โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD NOW Special โดยมี ณัฏฐา โกมลวาทิน เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อวานนี้ (1 มีนาคม) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์กรณีสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นตามมา นี่คือ บทวิเคราะห์โดยสรุป

การสังหารผู้นำอิหร่าน: จุดพลิกผันสถานการณ์?

ดร. สุรชาติระบุว่า เราเริ่มเห็นสัญญาณสงครามชัดขึ้น ตั้งแต่สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือ ทั้งอับราฮัม ลินคอล์น และ เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดว่า ‘สงครามจะเกิดขึ้นแน่ๆ’

อาจารย์ถึงกับนิยามว่า ปี 2026 เป็นปี ‘ม้าไฟสงคราม’ โดยต้นปีมา เริ่มจากการที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา กรณีความต้องการซื้อกรีนแลนด์, แรงกดดันคิวบาผ่านการตัดพลังงาน และล่าสุดคือ กรณีอิหร่าน

ส่วนคำถามที่ว่า ความคาดหวังของทรัมป์ต่อการ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” (Regime Change) ในอิหร่านเป็นอย่างไร อาจารย์อธิบายว่า สหรัฐฯ เคยใช้ตัวแบบนี้มาแล้วในอัฟกานิสถานและอิรัก โดยคาดหวังว่า ถ้าเปลี่ยนระบอบไปสู่ประชาธิปไตยหรือรัฐที่นิยมตะวันตก จะช่วยลดทอนเรื่องการก่อการร้าย

อย่างในกรณีเวเนซุเอลา สหรัฐฯ เชื่อว่า ถ้าเอานิโคลัส มาดูโรออก ก็จะสามารถตั้งรัฐบาลที่นิยมตะวันตกได้ แต่ทั้งสองกรณีมีความ ‘แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ การบุกจับประธานาธิบดีมาดูโรในเวเนซุเอลานั้น ‘ง่ายกว่ามาก’ แต่อิหร่านมีความซับซ้อนและศักยภาพทางการทหารที่ยากเกินกว่าสหรัฐฯ จะส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปจับตัวผู้แทนได้ (จากบทเรียนที่สหรัฐฯ เคยล้มเหลวในยุคประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ กรณีช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกัน 52 คนที่ถูกจับกุมอยู่ในสถานทูตสหรัฐฯ ในปี 1980 หลังการปฏิวัติอิสลาม) สหรัฐฯ และอิสราเอลจึงเลือกใช้วิธีการ ‘สังหาร’ ผู้นำทั้งชุดแทน อีกทั้งผลกระทบจากกรณีอิหร่านก็จะลุกลามใหญ่โตกว่าเวเนซุเอลาอย่างมาก

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเปลี่ยนระบอบอิหร่านสำเร็จ สหรัฐฯ จะทำอย่างไร จะพาอิหร่านกลับไปสู่ยุคพระเจ้าชาห์ที่เป็นโปรตะวันตกไหม แล้วจะเอาใครขึ้นมาเป็นผู้นำ

อาจารย์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘บทเรียนจากอดีต’ ว่าการสังหารผู้นำไม่ใช่จุดจบ เช่น การสังหาร ‘กัดดาฟี’ ผู้นำลิเบีย ซึ่งไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้ประเทศระสับระส่ายและคุมสถานการณ์ไม่ได้ เดิมทีกัดดาฟีเป็นคนคุมเสถียรภาพให้กับตะวันตกด้วยซ้ำ รวมถึงกรณีอิรัก หลังสิ้น ‘ซัดดัม ฮุสเซน’ สงครามและความขัดแย้งก็ยังไม่จบสิ้น ขณะที่การเปลี่ยนระบอบโดยปราศจากกำลังทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่โดยตรง (ซึ่งทรัมป์ไม่อยากทำเพราะเสี่ยงสูง) มักจะทำ ‘ไม่สำเร็จจริง’

END GAME: สหรัฐฯ ต้องการเห็นอะไร?

ดร. สุรชาติระบุว่า ถ้าเป็นคำตอบเฉพาะหน้า สหรัฐฯ คงอยากเปลี่ยนตัวผู้นำอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้หวังพึ่งเพียงกำลังทหาร แต่หวังใช้ ‘สุญญากาศทางอำนาจ’ หลังการสูญเสียผู้นำสูงสุด เป็นตัวจุดชนวน โดยอาจหวังผลแบบ Arab Spring ซึ่งในกรณีนี้คือ ‘Iran Spring’ หรือการลุกฮือของมวลชน (Uprising) เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนระบอบ โดยมุ่งเน้นไปที่คนหนุ่มสาวและกลุ่มที่ต้องการเสรีภาพ ซึ่งมีรอยร้าวกับระบอบเดิมอยู่แล้ว เช่น กรณีประท้วงเรื่องการคลุมหน้า

