รู้จัก “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว.ดาวค้างฟ้า ตำรวจบุรีรัมย์ อดีตหัวหน้ารมต.ยุติธรรม
หลัง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ก็นำมาสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่น่าสนใจคือ ภายใต้เครือข่ายพรรคสีน้ำเงินนี้ มีข้าราชการตำรวจจากบุรีรัมย์ อย่าง “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม
สิ่งที่น่าจับตาคือ ในเครือข่ายนี้ มีความเชื่อมโยงระหว่าง อนุทิน - พล.ต.ท.รุทธพล - สมาชิกวุฒิสภา (สว.) “สีน้ำเงิน” ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในคดีโกงเลือก สว. 2567 หรือไม่
บทความชิ้นนี้ ชวนทำความรู้จัก “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว.กลุ่ม 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยไล่เรียงประวัติและผลงานตั้งแต่สถานะที่เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.ท.รุทธพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน มาสู่การเป็น “สว.ดาวค้างฟ้า” ที่มีคะแนนสูงท่วมท้นตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศ และได้เข้ามาเป็น สว. เสียงข้างมาก ท่ามกลางการสอบสวนในคดีโกงเลือก สว.
ในอดีต สว.ฉัตรวรรษ เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโนนสุวรรณและสถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะเลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ในปี 2558 จนเกษียณอายุราชการในปี 2560 เขาลงสมัคร สว. ในปี 2567 โดยลงสมัครในกลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้ประวัติการรับราชการตำรวจเข้าสมัคร
เมื่อเข้าสู่การสนามการเลือก สว. ที่ผู้สมัครจะต้องแบ่งกลุ่มและเลือกกันเองภายในกลุ่ม เมื่อมีผู้เข้ารอบแล้วให้ผู้สมัครแต่ละกลุ่มเลือก “ไขว้” โดยแบ่งผู้สมัคร 20 กลุ่มออกเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มจับสลากว่าจะต้องไปลงคะแนนไขว้ให้กลุ่มใด ซึ่งจะต้องทำกระบวนการเหล่านี้ซ้ำ 3 ครั้งตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ แต่แม้กระบวนการจะซับซ้อนเพียงใด สว.ฉัตรวรรษ ก็ยังคงเป็น “ดาว” ที่ค้างอยู่บนฟ้า ลอยลำไม่อับแสงตั้งแต่ระดับอำเภอไปจนถึงระดับประเทศจนท้ายที่สุดก็ได้เป็น 1 ใน 200 สว. ชุดที่ 13
ดาวค้างฟ้า ไม่เคยได้คะแนนต่ำกว่าอันดับ 2
ปรากฎการณ์ “ดาวค้างฟ้า” เป็นข้อค้นพบจากการติดตามผลคะแนนการเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่เมื่อเสร็จสิ้นรอบการเลือกกันเองและเข้าสู่รอบเลือกไขว้ พบว่ามีผู้สมัครจาก “8 จังหวัดพิเศษ” ที่ผ่านเข้ารอบไขว้ได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 258 คน จากผู้สมัครที่เข้ารอบไขว้ทั้งหมด 800 คน โดย“8 จังหวัดพิเศษ” เหล่านี้มีผู้สมัครเข้ารอบเป็นจำนวนมากสูงสุดจังหวัดละ 38 คน และต่ำสุดอยู่ที่ 28 คน ส่วนจังหวัดอื่นๆ อีก 69 จังหวัด มีผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบไขว้น้อยลงเรื่อยๆ โดยสูงสุดอยู่ที่ 19 คน-น้อยสุดไปถึง 1 คน
ซึ่งผู้สมัครจาก 8 จังหวัดพิเศษเหล่านี้ ในท้ายที่สุดก็มีผู้ผ่านเข้ารอบจนได้เป็น สว. 52 จาก 200 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของ สว. ชุดนี้ ซึ่งทั้ง 8 จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยมี สส. เขตที่ชนะเลือกตั้งอีกด้วย
เมื่อสืบย้อนรอยไปหาผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็น สว. ในกลุ่ม 8 จังหวัดพิเศษนี้ก็พบว่า มีผู้สมัครหลายรายที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจนได้เป็น สว. ที่มีคะแนนนำสูงเป็นอันดับต้นๆ ลอยลำมาตั้งแต่การเลือกในระดับอำเภอมาจนถึงระดับประเทศ และหนึ่งใน สว. ที่มีคะแนน “นอนมาตั้งแต่ต้น” เป็นดาวค้างฟ้า คือ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร
