โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะรัฐบาลทำงานแบบ ‘ผักชีโรยหน้า’ ‘ถวายฎีกา’ เป็นความหวังเดียว ไม่ให้ชาวบ้านบางบาลต้องจมน้ำอีกต่อไป

The Momentum

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 11.49 น. • THE MOMENTUM

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ภาพความเสียหายจากอุทกภัยที่จม 13 อำเภอของอยุธยา ยาวนานกว่า 4 เดือน เมื่อปี 2568 ยังปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ และไม่เพียงแต่คราบโคลนเท่านั้นที่เป็นความเสียหาย แต่ยังรวมไปถึงชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคตของคนในพื้นที่ถูกกระแสน้ำพัดพาจมหายไปด้วย

ความเสียหายที่ปรากฏขึ้นหลังน้ำท่วม ไม่เพียงแต่สะท้อนความรุนแรงของภัยธรรมชาติจาก ‘น้ำ’ เท่านั้น สำหรับชาวอยุธยาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยังสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐในการจัดการน้ำ และการ ‘ทอดทิ้ง’ ให้พวกเขาต้องเจอกับปัญหาซ้ำเดิมวนเวียนโดยไม่รู้จบ ไม่เหมือนกับตอนหาเสียงที่พูดชัดถ้อยชัดคำว่าจะทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น

The Momentum พูดคุยกับตัวแทนชาวบ้านผู้ประสบภัย ไถ่ถามสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ ความเสียหายที่หลายคนอาจจะยังมองไม่เห็น บทบาทของรัฐบาลที่ยังคง ‘ไม่ผ่าน’ ในสายตาของคนในพื้นที่ และการดิ้นรนอีกครั้งหนึ่งของประชาชน เพราะทนเป็น ‘ผู้เสียสละ’ เป็นทุ่งรับน้ำที่ถูกทอดทิ้งต่อไปไม่ไหว

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2568 พื้นที่ 13 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องจมใต้บาดาลนานกว่า 4 เดือน เนื่องจากต้องรับน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำท่วมสูง 4-5 เมตร ส่งผลให้ชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร บางส่วนต้องขึ้นไปนอนข้างถนนเพราะบ้านจมน้ำมิดหลังคา เด็กต้องหยุดเรียน เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้

สันติ โฉมยงค์ ผู้ประสานเครือข่ายติดตามแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางบาล ผักไห่ บางซ้าย และเสนา ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์น้ำท่วมอยุธยาในปีก่อนทำให้เด็กในพื้นที่ตำบลหัวเวียง ไม่ได้ไปโรงเรียนตลอด 5 เดือน เนื่องจากมีโรงเรียนบางแห่งถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ บางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์อพยพ ขณะที่หลังน้ำลดแล้วเด็กๆ ยังต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนร่วมกันกับบุคลากรของโรงเรียนเอง จึงทำให้เด็กได้เรียนหนังสือไม่เต็มที่และเสียโอกาสในการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนื่องจากไม่มีความพร้อมเพราะขาดเรียนเป็นเวลานาน บางครอบครัวต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าหอพักและพาบุตรหลานเข้าเขตเมืองไปติวหนังสือเพื่อเรียนให้ทันเพื่อน

“โรงเรียนพยายามเท่าที่ทำได้ เช่น สอนออนไลน์ ให้การบ้าน แล้วพอเปิดเรียนได้ก็สอนเสริมให้เด็กเรียนครบตามหลักสูตร แต่ถามว่าเด็กมีศักยภาพไปสอบแข่งขันกับโรงเรียนดังๆ หรือโรงเรียนในเมืองได้ไหม ผมมองว่าเป็นจุดที่เขาเสียโอกาส เพราะโรงเรียนประถมในชุมชนถูกน้ำท่วม เขาก็ต้องไปติว ไปเช่าหอในเมืองเพื่อให้เรียนทันหรือสอบเข้าได้

“ส่วนผู้ปกครองที่ทำงานในโรงงานก็อยู่ในพื้นที่ไม่ได้ ต้องออกไปเช่าหอใกล้ที่ทำงานในช่วง 5 เดือนที่น้ำท่วมอยุธยา ภายในชุมชนจึงเลยเหลือแต่ผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน บางคนอยู่บนหลังคา บางคนไปอยู่ในศาลาวัด หรือไม่ก็ไปกางเต็นท์บนถนนตรงแนวคันกั้นน้ำ” สันติกล่าว

ระดับน้ำท่วมยิ่งสูง ยิ่งทำให้คนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมามีตัวเลขผู้เสียชีวิตในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดพระนครศรีอยุธยารวม 20 ราย บางกรณีเป็นเด็กที่ถูกกระแสน้ำพัดจมหาย บางกรณีผู้สูงอายุพลัดตกน้ำ รวมไปถึงนักศึกษาเสียชีวิตระหว่างลุยน้ำกลับเข้าไปในพื้นที่ในช่วงค่ำ

อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปี 2568 มีน้ำเข้าท่วมระลอกใหญ่ราว 4-5 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่มีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาราว 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีน้ำทะลักท่วมชุมชนริมแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวงอย่างไรก็ดี

สันติระบุว่า ที่จริงแล้วหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการจัดการน้ำสามารถตัดยอดน้ำไปยังแม่น้ำสายต่างๆ ก่อนที่มวลน้ำจะเดินทางมายังอยุธยาได้เพื่อลดผลกระทบ แต่ในความเป็นจริงกลับมีการระบายน้ำมาแบบ ‘แนวดิ่ง’ ไม่มีการตัดยอดน้ำไปยังแม่น้ำสาขาต่างๆ ส่งผลให้อยุธยารับมวลน้ำเต็มๆ ความเสียหายจึงรุนแรงและกินเวลายาวนาน

“รัฐเลือกปล่อยน้ำแบบแนวดิ่งเพื่อระบายน้ำลงทะเลให้เร็ว แต่กลับไม่ฟังเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านที่เขาพยายามเรียนรู้ตลอดว่า ทั้งทำเสามาร์กวัดระดับน้ำสื่อสารกันว่า หากเขื่อนปล่อยน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน หรือหากปล่อยน้ำมาที่ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำที่ท่วมอยู่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกกี่เซนติเมตร แต่พอรัฐบาลบริหารจัดการน้ำแบบบีบให้เราเป็นพื้นที่รับน้ำ ระดับน้ำท่วมก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ปล่อย 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะท่วมถึงแค่พื้นบ้าน รอบที่ผ่านมาระบายแค่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็ถึงพื้นบ้านแล้ว และหากเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปัจจุบันก็ท่วมถึงขอบหน้าต่าง ทั้งที่เราชาวบ้านพยายามเตรียมตัวกันแล้วแท้ๆ

“คนอยุธยาเขาเข้าใจภูมิประเทศของเขาที่เป็นพื้นที่ลุ่ม และอาศัยอยู่ริมน้ำกันมานาน แต่สิ่งที่เรารู้สึกเจ็บปวดกับการปล่อยน้ำมาแบบแนวดิ่ง กับการประเมินผลกระทบที่มองแค่พื้นที่เกษตรเสียหายน้อยลง แต่กลับไม่มองความเดือดร้อนจริงจากการที่ชาวบ้านถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา ถ้าผู้บริหารประเทศจริงใจ ต้องบริหารแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข คือจังหวัดอื่นต้องช่วยรับน้ำบ้าง ไม่ใช่ให้มาลงอยุธยาที่เดียว ปีที่ผ่านมาเหมือนสิงห์บุรีไม่เอา อ่างทองไม่เอา ลพบุรีไม่เอา สุพรรณไม่เอา นนทบุรีไม่เอา ปทุมไม่เอา สระบุรีไม่เอา เหลืออยุธยาอย่างเดียว เลยแช่ขังอยู่ 5 เดือนแบบนี้” สันติระบุ

นอกจากการจัดการน้ำ การลงพื้นที่ของเหล่านักการเมืองยังสร้างความลำบากเพิ่มขึ้น สันติระบุว่า ช่วงที่น้ำยังคงท่วมอำเภอต่างๆ สูง ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเสนา ปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำไปยังฝั่งอื่นๆ ของแม่น้ำ แต่รัฐมนตรีกลับเปิดประตูระบายน้ำของอีกตำบลหนึ่ง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมเพิ่ม กลายเป็นท่วมจาก 1 เป็น 2 ตำบล

“ตอนที่อนุทิน (ชาญวีรกูล) ลงพื้นที่พอเขากลับ อีกวันหนึ่งช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว รัฐมนตรีมาลงพื้นที่ในช่วงที่น้ำท่วมจนถึงถนนจนไม่สามารถใช้ทางได้ หน่วยงานก็เอาคันดินไปกั้นถนนเพื่อให้รถของรัฐมนตรีวิ่งผ่านได้ แต่พอขบวนของเขากลับ คันดินไม่ถาวร สุดท้ายน้ำก็ทะลักท่วมถนนทั้งสองฝั่ง ชาวบ้านใช้ถนนไม่ได้ เหมือนเข้ามาทำเพื่อขบวนของตัวเองมากกว่ามาช่วยคน”

สำหรับการเยียวยา ปุ้ย แสงนาคตัวแทนภาคประชาชนชาวผู้ประสบภัยในอำเภอบางซ้ายระบุว่า การเยียวยาชาวบ้านหลังน้ำท่วมเกิดจากการเรียกร้องของชาวบ้านมาโดยตลอด โดยในปี 2567 รัฐบาลได้เหมาจ่ายค่าเยียวยาเป็นเงิน 9,000 บาท ซึ่งในปี 2568 ยังคงยึดการเยียวยาตามแบบเดิม

“ซึ่งผมมองว่าไม่น่าไหว เพราะน้ำท่วมหนักมาก ท่วมแบบแทบเป็นแทบตายได้เงินเยียวยาแค่ 9,000 บาท ท่วมกันอยู่ 4 เดือนก็ได้เงินเยียวยาเฉลี่ยตกวันละ 75 บาทต่อ 1 บ้าน ถ้าบ้านหลังนั้นมีกันอยู่ 3 คนก็หารได้คนละ 25 บาทต่อวัน ถ้ามีคนสัก 4-5 คนก็ยิ่งได้เงินเยียวยาต่ำลงไปอีก” ปุ้ยกล่าวเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขในการรับเงินเยียวยาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาท จะต้องมีน้ำท่วมล้อมทั้ง 3 ด้านของบ้าน

ปุ้ยเพิ่มเติมว่า แม้บ้านบางหลังในพื้นที่น้ำท่วมจะดีดบ้านทันฤดูน้ำหลากทำให้น้ำไม่เข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในบ้าน แต่ต้นทุนที่ต้องสูญเสียจากการดีดบ้านให้สูงขึ้นอาจสูงถึงหลักแสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าเงินเยียวยา ขณะเดียวกันเงินที่นำมาดีดบ้านนั้นก็มาจากการทำงาน บางคนได้เงินจากการเปิดร้านซ่อมรถ ขายกับข้าว ขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเมื่อเกิดอุทกภัยพวกเขาไม่สามารถทำมาค้าขายได้ ดังนั้นจึงมีความเดือดร้อนเหมือนกับคนที่ถูกน้ำท่วมบ้านเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ในพื้นที่ที่เคยประสบอุทกภัยจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ปัญหาที่ทิ้งไว้จากน้ำท่วมยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะภัยแล้งที่ทำให้ดินซึ่งเคยปกคลุมไปด้วยน้ำแห้งแข็งเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูก ขณะที่พื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยผสมผสานกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ชาวบ้านไม่มีที่ดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก นำไปสู่การสูญเสียรายได้ตามมาเป็นทอดๆ

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้วงจรความลำบากวนเวียนกลับมาทำลายพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ชาวบ้านและเกษตรกรพื้นที่ทุ่งป่าโมก บ้านแพน บางบาล ผักไห่ เจ้าเจ็ด บางกุ้ง และบ้านกุ่ม ได้รวมตัวล่ารายชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความเป็นธรรมและนโยบายแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุแห่งความเดือดร้อนคือ หลังจากที่รัฐกำหนดให้พื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง เพื่อหน่วงและระบายน้ำจากภาคเหนือและภาคกลางตอนบนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันความเสียหายพื้นที่เขตเมืองและเขตเศรษฐกิจตอนล่าง ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิถีการทำนา โดยสละพื้นที่ทำกินในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากจากตอนบน แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบซ้ำซากจากภัยแล้ง-อุทกภัย

ท่อนหนึ่งของคำถวายฎีกายังระบุว่า "โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่รับน้ำยังไม่ได้รับมาตรการเยียวยาและชดเชยอย่างเป็นธรรมและถาวร แม้จะเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ”

ทั้งนี้ ประชาชนจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเป็นธรรมและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ผ่านข้อเรียกร้องดังนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม

2. มาตรการชดเชยและเยียวยาที่เป็นธรรม สอดคล้องกับความเสียหายจริง ทั้งในและนอกคันกั้นน้ำ

3. ยกเว้นค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่รับน้ำ

4. เร่งพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำ เพื่อความมั่นคงทางการเกษตร

5. จัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่กับน้ำได้

6. พัฒนาระบบเตือนภัยและสื่อสารข้อมูลน้ำ ที่เข้าถึงง่ายและทันเวลา

7. จัดทำข้อบัญญัติและแบบบ้านยกพื้น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่น้ำท่วม

ปุ้ยระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้ของคนในพื้นที่จะเป็น ‘ความหวัง’ ที่จะทำให้หน่วยงานรัฐหันมาจริงจังกับการแก้ปัญหาอุทกภัยในอยุธยาเสียที หลังจากเพิกเฉยและไม่มีรูปธรรมในการทำงานมาเนิ่นนาน

“หากเราเห็นหน่วยงานรัฐทำเต็มที่ตามศักยภาพในการแก้ไขน้ำท่วม ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะไม่ว่าเขาหรอก แต่ที่ผ่านมาพวกเขาทำงานกันแบบผักชีโรยหน้ามาโดยตลอด การยื่นฎีกาเป็นความหวังหนึ่ง ในยามที่สุดท้ายชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐได้แล้ว” ปุ้ยกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...