DIF ยังแข็งแกร่งแต่ขาด Upside กสิกรไทยหั่นคำแนะนำเหลือ “ถือ”
#ทันหุ้น – บล.กสิกรไทย พรีวิวไตรมาส 3/2568 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF คาดจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ในวันที่ 12 พ.ย. โดยมีกำไรปกติประมาณ 2,992 ล้านบาท (+2.6% YoY, +0.1% QoQ) การเติบโต YoY คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าเช่าที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นราว 2.7% สำหรับสินทรัพย์เสาสัญญาณส่วนใหญ่ภายใต้สัญญาเช่าหลักกับ TRUE ขณะที่การปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย QoQ คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงตามอัตรา THOR หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps ในช่วงกลางเดือนส.ค. โดยคาดว่ากำไรปกติต่อหน่วย (Core EPU) จะอยู่ที่ 0.281 บาท ส่งผลให้กำไรปกติ 9 เดือนแรกของปี 2568 คิดเป็น 77.3% ของประมาณการทั้งปีของฝ่ายวิจัย
การจ่ายเงินปันผล คาดว่า DIF จะประกาศ DPU ไตรมาส 3/2568 ที่ 0.2222 บาทต่อหน่วย (ทรงตัว YoY และ QoQ) เนื่องจากในไตรมาสนี้ไม่มีการชำระคืนเงินต้น อัตราการจ่ายปันผลคิดเป็น 79% และให้อัตราตอบแทนเงินปันผลประจำปีประมาณ 9.7% เมื่อเทียบกับราคาหน่วยลงทุนปัจจุบัน ส่งผลให้เงินปันผลรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 คิดเป็น 77.3% ของประมาณการทั้งปีของเรา
แนะนำ “ถือ” คงประมาณการกำไรปกติปี 2568–86 และราคาเป้าหมายอิงวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ที่ 8.6 บาท (กลางปี 2569) ภายใต้สมมติฐานกรณีฐานของเรา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยปรับลดคำแนะนำสำหรับ DIF จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากราคาหน่วยลงทุนปัจจุบันได้ปรับขึ้นเกินมูลค่าประเมินในกรณีฐานไปแล้ว โดยสะท้อนปัจจัยบวกบางส่วนจากความคาดหวังการต่ออายุสัญญาเช่ากับ TRUE ในระดับปัจจุบัน จึงมี upside จำกัด
ขณะที่ความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้น หากการต่ออายุสัญญาเช่าไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นในเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย ฝ่ายวิจัยยังเห็นความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์ เนื่องจากประมาณครึ่งหนึ่งของหนี้กองทุนจะครบกำหนดในเดือน พ.ย. 2570 ซึ่งอาจทำให้ต้องชำระคืนเงินต้นเร็วขึ้นในระยะกลาง และสร้างแรงกดดันต่อการจ่ายเงินปันผล
ภายใต้ความไม่แน่นอนของการต่อสัญญาเช่า ในกรณีฐาน DIF ให้อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ที่ 6.5% โดยอิงอายุสัญญาเช่าคงเหลือเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WALE) ที่ 17.93 ปี ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากไม่มีการต่อสัญญาเช่าสำหรับทรัพย์สินเสาและสายไฟเบอร์ออปติกเลย IRR อาจลดลงเหลือ 4.5% และราคาเป้าหมายอยู่ที่ 7.4 บาท
ขณะที่ในกรณีดีที่สุด หากมีการต่อสัญญาเช่าทั้งสองประเภทต่อไปหลังปี 2586 ราคาเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นเป็น 10.0 บาท และให้ IRR ที่ 8.2% เมื่อเทียบกับระดับราคาปัจจุบัน สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดูไม่เอื้ออำนวย เนื่องจาก upside ที่จะไปถึง 10.0 บาทมีเพียง +9.3% ขณะที่มี downside อยู่ที่ –19.1% ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” ในช่วงนี้