ครม.ไฟเขียวร่างกฎกระทรวง “คุ้มครองลูกจ้างชายแดน” รับสิทธิชดเชยว่างงาน เหตุความไม่สงบไทย-กัมพูชา
ครม.ไฟเขียวร่างกฎกระทรวง "คุ้มครองลูกจ้างชายแดน" รับสิทธิประโยชน์ว่างงาน เหตุสุดวิสัยจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับสิทธิชดเชย 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 180 วัน
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้กำหนดเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “เหตุสุดวิสัย” ให้ครอบคลุมถึงภัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชนและถึงขนาดที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ เพื่อให้การคุ้มครองของประกันสังคมครอบคลุมถึงภัยจากการสู้รบหรือความไม่สงบที่เกิดจากการกระทำของบุคคล
ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ไม่สามารถไปทำงาน หรือสถานประกอบการต้องปิดชั่วคราวเพื่ออพยพไปพื้นที่ปลอดภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน
โดยได้กำหนดให้ลูกจ้างในกรณีดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเช่นเดียวกับเหตุสุดวิสัยที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน คือ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน หรือที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี แต่รวมกันไม่เกิน 180 วัน ในการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้จ่ายเป็นรายเดือน สำหรับเศษของเดือนให้คำนวณเป็นรายวัน และให้หยุดจ่ายเมื่อผู้ประกันตนลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
นอกจากนี้ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกันสังคม ประกาศกำหนดพื้นที่และระยะเวลาการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย และให้ร่างกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568
ทั้งนี้การเสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว กระทรวงแรงงานได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 7 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว
โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิประมาณ 2,435 คน คิดเป็นเงินสิทธิประโยชน์ที่จะจ่ายให้ในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดนประมาณ 23.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินกองทุนกรณีว่างงานที่มีเงินลงทุนสะสมรวมประมาณ 188,797 ล้านบาท ดังนั้นในภาพรวมของการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานในคราวนี้ จึงไม่มีผลทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายกับเงินกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงานอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : www.thaigov.go.th