ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกม.112 “ครูใหญ่ อรรถพล” 3 ปีกรณีปราศรัยเนื้อหาเรื่องเผ่ามังกรฟ้า-การแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ
30 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อรรถพล บัวพัฒน์หรือครูใหญ่ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการปราศรัยของอรรถพล ในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ที่มีเนื้อหาเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุมในการชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และกล่าวถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งให้อำนาจกษัตริย์ในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพระสังฆราชและตั้งหรือถอดสมณศักดิ์ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ราชบุรี ได้เข้าแจ้งความต่อ สถานีตำรจภูธร (สภ.) โพธาราม โดยกล่าวหาว่าการปราศรัยดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยเฉพาะในส่วนที่มีการกล่าวถึงคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหามองว่ามีความหมายถึงการประหารกษัตริย์
การพิจารณาคดีได้มีการสืบพยานในช่วงวันที่ 29-31 กรกฎาคม 2568 โดยใจความสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ คือการตีความคำว่า “ราชประหาร” ว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 อย่างไร รวมไปถึงพิจารณาข้อความปราศรัยส่วนอื่นๆ ของจำเลย โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์กับการปกครองศาสนา และการตีความคำว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ที่ปรากฏในคำปราศรัยของจำเลย ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece ว่าหมายถึงกษัตริย์หรือไม่อย่างไร
ต่อมาเวลา 10.36 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและเริ่มอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยส่วนแรกคือประโยคที่ว่า “ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้” ศาลวินิจฉัยว่าหากยึดตามคำว่า "รัฐประหาร" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยฉับพลัน เมื่อแปลคำว่า "ราช" หมายถึง "พระราชา-กษัตริย์" และ "ประหาร" หมายถึงการฆ่าหรือทำลาย คำว่า "ราชประหาร" เมื่อประกอบกับบริบทของการปราศรัยของจำเลยจึงแปลว่า "การที่ประชาชนจะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงกษัตริย์" ซึ่งถือเป็นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในส่วนของคำว่า “ไอ้พวกเผ่ามังกรฟ้าที่ไม่เห็นหัวประชาชน เห็นประชาชนเป็นแค่มด ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน แต่ทวงบุญคุณประชาชน” ศาลเห็นว่าแม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกล่าวถึงตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece แต่เมื่อพิจารณาบริบทการกล่าว และการที่จำเลยมีการชูนิ้วขึ้นฟ้าขณะพูดถึงคำนี้ ศาลจึงเชื่อว่าเป็นการพูดถึงเพื่อ พาดพิงถึงกษัตริย์
ส่วนข้อความเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่ระบุว่าการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์และการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จะเป็นการทำให้กษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ศาลเห็นว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะไม่เป็นการดูหมิ่นโดยตรง แต่ผู้ที่รับฟังอาจเกิด ความเกลียดชังต่อกษัตริย์ได้
และในส่วนสุดท้ายประโยคที่กล่าวว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย… ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง” ศาลพิจารณาว่าไม่มีหลักฐานใดว่ากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุชัดเจนว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ ว่าพระองค์ไม่มีความสามารถและความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าเจตนาสื่อถึงรัฐสภาและรัฐบาลนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยซึ่งจบการศึกษาด้านภาษาไทยและมีอาชีพเป็นครูสอนพิเศษ ย่อมมีทักษะในการใช้ภาษาได้ดี หากมีเจตนาตามที่กล่าวอ้างก็ควรใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจนกว่านี้ จึงฟังไม่ขึ้น
ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักเพียงพอ โดยพยานหลักฐานสำคัญประกอบด้วยแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการปราศรัยของจำเลย รวมถึงการเบิกความของพยานบุคคล ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าอานนท์ กลิ่นแก้ว หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นสมาชิกจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) จะเคยยอมรับว่ามีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกับกลุ่มราษฎร 63 ที่ครูใหญ่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทางการเมืองในปี 2563 แต่ศาลพิจารณาว่าพยานปากนี้ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงเชื่อได้ว่า ไม่มีเจตนาใส่ร้าย ทำให้คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง และพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาต่อสู้คดีจึง ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้
โดยศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการ ดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย พระมหากษัตริย์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นระยะเวลา 3 ปี
ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ นับโทษต่อ จากคดีเดิมอีก 2 คดี ได้แก่
1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.2038/2566 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พิพากษาจำคุก 9 เดือน
2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.1155/2567 ของศาลจังหวัดภูเขียว ที่พิพากษาจำคุก 2 ปี
ส่งผลให้อรรถพลมีโทษจำคุกรวมทั้งหมด 5 ปี 9 เดือน