ก.ล.ต.-ตลท.-FETCO เดินเกม “Task Force” ฟื้นเสน่ห์ “ตลาดทุนไทย”
4 หน่วยงานรัฐ-เอกชน คิ๊กออฟ “Task Force” มาตรการปฏิรูปตลาดทุน ดัน 4 มาตรการ Quality Demand – Attractive Supply – Trusted Market – Supportive Ecosystem ปลุกความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน เร่งคลอด "ISA" กระดุมเม็ดแรก ปั้น Quality Supply/Demand ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าตลาดหุ้นไทย มุ่งเป้าใช้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
กรุงเทพฯ - 6 ตุลาคม 2568 – ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วย นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท., ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ FETCO และ ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สศค. แถลงข่าวเปิดตัว "ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย" ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ Task Force เพื่อยกระดับและปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนไทยอย่างเป็นระบบ
ทั้งในด้าน Quality Supply (คุณภาพของบริษัทและผลิตภัณฑ์), Quality Demand (คุณภาพของนักลงทุนระยะยาว) และ Market Conduct (ความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล) เพื่อขับเคลื่อนให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ประเทศกำลังเผชิญ
ก.ล.ต. ชี้ความท้าทายและผลักดัน "การระดมทุนระยะยาว"
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงการทำงานของ "Task Force" ว่า มีเป้าหมายชัดเจนในการแก้ไขโครงสร้างตลาดทุน โดยระบุว่า ตลาดทุนไทยมีทั้งปัจจัยบวก เช่น มูลค่าตลาดหุ้นเทียบ GDP ที่ดีในสายตาต่างประเทศ และจุดเด่นด้าน "ความหลากหลาย (Diversity) ของผลิตภัณฑ์" รวมถึงบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินการด้าน ESG ในสัดส่วนสูง
อย่างไรก็ตาม ดร.พรอนงค์ชี้ว่าตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ "มูลค่าของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับ GDP ก็มีการปรับลดลง" ทำให้เกิดคำถามว่า "ทำอย่างไรเราจะให้ตลาดทุนไทยมีมูลค่าตลาดเมื่อเทียบกับ GDP ดำรงอยู่ในจุดที่เคยเป็นจุดสูงสุดที่เราเคยผ่านมา" นอกจากนี้ ยังเห็นประเด็นการขาดกลุ่มธุรกิจ New Growth Economy และความจำเป็นในการรักษา (Maintain) อันดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนโลก พร้อมทั้งย้ำว่า "สัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย เป็นตัวเลขที่เราอยากจะส่งเสริมรักษา ซึ่งเป็นเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทย"
ISA: กระดุมเม็ดแรกแห่งการปฏิรูป
เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำถึงหัวใจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพตลาดคือ "การระดมทุนระยะยาวในตลาดหุ้น" ซึ่งจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นและทำให้ตลาดไม่มีความผันผวน (Volatility) สูง โดยชูมาตรการใหม่ที่ผ่านความร่วมมือของ Task Force คือ Individual Services Account (ISA) หรือบัญชีเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล
"สิ่งที่เราจะไปต่อ เป็นความร่วมมือร่วมกัน และเชื่อว่าเสียงของภาคเอกชนผ่านมาตรการเหล่านี้ดังไปถึงรัฐบาลใหม่… ว่ามันน่าจะตอบโจทย์ 'Win-Win' ที่ยิ่งทำประชาชนคนไทยน่าจะได้ Well-Being (คุณภาพชีวิตที่ดี)"
ดร.พรอนงค์ เปิดเผยว่า "กระดุมเม็ดแรก คือ Individual Services Account (ISA) ซึ่งจะเร่งขึ้นมากกว่าในแผนเดิม" โดยเดิมคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในปลายปี 2569 แต่ปัจจุบันด้วยความร่วมมือที่เร่งรัด ทำให้เชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนในการดำเนินงานของ ISA เป็น Project แรก
เสริมความเชื่อมั่นด้วย Market Conduct และเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดี Task Force ยังมุ่งสริมสร้าง "ความเชื่อมั่น" และ "ธรรมาภิบาล" (Market Conduct) ผ่านมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่องและขยายผล:
- บจ. เข้มแข็ง: ขยายขอบเขตไปยังระบบงานที่เกี่ยวข้องกับ Internal Control (การควบคุมภายใน) เช่น ผู้ตรวจสอบภายในและกรรมการอิสระ
- Gatekeeper: ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับผู้ทำหน้าที่คัดกรอง เช่น FA และ Auditor เพื่อช่วยคัดกรองความผิดปกติ
- SupTech และ Enforcement: เน้นการใช้เทคโนโลยี (SupTech) ที่มาจาก Data ต้องดี เพื่อให้การลงโทษ (Enforcement) ให้มันเร็วขึ้น และทำให้ผู้กระทำผิดได้รับผลอย่างมีประสิทธิผล