ตั้งแต่การเลือก สว. ในระดับอำเภอ ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ฉัตรวรรษผ่านเข้ารอบเลือกกันเองได้โดยไม่ต้องเลือก เพราะมีผู้สมัครน้อยกว่าที่กำหนด ส่วนในรอบไขว้ เขาได้รับ 8 คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นได้เพียง 4 และ 2 คะแนน
ในการเลือก สว. ระดับจังหวัด สว.ฉัตรวรรษได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 25 คะแนนเมื่อเข้าสู่รอบไขว้เขาได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ถึง 12 คะแนน และในการเลือก สว. ด่านสุดท้าย ระดับประเทศ ฉัตรวรรษได้คะแนนรอบเลือกกันเองถึง 30 คะแนน เรียกได้ว่า เกินค่าเฉลี่ยคะแนนของผู้สมัคร 800 คนซึ่งอยู่ที่ 21 คะแนนเท่านั้น ส่วนในรอบไขว้เขาได้ 67 คะแนน ซึ่งเป็นอันดับสองของผู้สมัครในกลุ่มที่ 2 รองจากที่ 1 คือพล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ที่ได้ 68 คะแนน
จากข้อมูลที่สังเกตปรากฎการณ์ดาวค้างฟ้า ทำให้เห็นว่า คะแนนของ สว. ฉัตรวรรษ ตั้งแต่ระดับอำเภอเขาไม่เคยตกจากอันดับที่ต่ำกว่าอันดับ 2 ถ้าไม่ใช่ว่าฉัตรวรรษมีประวัติโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่รู้จักในชื่อเสียงเรียงนาม หรือมีการแนะนำตัวที่ดีมาก ก็อาจเป็นเพราะเขาก็อาจมีเครือข่ายคอยสนับสนุนอย่างเป็นระบบ จนทำให้ได้เป็น สว. แบบดาวค้างฟ้า
เป็น 1 ใน 136 สว.ในคดีโกงเลือก สว. 2567
และด้วยคะแนนที่สูงมาเป็นอันดับต้นๆ นี้ จึงทำให้ สว.ฉัตรวรรษ เป็นหนึ่งใน สว. ที่ถูกจับตามองว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกงเลือก สว. 2567 ด้วยหรือไม่ ซึ่งต่อมา คณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนชุดที่ 26 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้ออกหมายเรียก สว. 136 คน รวมถึงแกนนำและเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คนในคดีโกงเลือก สว. 2567 ซึ่ง สว.ฉัตรวรรษก็เป็นหนึ่งใน สว. ที่ถูกสอบสวนในคดีนี้ร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรีอีกด้วย
เมื่ออนุทินได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องตั้งคณะรัฐมนตรีเขาได้ทาบทาม พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เสนอไปได้เพียงไม่กี่วัน พล.ต.ท.ชาญชัยก็ถอนตัว อย่างไรก็ดี น่าสนใจว่า พล.ต.ท.ชาญชัย เป็นตำรวจบุรีรัมย์ และเคยเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ของ สว.ฉัตรวรรษ เมื่อครั้งที่ สว.ฉัตรวรรษเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี พล.ต.ท.ชาญชัย เป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
เมื่อพล.ต.ท.ชาญชัยถอนตัว อนุทินก็ทาบทามตำรวจบุรีรัมย์อีกคน คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ให้มาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งพล.ต.ท.รุทธพลก็เคยเป็น “รองผู้การ” ในสมัยที่ สว.ฉัตรวรรษเป็น “ผู้การ” มาก่อน
ความเกี่ยวโยงระหว่างเหล่าผู้ถูกสอบสวนในคดีโกงเลือก สว. ทั้ง สว.ฉัตรวรรษอนุทิน ชาญวีรกูลในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพล.ต.ท.รุทธพลในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่ดีเอสไอสังกัด จะเป็นที่น่ากังขาว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับคดีโกงเลือก สว. หรือไม่ เมื่อตำรวจบุรีรัมย์ซึ่งมีประวัติเป็นลูกน้องของ สว. ผู้ถูกสอบสวนในคดีนี้ จะต้องคุมกระทรวงที่ทำหน้าที่สอบสวนหัวหน้าคณะรัฐมนตรีในคดีโกงเลือก สว. ของในภาคส่วนของดีเอสไอ
นอกจากนี้ สว.ฉัตรวรรษยังเป็นหนึ่งใน สว. ที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทย แทรกแซงดีเอสไอ หรือ กกต.หรือไม่อีกด้วย
เดินหน้าเลือก กกต. ให้ไปพิจารณาคดีโกงเลือก สว.
