โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสียงจากอาจารย์มหา’ลัยชายแดน: เมื่อเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กำลังส่งผลให้นักศึกษากัมพูชาต้องขาดเรียน-เดินทางกลับบ้านเกิด

The MATTER

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 11.06 น. • Brief

จากกรณีนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมในโรงเรียนและเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต นำสู่การพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตและ ‘การศึกษา’ ของผู้อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งเดินทางจากกัมพูชามาหาความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองในสถาบันการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้าน

แต่เมื่อเกิดเหตุความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ นักศึกษากลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้พวกเขาจำเป็นต้อง ‘พักการศึกษา’ จนกว่าเหตุการณ์จะสงบลง

อาจารย์ผู้สอนประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่มีพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา เล่าว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศช่วงกลางเดือนที่แล้ว ไม่เพียงแค่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหยุดเรียน, ปรับการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ แต่มีการปรับเวลาสอบกลางภาคให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทว่า นักศึกษาชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขอลากลับบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัย อาจารย์จึงประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการหยุดพักการศึกษาในปีการศึกษานี้และรักษาสภาพนักศึกษาไว้

“นักศึกษาชาวกัมพูชากลับบ้านไปก่อนสอบกลางภาค เราช่วยประสานให้พักการศึกษา เพราะกลัวเขากลับมาไม่ทัน และไม่ได้เข้าเรียน แล้วเกรงว่าจะมีปัญหาตอนเรียนและสอบในภายหลัง ถ้าเหตุการณ์สงบเขาจะได้กลับมาเรียนในปีการศึกษาหน้า” อาจารย์ กล่าว

ทั้งนี้ อาจารย์มองว่านักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยติดกับชายแดนไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารการเดินทางระหว่างประเทศ เนื่องจากนักศึกษาจะมีเอกสารวีซ่านักเรียน (Student Visa) ซึ่งเป็นการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย หากมีการต่ออายุวีซ่าหรือพาสปอร์ตตามเวลาที่กำหนดก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ทำไมชาวกัมพูชาถึงเข้ามาเรียนในประเทศไทย

“ผมคิดว่านี่เป็นหนึ่งในมุมมองของชาวกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย คือ ความคุ้นเคยในวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ สินค้าผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีจากประเทศไทย…” อาจารย์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีทุนการศึกษาจากหลายหน่วยงานที่ได้มอบให้นักศึกษากัมพูชามาเรียนในประเทศไทย เช่น เกษตรกรรม ธุรกิจ และเทคโนโลยี

โดยอาจารย์มองว่า การให้การศึกษากับเด็กและเยาวชนทั้งกับคนไทยเองหรือประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนส่งผลดีต่อประเทศไทยทั้งนั้น เนื่องจากหากมีการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้พวกเขาสามารถเติบโตมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีช่องทางการทำมาหากิน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาทางสังคม รวมถึงความขัดแย้งในพื้นที่ได้ดี

เหล่านี้เป็นหนึ่งในหลักการทูตทางวัฒนธรรม (Soft Diplomacy) ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือทางวัฒนธรรม เช่น การศึกษา ศิลปะ และภาษา เพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ สร้างความสัมพันธ์อันดี และแก้ไขความขัดแย้งได้

ยินดีสอนและให้ความรู้กับผู้เรียนทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ

แม้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจะมีทั้งช่วงที่ดูเหมือนเงียบสงบและช่วงที่ปะทุขึ้นตามสถานการณ์ แต่อาจารย์เล่าว่า ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนต่างคุ้นชินกับการอยู่ร่วมกันด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ

“ในฐานะอาจารย์ ผมยินดีสอนนักศึกษาทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ” อาจารย์ กล่าว

**การพูดคุยกับอาจารย์ช่วยสะท้อนวิถีชีวิตของผู้อาศัยอยู่บริเวณชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างดี ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความเข้าใจในความหลากหลายของเชื้อชาติและถิ่นกำเนิด

เหตุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บและความเสียหายทั้งในเชิงกายภาพและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีประเด็นความเสียหายที่มองไม่เห็นและอาจส่งผลต่อสังคมในระยะยาว คือ ‘การศึกษา’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน

เมื่อการศึกษาต้องหยุดชะงักลงเพราะความขัดแย้งที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใด นั่นหมายถึงโอกาสและอนาคตของคนจำนวนมากได้ถูกพรากไปอย่างน่าเสียดาย**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...