มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ กว่า 40 ปี...เป็นรูปเป็นร่างพร้อม ‘แจ้งเกิด’
กว่า 4 ทศวรรษที่โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้า “ภูกระดึง” จ.เลย ถูกหยิมาถกกันถึงผลดี-ผลเสีย และความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่
ด้วยเหตุผลว่า “กระเช้าไฟฟ้า” จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่มีข้อสรุป
มหากาพย์กว่า 4 ทศวรรษ
หากจำกันได้ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ได้เสนอโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบขนส่งขึ้นภูกระดึง โดยใช้ยานพาหนะเดินทางด้วยสายเคเบิลตั้งแต่ปี 2525
แค่เปิดตัว “กรมป่าไม้” ก็ทำหนังสือด่วนคัดค้านโครงการ เพราะห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้นคณะกรรมการอุทยานฯ ได้ให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบ โดยคณะกรรมการอุทยานฯ เห็นชอบและให้บริษัทเอกชนเสนอโครงการก่อสร้างปี 2529 แต่กรมป่าไม้ก็สั่งระงับโครงการอีกครั้งในปี 2532
ความพยายามในการขับเคลื่อนแผนสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และก็ถูกคัดค้านมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะจากกลุ่มนักอนุรักษ์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
กระทั่งปี 2555 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงอีกครั้ง
โดย อพท.เสนอ และให้ ทส.รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน และเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและธรรมชาติน้อยที่สุด
ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 4 ธ.ค. 2566 ได้มีมติมอบหมายสำนักงบประมาณ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณางบประมาณเป็นค่าจ้างออกแบบโครงการ เพื่อประกอบการขอ EIA จำนวน 28 ล้านบาท และล่าสุดสำนักงบประมาณมีหนังสือแจ้งให้ อพท.ทบทวนรายละเอียดประกอบการขอรับจัดสรรงบประมาณของโครงการให้ครอบคลุมทุกมิติและเป็นปัจจุบัน (Design and Build) ในช่วงกลางปี 2567 ที่ผ่านมา
ล่าสุดกำลังออกแบบก่อสร้าง
โครงการดังกล่าวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อ “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้าง พร้อมรับฟังความคิดเห็นและความต้องการจากประชาชนในพื้นที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
และมีประชุมร่วมระหว่างกรมอุทยานฯ และ อพท. เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมอุทยานฯ และ อพท. ตลอดจนประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568
โดยจัดทำและเสนอบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จำนวน 2 ฉบับคือ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเพื่อการส่งเสริม การสนับสนุน และการประสานงานในการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง และตั้งคณะทำงานร่วมประสานงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง
“ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร” ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. บอกว่าปัจจุบันกองนิติการ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว และรอเสนอให้อธิบดีกรมอุทยานฯเห็นชอบ MOU ทั้ง 2 ฉบับ คาดว่าจะจัดพิธีลงนามในเดือนตุลาคม 2568 นี้
ส่วนการออกแบบก่อสร้างนั้น ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริษัท เทสโก้ จำกัด ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม 2568 สิ้นสุด 27 มิถุนายน 2569
อพท.เดินหน้าเต็มที่
“ศิริปกรณ์” ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับแผนการก่อสร้างมีทั้งหมด 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.การจ้างออกแบบก่อสร้าง (ลงนามในสัญญาจ้างเรียบร้อยแล้ว) 2.ขยายเวลาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน และ EIA และขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อออกแบบในเขตอุทยานฯ 3.จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการออกแบบ 4.ยื่นเสนอรายงาน EIA
5.เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อก่อสร้างและผ่อนผันการก่อสร้างในเขตลุ่มน้ำชั้น 1A 6.ของบฯกลางเพื่อก่อสร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 7.ขั้นตอนการก่อสร้าง และ 8.ก่อสร้างประมาณ 12 เดือน (ธ.ค. 69-พ.ย. 70)
“ถ้าไม่มีเหตุอะไรคาดว่าจะสามารถปักลงเสาแรกได้ในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งใจจะก่อสร้างกระเช้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อรองรับเทศกาลท่องเที่ยวภูกระดึง หรืออย่างช้าคือต้นปี 2571”
โดยแนวเส้นทางและตำแหน่งที่ตั้งของสถานีกระเช้าไฟฟ้านั้นมีความยาว (ทางราบ) ประมาณ 4.40 กิโลเมตร สถานีต้นทางจะตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 3.50 กิโลเมตร ใกล้กับบ้านห้วยเดื่อ
ส่วนสถานีปลายทางตั้งอยู่ระหว่างผาหมากดูก และห่างจากบริเวณหลังแปไปทางทิศตะวันตกประมาณ 600 เมตร
ลุ้นปักเสาต้นแรกปลายปี’69
โดยมีเป้าหมาย 3 ส่วนหลักคือ เป้าหมายเชิงอนุรักษ์ เป้าหมายทางการท่องเที่ยว และเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายเชิงอนุรักษ์นั้น จะช่วยจัดการและสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมของภูกระดึง โดยเฉพาะการลำเลียงขยะและของเสียเพื่อนำลงมาจัดการได้อย่างสะดวก ช่วยเสริมขีดความสามารถในการบริหารของอุทยานฯ
และอำนวยความสะดวกในกรณีฉุกเฉิน เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้มีอาการฉุกเฉินอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า นักท่องเที่ยว รวมถึงสัตว์ป่าที่เจ็บป่วยด้วย
ส่วนเป้าหมายทางการท่องเที่ยว มองว่าโดยโครงการดังกล่าวจะทำให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงภูกระดึงอย่างเท่าเทียม ตามหลักการการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ผู้พิการ เด็กเล็ก ฯลฯ
ลดจำนวนการพักค้างแรมบนภูกระดึง โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาไป-กลับภายใน 1 วัน เป็นการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาขยะ นักท่องเที่ยวสามารถเพิ่มความถี่ในการท่องเที่ยว รวมทั้งสามารถในการจัดการ Carrying Capacity สามารถกำหนดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะอนุญาตให้ขึ้นภูกระดึงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม
สำหรับเป้าหมายในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น จะทำให้เพิ่มพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้คนในท้องถิ่น จากการที่จะได้โอกาสในการต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ และเกิดบริการด้านต่าง ๆ ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านนวดแผนไทย ฯลฯ
และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดและเชื่อมโยง Market Development สร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในพื้นที่พิเศษเลย ซึ่งรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา
เช่น โครงการสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติที่อำเภอหนองหิน การพัฒนาเชียงคานภายใต้มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวโลก รวมถึงเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในบริเวณจังหวัดเลียบน้ำ การท่องเที่ยวกับ สปป.ลาว เพื่อใช้ประโยชน์จากรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road
ส่วนจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ต้องลุ้นให้สามารถปักเสาต้นแรกในช่วงปลายปี 2569 นี้ให้ได้ก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ กว่า 40 ปี…เป็นรูปเป็นร่างพร้อม ‘แจ้งเกิด’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net