ส่วนคดีในฝั่ง กกต. ที่ออกหมายเรียก สว. 136 คน รวมเครือข่ายภูมิใจไทยอีก 91 คนนั้น สว.ฉัตรวรรษก็มีบทบาทลงมติ “ไม่ชะลอ” การให้ความเห็นชอบรับรองบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.แทนตำแหน่งเดิมที่ว่างลง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของภาคประชาชนและสว.เสียงข้างน้อยที่ต่างเรียกร้องว่า ในระหว่างสอบสวนคดีโกงเลือก สว. 2567 สว. ไม่ควรให้ความเห็นชอบ กกต. เนื่องจาก กกต. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหลักในการพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีนี้ต่อศาลฎีกาหรือไม่ การใช้อำนาจเห็นชอบรับรองบุคคลในช่วงเวลานี้จะเสี่ยงอคติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการสอบสวน ในเรื่องนี้ สว.ฉัตรววรษลุกขึ้นอภิปรายเห็นค้านไม่ชะลอญัตติ โดยเขากล่าวว่า
“เราอย่ามาพะวงว่า (สว.) มีจริยธรรมหรือไม่ ตราบใดที่ผมยังไม่เชื่อมั่นองค์กรที่สอบสวนหรือไต่สวนผม ผมถือว่าผมยังเป็นผู้มีจริยธรรม”
ซึ่งในระหว่างที่ กกต. กำลังพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีโกงเลือก สว. 2567 นี้ต่อศาลฎีกาหรือไม่ จะมีกกต.อย่างน้อย 5 คนหมดวาระในช่วงเวลานั้น ดังนี้
ปกรณ์ มหรรณพ *สว.เห็นชอบณรงค์ กลั่นวารินทร์แทนแล้ว*
อิทธิพร บุญประคอง และศาสตราจารย์สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ซึ่งหมดวาระไปตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2568 และยังอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหา
เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะและฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ จะหมดวาระในวันที่ 4 ธันวาคม 2568
ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ว่าคดีโกงเลือก สว. จะใช้เวลาอย่างช้า 8 เดือน ซึ่งจะเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 และจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กว่าจะถึงวันนั้น ถ้าไม่มีการชะลอการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้ง ปปช. กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ สว.เสียงข้างมากที่กำลังถูกสอบสวนในคดีโกงเลือก สว. 2567 ก็อาจเห็นชอบ กกต.เสียงข้างมากคนใหม่ไปแล้ว 5 จาก 7 คน ทำให้เป็นที่น่ากังวลมากขึ้นอีกว่า กกต. ชุดใหม่ที่ได้รับการทำคลอดด้วยเสียงข้างมากจากความเห็นชอบของ สว. ชุดนี้ จะพิจารณาคดีโกงเลือก สว. อย่างไร
นอกจากนี้ สว.ฉัตรวรรษยังมีผลงานน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ จากบทความ 1 ปี สว. 67 : สว. 88 คนผลัดเวรนั่งกมธ.สอบประวัติฯ ศาลรธน.-องค์กรอิสระ-ข้าราชการระดับสูง เกินครึ่งไม่มีส่วนร่วม ซึ่งสรุปใจความได้ว่า ในจำนวน สว. 200 คน มีเพียง 88 คนเท่านั้นที่เคยนั่งเป็นกรรมาธิการสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ (กมธ.สอบประวัติฯ) ซึ่งสว.ฉัตรวรรษ เป็น 1 ใน 88 คนที่ได้รับ “สิทธิ” ในการเป็นกมธ.สอบประวัติฯ ด้วย และในขณะที่สว. อีก 122 คนไม่เคยได้รับโอกาสนั้น สว.ฉัตรวรรษกลับได้รับสิทธิคูณสี่ คือเขาได้เป็นกมธ.สอบประวัติซ้ำกัน 4 ครั้ง จากกมธ.สอบประวัติทั้งหมด 13 ชุด
และในจำนวน 88 คนนี้ มีถึง 75 คนที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนในคดีโกงเลือก สว. 2567 สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับโอกาสนี้ ก็เนื่องมาจากเขาและสว.จำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มก้อนเสียงข้างมาก 141 คนที่แพ็คกันแน่นครองเสียงร้อยละ 75 ของวุฒิสภา