อาจารย์ยังอธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือการเผชิญหน้าของพลังการเมืองที่ตัดกันอย่างสุดขั้ว ระหว่าง ฝ่ายศาสนนิยม (Conservatives) นำโดย ‘กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม’ (IRGC) ซึ่งวางรากฐานอำนาจมาแน่นหนาตั้งแต่ปี 1979 และยังมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก กับ ฝ่ายเสรีนิยม (Liberals) กลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและแสดงความดีใจต่อการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตะวันตกฝากความหวังไว้

นอกจากนี้ อาจารย์ยังชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญตามหลัก ‘ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน’ (Regime Change Theory) โดยพิจารณาจาก ปัจจัยภายนอก vs ปัจจัยภายใน ซึ่งการเปลี่ยนระบอบที่เกิดจาก ‘แรงกดดันภายนอก’ มักจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่ หากไม่มีการส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่โดยตรงเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น กรณีเยอรมันและญี่ปุ่น รวมถึงความเสี่ยงแบบ ‘ซีเรียโมเดล’ หากกองทัพหรือฝ่ายความมั่นคงแตกคอกันซะเอง จะนำไปสู่ ‘สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ’ (เหมือนที่กองทัพซีเรียแตกตัวเป็นกองกำลังซีเรียเสรี ซึ่งไม่ใช่จุดจบที่สวยงามตามที่สหรัฐฯ คาดหวัง

แม้จะกำจัดผู้นำได้ แต่ ‘ตอนจบ’ ยังเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ อาจารย์ยังคงตั้งคำถามว่า ใครจะคุมสถานการณ์ เพราะในท้ายที่สุด ผู้ที่ถืออาวุธและคุมกลไกภาครัฐได้จริง (IRGC หรือ กองทัพ) จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้นำคนใหม่ ไม่ใช่ตัวแทนที่สหรัฐฯ วางตัวไว้เสมอไป อีกทั้งบทเรียนจากอียิปต์ชี้ให้เห็นว่า แม้มวลชนจะชนะในตอนแรก (Arab Spring) แต่สุดท้ายอำนาจก็อาจกลับไปอยู่ในมือกองทัพผ่านการรัฐประหารได้อีก

ดุลอำนาจภายในอิหร่าน: จิ๊กซอว์ตัวตัดสิน

‘กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม’ (IRGC) กับกองทัพอิหร่าน เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ ดร. สุรชาติมองว่า ตอบไม่ได้ชัดเจน แต่ถ้าข้อมูลจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ (IISS) กองทัพปกติ (Artesh) มีกำลังพลรวมประมาณ 610,000 นาย โดยเป็นกองทัพบกถึง 350,000 นาย แม้จะมีจำนวนมากแต่ถูกกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ความเป็นเอกภาพในการ ‘คุมให้อยู่’ในภาวะวิกฤตเป็นโจทย์ยาก ขณะที่ IRGC มีกำลังประมาณ 190,000 นาย แม้น้อยกว่ากองทัพบกแต่มี “คุณภาพและอุดมการณ์” ที่เข้มข้นกว่า เป็นหัวใจหลักในการรักษาอาสนะของระบอบศาสนจักร และคุมปฏิบัติการนอกประเทศ (Proxy Wars) ทั้งหมด

อาจารย์ยังประเมินว่า จุดตายของระบอบคือเมื่อ ‘พลังมวลชน’ ใหญ่เกินกว่าที่กองทัพจะคุมได้ หากผู้นำกองทัพเริ่มคุยกันและเห็นว่า ‘คุมไม่อยู่’ พวกเขาอาจเลือกที่จะปล่อยมือจากระบอบเดิม สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังควานหาคือ ‘รอยร้าว’ ภายในกองทัพอิหร่าน ว่ามีนายทหารระดับสูงคนไหนที่พร้อมจะเปลี่ยนข้างหรือไม่ โดยอาจารย์เชื่อว่า คนที่กุมอำนาจจริงๆ คือ IRGC ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อระบอบสังคมการเมืองของอิหร่าน อีกทั้งท่าทีของประชาชนคนอิหร่านจะเป็นไปในทิศทางไหนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ภาคประชาสังคมที่ไม่ใช่สายศาสนิยมมี ‘พลังรวมกลุ่ม’ มากพอที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มย่อยๆ ที่ไม่มีพลังงัดง้างกับอาวุธของรัฐ ทั้งยังต้องดูต่อว่า โลกอาหรับจะรวมตัวกันต่อต้านอิสราเอลเหมือนปี 1967 และปี 1973 หรือไม่ หรือจะเกิดความแตกแยกเนื่องจากบางประเทศก็ไม่เอาด้วยกับอิหร่าน โดยเฉพาะประเทศที่เคยถูกอิหร่านโจมตีหรือแทรกแซง

แนวโน้มวิกฤต ‘สงครามใหญ่’ ? และผลกระทบ

แม้จะมีความกังวลเรื่องสงครามระดับภูมิภาค (Regional War) แต่ ดร. สุรชาติ มองว่าอาจ ‘ถูกจำกัดขอบเขต’ ด้วยปัจจัยทางทหาร เนื่องจากอิหร่านถูกโจมตีหนักในช่วงกลางปี 2025 ใน ‘สงคราม 12 วัน’ ทำให้เขี้ยวเล็บทางทหารอิหร่านเสียหายไปมาก คล้ายกับกรณีอิรักช่วงปี 2001 ก่อนถูกบุกจริงในปี 2003 ทำให้การตอบโต้ในรอบนี้ (กุมภาพันธ์ 2026) อิหร่านทำได้เพียงใช้โดรนหรือขีปนาวุธระยะสั้น ซึ่งสร้าง ‘ความกลัว’ ได้มากกว่า ‘ผลสำเร็จทางทหาร’

อาจารย์ยังชวนตั้งคำถามว่า อิหร่าน กำลังกลายเป็นโมเดล ‘กาซา 2’ หรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงที่อิหร่านจะกลายเป็น ‘สมรภูมิยืดเยื้อ’ แม้มีการหยุดยิงแต่การโจมตีอาจไม่จบสิ้น คล้ายกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่ยังหาจุดจบไม่ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ สร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อการเมือง และเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์จึงตั้งข้อสังเกตและชวนเปิดโจทย์ที่ต้องตามดูกันในอนาคต

1.เศรษฐกิจโลกหลังโควิดเป็นต้นมา ‘ยังคงเปราะบาง’ ความผันผวนนี้กระทบเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจตะวันออกกลาง รวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

2.หาก ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด จะกระทบน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและแก๊สพุ่งสูงทันที

3.ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีการคาดการณ์ว่า ราคาทองคำอาจทะลุ 80,000 บาท ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อเศรษฐกิจ

4.สงครามส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางมากยิ่งขึ้น ค่าครองชีพพุ่งสูงจากภาวะเงินเฟ้อ

5.ค่าขนส่งโลจิสติกส์ทางเรือพุ่งสูง จากการปิดเส้นทางในทะเลแดงและฮอร์มุซ

6.การปิดน่านฟ้าทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน เพิ่มต้นทุนค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า

7.การเมืองโลกตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

8.บทบาทของสหประชาชาติในอนาคต รวมถึงจีนและรัสเซีย ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่าน จะมีบทบาทอย่างไร จะมีการสนับสนุนทางทหารหรือเศรษฐกิจในรูปแบบใด เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่น่าจับตาดู เนื่องจาก จีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ถือเป็น 4 แกนนำพันธมิตรต่อต้านตะวันตก หากอิหร่านเพลี่ยงพล้ำ แกนนำกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง

9.การเปิดฉากโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้มากน้อยแค่ไหน

10. เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลจะอาศัยการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ เพื่อหลบเลี่ยงข้อกล่าวหาในประเด็นคอร์รัปชั่นต่างๆ ในการเมืองอิสราเอลและจะยังรักษาคะแนนนิยมไว้ได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องจับตาดูกันต่อไป

จุดยืนของไทยและอาเซียน

ดร. สุรชาติมองว่า กลุ่มอาเซียนอาจไม่มีมติที่เป็นเอกภาพเนื่องจากแต่ละประเทศมีผลประโยชน์และจุดยืนที่ต่างกัน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียอาจโหวตสนับสนุนโลกมุสลิม

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมามักใช้นโยบายแบบ ‘ล่องหน’ ไม่อยู่บนเรดาร์ คือการไม่แสดงตัวตน ไม่ทิ้งร่องรอย และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในเวทีโลก

อาจารย์ยังมองว่า ผู้นำไทยมักติดหล่มอยู่กับปัญหาในประเทศหรือแนวชายแดน เช่น กัมพูชา เมียนมา มากกว่าจะทำความเข้าใจความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทางออกคือ ฝ่ายการเมืองและผู้นำประเทศต้องเป็น ‘ผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์’ ไม่ใช่การโยนปัญหาไปให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำหน้าที่แทนเหมือนเป็นงานธุรการของรัฐราชการ หากผู้นำไทยยังสอบไม่ผ่านในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสและอำนาจต่อรองในเวทีโลกอย่างมาก

ภาพ: Majid Saeedi / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...