- Market Structure และ Quick Win: ปรับปรุงโครงสร้างตลาดเพื่อตอบโจทย์ผู้เล่นรายเล็กรายน้อย และการแก้ไขอุปสรรคสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะปัญหาการใช้เอกสารกระดาษในการประชุมผู้ถือหุ้น โดยมุ่งให้เกิด "Quick Win" ผ่านการแก้ไขแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ที่ไม่จำเป็น
ตลท. มุ่งปั้น Quality Supply ดึงดูด New Growth Economy
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์ประกอบหลักของการผลักดันตลาดทุนต้องอาศัย "ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน" โดยเน้นไปที่การพัฒนา Demand, Supply และ Transparency (ความโปร่งใส)
ในส่วนของ Supply นายอัสสเดชระบุว่า สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เน้นคือ Quick Wins โดยจะทำสิ่งที่ "มีอยู่แล้วทำอย่างไรให้ดีขึ้น" เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ
ขยายฐาน ESG และดึง Unicorn
นายอัสสเดชรายงานความคืบหน้าเรื่อง ESG ว่า มี 61 บริษัท ที่เข้าร่วมโครงการเป็นทางการแล้ว แต่ยังเรียกร้องให้ "บริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาร่วมด้วยอยู่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้เราในการผลักดันเสน่ห์ของตลาดทุนไทย"
ประเด็นสำคัญที่ Task Force ต้องเร่งดำเนินการคือการแก้ไขความท้าทายด้าน Supply
"ณ วันนี้หนึ่งในเสน่ห์ของตลาดทุนเราที่หายไปก็คือ 'Old Economy' หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดทุนบทบาทสำคัญก็คือทำอย่างไรให้ดึงดูด New Growth , Unicorn หรือธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีเสน่ห์กว่าปัจจุบันเข้ามาได้อย่างไร"
สู่ Hub ภูมิภาคและการดูแล Supply Chain
นายอัสสเดชย้ำว่า ไทยมีศักยภาพที่น่าอิจฉาของตลาดเพื่อนบ้าน และต้องดึงศักยภาพนี้ให้เป็น "Hub (ศูนย์กลาง) ของภูมิภาค" พร้อมทั้งขยายบทบาทของตลาดทุนไปสู่การยกระดับธุรกิจให้แข่งขันได้ โดยเฉพาะประเด็น ESG ที่ครอบคลุม:
"นี่ไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียนของเราอย่างเดียว แต่ซัพพลายเชน (Supply Chain) ในอนาคตของทุกธุรกิจจะมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นบทบาทของตลาดทุนไม่ใช่แค่เพื่อมีการลงทุนซื้อขายหุ้นอย่างเดียว แต่เราต้องรองรับและเป็นศูนย์กลางให้ยกระดับธุรกิจที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สูงขึ้น ให้แข่งขันได้ด้วย"
FETCO เน้น "ภาพที่ตรงกัน" และปฏิรูปการออมครั้งใหญ่
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ผู้ร่วมก่อตั้ง Task Force กล่าวว่า Task Force มีความสำคัญมากเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคือทุกคนต้องมีภาพที่ตรงกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนตลาดหุ้นไทยในระยะยาว โดยเน้นเรื่อง "Quality" (คุณภาพ) แทน Quantity (ปริมาณ) โดยมีเป้าหมายคือการหา New Sector เพื่อเพิ่มเสน่ห์ในด้าน Quality Supply และที่สำคัญคือการสร้าง "Quality Demand" (ความต้องการซื้อที่มีคุณภาพ) โดยผลักดัน 2 มาตรการใหญ่ ที่เป็นหัวใจของการสร้างนักลงทุนระยะยาวในตลาดได้แก่
1. ปฏิรูปการออมครั้งใหญ่ด้วย Individual Services Account (ISA)
ดร.กอบศักดิ์ เน้นย้ำว่ามาตรการ Individual Services Account (ISA) หรือบัญชีเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล "นี่จะเป็นการปฏิรูปการออมครั้งใหญ่ของประเทศไทย" เพื่อแก้ไขความกังวลในการเข้าสู่ Aging Society (สังคมสูงวัย) และปัญหาเงินออมไม่เพียงพอสำหรับประชาชน
- รวมทุกรูปแบบ: ที่ผ่านมา แม้จะมีการสนับสนุนการออมผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น RMF (Retirement Mutual Fund) และ LTF (Long Term Equity Fund) แต่ยังไม่เคยมีการนำทุกอย่างมาไว้ในกรอบเดียวกันทั้งหมด
- โครงสร้าง 3 เสาหลัก (3 Pillars): ISA จะถูกออกแบบให้มีโครงสร้างหลักที่สำคัญในเรื่องของการออม ประกอบด้วย
- การออมเพื่อการเกษียณ (ต่อยอดจากโครงการ RMF เดิม)
- การออม/การลงทุนทั่วไป (เช่น พวกที่เกี่ยวกับ ESG หรือสินค้าอื่น ๆ)
- การออมเพื่อผู้เยาว์ (สำหรับการศึกษาบุตรหลาน)
- ผลลัพธ์: FETCO มั่นใจว่า "ถ้าเราทำเรื่องของบัญชีลักษณะนี้ได้ ก็จะสามารถทำให้เกิดพลังในการสร้าง Quality Demand" โดยขณะนี้มีภาพรวมที่ค่อนข้างชัดเจนและเตรียมหารือรายละเอียดเรื่องกฎหมายและสิทธิประโยชน์กับกระทรวงการคลังต่อไป
2. เพิ่มสัดส่วนการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนสถาบัน
มาตรการที่สองมุ่งเน้นที่นักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของตลาดทุนระยะยาว
- หัวใจแห่งความยั่งยืน: "นักลงทุนระยะสั้นก็ดี แต่นักลงทุนระยะยาวนี่คือหัวใจที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของตัวตลาดทุนระยะยาว"
- กลุ่มเป้าหมาย: มุ่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนระยะยาวของกลุ่ม PVD (Provident Fund), Pension Fund (กองทุนบำเหน็จบำนาญ) และบริษัทประกันต่าง ๆ
- การแก้เกณฑ์: จะดำเนินการแก้เกณฑ์บางอย่างที่ช่วยลดน้ำหนักความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทประกันสามารถลงทุนในกองทุนเหล่านี้ได้ดีขึ้น และมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น
- ขยายฐาน: นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการดึงเงินลงทุนจากกลุ่มมูลนิธิ และสมาคมต่าง ๆ ซึ่งมีเงินพร้อมที่จะลงทุนในตลาดทุนไทย เพื่อร่วมกันสร้าง Quality Demand ในตลาดให้มากขึ้น
มาตรการทั้งสองด้านนี้จะถูกผลักดันควบคู่ไปกับโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น Thai ESG, กองทุนวายุภักษ์, Real Estate Investment Trust (REIT) และ Inverse ETF ที่ทำไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา
สศค. ยืนยันความสอดคล้องนโยบายรัฐ
ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนที่นำเสนอโดย ก.ล.ต., ตลท., และ FETCO ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสริมสร้างศักยภาพให้ตลาดทุนไทยมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวโดย
- แหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ: เมื่อตลาดทุนสามารถดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้ามาระดมทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาด ทำให้ตลาดทุนไทยมีประสิทธิภาพในการเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป
- สร้างภาพลักษณ์สากล: ท่ามกลางการแข่งขันในเวทีโลก ตลาดทุนที่มีศักยภาพและมีระบบการบริหารจัดการที่ดี "ย่อมจะดึงดูดนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามา และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ"
ดร.วโรทัยกล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ "มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล" ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ, การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ, และการยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชน โดย
1. ส่งเสริมเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy)
- เป้าหมาย: รัฐบาลต้องการส่งเสริมตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ Unicorns เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการเติบโตของประเทศ
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: การนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรม, เพิ่มการจ้างงานที่มีทักษะสูง และเสริมสร้างรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง โดยคาดหวังว่าการดึงกิจการที่มีคุณภาพเข้ามาระดมทุนจะทำให้ตลาดทุนเป็นที่น่าสนใจและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
2. ฟื้นฟูความเชื่อมั่น
- ความท้าทายในอดีต: การฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน หลังจากเผชิญกับอุปสรรคในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
- แนวทางแก้ปัญหา: หน่วยงานกำกับดูแลดำเนินการผ่านการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล, ความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน, และการเชื่อมโยงกับหลักการด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล
3. เพิ่มศักยภาพทางการเงินประชาชน
- ประโยชน์ต่อประชาชน: สนับสนุนการออมและการวางแผนการลงทุนในระยะยาวของประชาชน ทั้งในรูปแบบการลงทุนส่วนบุคคลและการลงทุนผ่านนักลงทุนสถาบัน
- เป้าหมาย: มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน เสริมสร้างวินัยการออมและการลงทุน เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพทางการเงินที่สามารถพึ่งพาตนเองได้
คือ การเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ, การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ, และการยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชน สศค. มีความคาดหวังว่าการส่งเสริมตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ Unicorns จะช่วยสร้างนวัตกรรมและรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ผ่านการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล และ ESG รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแล
"อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของการสนับสนุนการออมและการวางแผนการลงทุนในระยะยาวของประชาชน"
มาตรการทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับที่ 4 (ปี 2565–2570) และถือเป็นทั้งมาตรการในระยะสั้นและเป็นการส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว