“อนุทิน” ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง ยันไทยพลังงานพอ เร่งดูแลราคาสินค้า – แรงงาน
"อนุทิน" เรียกถกหน่วยงานเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ยันไทยคุมสถานการณ์อยู่ พลังงานสำรองพร้อม 60 วัน พร้อมกางแผนรับมือ ดึงวิกฤตเป็นโอกาสกระตุ้นการลงทุนและดูแลแรงงานไทย
2 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อประเทศไทยบ้างในระดับที่จะต้องเร่งรับมือและแก้ไขสถานการณ์ โดยจะใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาสให้แก่ประเทศไทย
“ในทุกวิกฤตมีโอกาส เราจะสร้างโอกาสให้เกิดกับประเทศไทยให้ได้มากที่สุด โดยได้แจ้งให้ภาคเอกชน กกร. ได้รับทราบถึงสถานการณ์ รวมถึงได้รับฟังข้อชี้แนะที่เอกชนอยากให้รัฐบาลสนับสนุน”
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง ได้ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน โดยคาดว่าจะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ เช่น ค่าขนส่งสินค้า และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกยังมีอยู่จึงอาจกระทบไม่มาก
“ไทยยังมีความมั่นคงทางพลังงานในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน”
สำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานทูตให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการเดินทางกลับมาประเทศไทย ส่วนกลุ่มที่ไม่ต้องการเดินทางกลับได้ประสานให้ความช่วยเหลือและดูแลให้ใช้ชีวิตได้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมวันนี้ที่ประชุมได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการรองรับระยะสั้น-ระยะยาว โดยประเมินว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ 5 ช่องทาง ดังนี้:
- ผลกระทบเรื่องพลังงาน: โดยปัจจุบันราคาพลังงานสูงขึ้นประมาณ 5% ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากนัก ขณะที่ไทยได้เตรียมมาตรการรองรับโดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่ใช้ดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้ ขณะที่ยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 60 วัน
- ผลกระทบเรื่องการค้า: โดยผลกระทบทางตรงไม่มีมากเนื่องจากส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลกระทบทางอ้อมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น
- ผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยว: โดยไม่มีผลกระทบทางตรงมากเนื่องจากไทยมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางประมาณ 4% ขณะที่ยังมองว่าเป็นโอกาสด้านสายการบินที่ศูนย์กลางการบินจะกระจายมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น
- ตลาดเงินตลาดทุน: โดยปัจจุบันตลาดเงินและตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ดี และสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง
- แรงงาน: โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง
“นายกฯ ได้มอบหมายให้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อดูแลประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องหาช่องทางในการคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและการลงทุนที่จะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ท่องเที่ยว และอาหาร เราต้องใช้โอกาสที่ไทยมีความเป็นกลางเพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจ”
สำหรับผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อสูงเหมือนในประเทศอื่น โดยเงินเฟ้อไทยเดือน ม.ค. 69 ยังติดลบ ส่วนด้านอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเงินจะไหลเข้าไปที่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์ และทองคำ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง เป็นการลดแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่าด้วย
“ตอนนี้หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน เรายังดูแลเศรษฐกิจต่อไปได้ ส่วนหากเกิน 1 เดือน ตอนนี้ก็ได้ศึกษาเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ”
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในด้านภาคการค้า การค้าของอิสราเอลและอิหร่านมีผลกระทบทางตรงกับไทยไม่มาก โดยอิสราเอลมีสัดส่วนการค้ากับไทยที่ 0.2% สำหรับอิหร่านอยู่ที่ 0.02% อย่างไรก็ตาม ที่ต้องระวังคือการค้ารวมของภูมิภาคตะวันออกกลางเพราะมีมูลค่าการค้าประมาณ 4-5% รวมถึงต้องระวังผลกระทบทางอ้อมเรื่องการขนส่งโดยเฉพาะในส่วนของยุโรปที่มีค่าระวางเรือมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ การหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองในส่วนของวัตถุดิบที่มาจากตะวันออกกลาง การตั้งศูนย์รับข้อชี้แนะและให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่ทำการค้าการส่งออก การทำงานร่วมกันเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