้ความสำคัญ แม้ในตอนแรกสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนท่าทีเพื่อเป็นการให้เกียรติและรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรในภูมิภาคอาหรับที่ต้องการเห็นแนวทางสันติวิธีดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย (Skepticism) โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าการตกลงเข้าสู่โต๊ะเจรจาในครั้งนี้ไม่ใช่การยอมจำนนต่อเงื่อนไขของอิหร่าน แต่เป็นการให้โอกาสสุดท้ายทางการทูตตามคำขอของมิตรประเทศ โดยสหรัฐฯ ยังคงย้ำคำขาดว่าการเจรจาต้องนำไปสู่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจริงและวัดผลได้เท่านั้น มิเช่นนั้นจะมีการพิจารณา “ทางเลือกอื่น” ซึ่งรวมถึงมาตรการทางทหารที่ทรัมป์เคยข่มขู่ไว้ก่อนหน้านี้ โดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษจากทำเนียบขาว ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพื่อรับฟังข้อมูลข่าวกรองล่าสุดและจุดยืนของอิสราเอลที่ย้ำเตือนว่าไม่สามารถไว้วางใจอิหร่านได้
จนกระทั่งในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. ปธน.ทรัมป์ ได้กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านเป็นไปด้วยดี และการเจรจาจะเดินหน้าต่อไปในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ นายโทมัส ทอมมี พิก็อต รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงการต่างประเทศประกาศคว่ำบาตร 15 หน่วยงาน บุคคล 2 ราย และเรือในกองเรือเงา 14 ลำ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่าน ในขณะที่นักการทูตระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า การเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลาง เริ่มต้นไปได้ด้วยดี และจะเดินหน้าต่อไป ซึ่งอาจช่วยคลายความกังวลว่า ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงจะผลักดันตะวันออกกลางเข้าใกล้ภาวะสงครามมากขึ้น
นอกจากนี้ การเจรจาสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ – ยูเครน และรัสเซีย ได้มีการบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 4 ปี โดยทูตพิเศษของทรัมป์ระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าและคาดหวังจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
จากปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้ยังคงต้องจับตาต่อไปว่า สหรัฐฯ – อิหร่าน จะยังมีท่าทีในการเจรจาอย่างไร ต่อไป เนื่องจากว่าการเจรจาครั้งนี้อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่สหรัฐฯ ต้องการ 100% ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งจะยังคงคุกรุ่นต่อไปในภายหลัง และอาจทำให้ราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกดังกล่าว

ดอลลาร์ยังแข็งค่า ขานรับเควิน วอร์ช
สืบเนื่องมาจากวันที่ 30 ม.ค. ปธนทรัมป์ได้เสนอชื่อนายเควิน วอร์ช ให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป ซึ่งส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากจุดต่ำสุดที่ 97.0 หน่วย ขึ้นมาเป็น 97.68 หน่วย และยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เนื่องจากว่าวอร์ชมีมุมมองว่า การซื้อพันธบัตรที่รุนแรงเกินไปเป็นการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผิดธรรมชาติเป็นเวลานานเกินไป กระตุ้นให้ Wall Street รับความเสี่ยงเกินตัว และทำให้รัฐบาลขาดวินัยทางการคลังในการก่อหนี้ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า “อำนาจเหนือกว่าทางการเงิน” (Monetary Dominance) โดยวอร์ชเสนอว่า เฟดต้องทำ QE ให้น้อยลง และปล่อยให้เบสเซนต์จัดการบัญชีการคลัง เมื่อทำเช่นนั้น สหรัฐฯ จะสามารถมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอย่างแท้จริงได้ ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 76.8% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC เดือนมี.ค. ภายหลังจากที่เดือนม.ค. และต้นเดือนก.พ. ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย / มินนิอาโปลิส / นิวยอร์ก ยังคงเสนอให้เฟดคงดอกเบี้ยต่อเพื่อดูทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานต่อไป
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ยังต้องติดตามต่อไปว่า วอร์ชจะมีแนวทางหรือนำเสนอนโยบายทางการเงินอย่างไรต่อไป เนื่องจากว่าคำพูดของวอร์ช อาจเทียบเท่าได้กับคำพูดของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบันได้ และทำให้ตลาดอาจต้อง Price – In ในราคาทองคำใหม่
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนธ.ค. เทียบรายเดือน และ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. เทียบรายปี
– ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนม.ค. เทียบรายเดือน / รายปี
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือนม.ค.
– การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนม.ค.
– อัตราการว่างงาน เดือนม.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคอยู่ในระยะ Sideway Up หลังจากทองคำได้มีการปรับฐานหลังทำ All Time High แต่โดยภาพรวมของโครงสร้างราคายังไม่ได้เป็นขาลง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ย่อตัว สร้างฐาน และลุ้นขึ้นต่อ” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงเรื่องที่นายเควิน วอร์ช กำลังจะได้เป็นประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,650 และ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งหากไม่หลุดแนวรับดังกล่าว ทองคำอาจผ่านจุดต่ำสุดเพื่อสร้างฐานและขึ้นต่อ และหากตลาดยังมีความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์และได้รับรู้ปัจจัยบวกจากกลยุทธ์ล้อมจีนของสหรัฐฯ, การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลโดยสมบูรณ์ อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,100 และ 5,200 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุต้านดังกล่าว อาจทำให้ราคาทองคำอาจทำ High เดิมที่ 5,595 ดอลลาร์ และลุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 6,000 ต่อไปได้ โดยอ้างอิงจาก Bank of America (BoFA) ที่ได้อ้างอิงถึงกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 70,450 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 69,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 76,000 บาท และ 77,150 บาท

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...