โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โต้กันเดือด! เม พรีมายา VS คลินิก คืนเดียวเกิดอะไรขึ้นบ้าง

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 03.40 น. • The Bangkok Insight

โต้กันเดือด! เม พรีมายา VS คลินิก คืนเดียวเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้าน Dermatige แถลงโต้ข้อมูลเท็จ ยันอีกฝ่ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโซเชียลอย่างมาก หลังจากที่ เม พรีมายา เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมชื่อดัง ออกมาโพสต์อ้างว่าถูกคนสนิทที่เคยไว้ใจหักหลัง หลังฝากหุ้นธุรกิจไว้ในชื่ออีกฝ่าย จนถูกฮุบกิจการที่สร้างมากับมือ โดยทางด้านของคลินิก ก็ได้ออกมาโต้กลับ เม พรีมายา แล้ว

เม พรีมายา

โต้กันเดือด! เม พรีมายา VS คลินิก คืนเดียวเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ล่าสุด (22 ก.ย.) เม พรีมายา ได้ออกมาโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Phitnari Tantiwit โดยระบุเรื่องราวว่า “คลินิกที่ทุกคนเห็นสองชื่อ จริง ๆ แล้วคือคลินิกเดียวกัน เป็นบริษัทที่เมเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แต่มีการเปลี่ยนชื่อและรีแบรนด์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดและให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ด้วยดี (อันเนื่องมากจาก crisis ของเมในตอนนั้น) โดยยังเป็นบริษัทเดิม

หลังจากรีแบรนด์ในช่วงปีที่ผ่านมา เม ในฐานะผู้ถือหุ้น ได้พยายามขอตรวจสอบเอกสารทางบัญชีและการเงินของบริษัทตามสิทธิ์ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือ ทำให้เมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทที่ตนเองร่วมสร้างขึ้นมาได้ เมื่อเมแจ้งความประสงค์ขอกลับเข้าถือหุ้นตามเดิม กลับได้รับข้อเสนอเงื่อนไขดังนี้

  • ต้องให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน โดยไม่สามารถออกหน้าได้
  • หากบริหารต่อ จะได้หุ้นคืน 25% เฉพาะสาขาเดิม แต่ไม่สามารถออกหน้าได้ และไม่นับรวมสาขาใหม่ในอนาคต
  • หากไม่บริหารต่อ สัดส่วนหุ้นจะเหลือเพียง 12.52% โดยได้ทุกสาขา แต่ไม่สามารถออกหน้าได้

จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้สิทธิในการถือหุ้นของเมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่เมในฐานะผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมก่อตั้ง กำลังขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของบริษัท

สิ่งที่เล่ามานี้เป็นเพียงมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวของเม ซึ่งอยู่ระหว่างการขอความชัดเจนทางกฎหมายและข้อเท็จจริง เม เพียงอยากบอกเล่าเรื่องราวในมุมของเม และตั้งคำถามถึงหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการทำธุรกิจร่วมกับพาร์ทเนอร์ ว่าควรเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาถึงผู้หญิงคนนี้ นี่จะเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ ในการเติบโตของเมที่จะไม่มีวันลืมเลยค่ะ (รายละเอียดเพิ่มเติม เมขอแปะไว้ในคอมเมนต์)”

โดยเธอยังระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2567 จนถึงปัจจุบัน บัญชีผู้ใช้งานของเม และผู้ที่ให้ถือหุ้นแทนเม ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มสื่อสารสำคัญของบริษัทได้อีกต่อไป เช่น กลุ่มบริษัท, กลุ่มบัญชี , การเงินต่าง ๆ

หากใครมีหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโอนที่ไม่ใช่บริษัท DMT สามารถส่งให้เมย์เพิ่มเติมได้ เพราะที่ผ่านมาเมไม่รู้เลยว่าระหว่างดำเนินกิจการเงินถูกกระจายไปที่ไหนบ้าง

เดือนนึง รายได้มากถึง 40-45 ล้าน (ตัวเลขที่เมเห็นล่าสุด) ก่อนที่จะถูกเตะออกจากทุกกลุ่ม ทุกช่องทาง #สิงหาถ้าจำไม่ผิดก็เกือบ 50 ล้าน และ ไม่รวมสาขาที่เพิ่มมาอีกหลายสาขา ตอนนี้เมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบริษัที่สร้างมา

สิ่งที่บาดลึกและทรมานยิ่งกว่าคือ การถูกทำให้ “ไร้เสียง” ในงานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหน้าที่ของเรา จากที่เคยเป็นคนลงแรงทุกขั้นตอน กลับถูกตัดสิทธิ์ ไม่ให้มีตัวตน ไม่ให้มีส่วนร่วม เมยอมจำนน… ไม่ใช่เพราะอยากยอม แต่เพราะไม่อยากให้ธุรกิจที่เราสร้างมาเสียหายไปมากกว่านี้ ทั้งยังรู้ดีว่าตอนนั้นชื่อเสียงของเรากำลังถูกมองในแง่ร้าย

เมเชื่อเขาทุกคำ ปล่อยให้เขาชี้ทางทุกอย่าง ความไว้ใจที่เราและเขาร่วมสร้างกันมาตั้งแต่ศูนย์… คงจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเราในวันหนึ่ง ไม่คิดเลยจริง ๆ ค่ะ ว่าตัวเองจะได้นับบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่นี้ มันแตกสลายไปหมด

ขอให้เรื่องราวเลวร้ายครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ตั้งแต่เมเจอ crisis ยอมรับว่า เครียดมากมาก ๆ ไม่ว่าจะกับปัญหา และทำให้เพื่อนๆและหุ้นส่วนไม่สบายใจ กลัวจะกระทบต่อธุรกิจ เมจึงยอมฝากหุ้นไว้กับหุ้นส่วนทุกคนตามที่ทุกคนขอเพื่อความสบายใจและผลประโยชน์ของบริษัท ตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่ารู้สึกแย่มาก ๆ ที่ดูเป็นตัวปัญหา ถูกรังเกียจและรู้สึกเสียใจมากเช่นกันที่ต้องฟังคำเหล่านี้จากคนที่เรารักและไว้ใจ มันเจ็บทุกคำพูดที่ให้เราลบรูปที่ถ่ายด้วยกัน ไม่ลงสื่อด้วยกัน ในวันที่เกิดปัญหารู้สึกไม่เหลือใครจริง ๆ

ตั้งแต่วันที่เมตอบตกลงเซ็นโอนหุ้น จำได้เลยว่าเราร้องไห้ไปด้วยแล้วคุยไปด้วย เพราะมันคือธุรกิจที่เรารักจริงๆ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นให้เมเลือก ทุกอย่างมันรีบ ๆไปหมดเลนไม่ได้คิดให้ถี่ถ้สน แต่วันนั้นด้วยความไว้ใจที่เริ่มด้วยกันมาตั้งแต่ศูนย์ก็คิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาในอนาคต และสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกลับเกิดขึ้นจริง ๆ ..”

ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมา เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ ออกแถลงการณ์การโต้กลับ เม พรีมายา อย่างเป็นทางการผ่านเฟซบุ๊กDermatige Aesthetics ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางโซเชียลมีเดีย คลินิกฯจึงขอออกแถลงการณ์ ณ วันที่ 22 ก.ย. 2568 (พร้อมแนบแถลงการณ์ฉบับลายลักษณ์อักษรตามที่ปรากฏนี้)

แถลงการณ์ชี้แจงความจริง

จากกรณีพาดพิงทางสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของบุคคล (อินฟลูเลนเซอร์ท่านหนึ่ง) ซึ่งสร้างผลกระทบให้เกิดความเข้าใจผิดบิดเบือนความจริงทำให้ทางแบรนด์คลินิก Dermatige Aesthetics (เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์) เสียหายโดยอยู่ระหว่างดำเนินคดีอาญาและอื่น ๆ ซึ่งศาลฯมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีมีมูลไปแล้ว 1 คดีจากการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายก่อนนี้แต่กลับให้ข้อมูลเท็จบิดเบือนทำให้แบรนด์คลินิกตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและบริษัทฯ เดือดร้อนเสียหายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายมุ่งหมายหาประโยชน์มิชอบจากการกระทำดังกล่าว

จึงขอออกแถลงการณ์เพื่อยืนยันปฏิเสธข้อมูลเท็จดังกล่าวทั้งสิ้นพร้อมขอชี้แจงความบริสุทธิ์ในครั้งนี้เนื่องจากช่วงปี 2566 ขณะยังเป็นแบรนด์คลินิกเดิมนั้นบุคคลดังกล่าวซึ่งร่วมก่อตั้งนั้นเกิดปัญหาจากปัญหาส่วนของตัวบุคคลดังกล่าวเองจนเป็นข่าวเสียหายของบุคคลนั้น (ซึ่งสามารถตรวจสอบข่าวได้ตามที่ปรากฎทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ)

จากเหตุดังกล่าวมีผู้คนต่าง ๆ เข้าใจผิดทำให้ยอดขายตกลูกค้าไม่มาใช้บริการเนื่องจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงดังกล่าวของบุคคลดังกล่าวซึ่งส่งผลชัดเจนในสาขาที่เกิดขึ้นทำให้ยอดตกต่ำรายได้หดหายเงินไม่พอกับค่าใช้ต่าง ๆ จนสุดท้ายต้องปิดกิจการสาขาบางสาขา ต่อมาบุคคลดังกล่าวจึงเสนอขายหุ้นให้ทั้งหมดผู้ถือหุ้นที่เหลือพร้อมทั้งลาออกจากการเป็นกรรมการในขณะประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นนั้นซึ่งขณะนั้นบริษัทฯ และกิจการไม่ได้มีผลประกอบการที่ดีนักตลอดจนเกิดสภาวะปัญหาต่าง ๆ ตามที่เรียนข้างต้น จึงยุติกิจการ พริมยา คลินิก แบรนด์คลินิกเดิม (ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากทางหน่วยงานราชการต่างๆ)

โดยผู้ถือหุ้นและกรรมการเดิมที่ซื้อหุ้นจากบุคคลนั้นแล้วจึงรีบเข้าแก้วิกฤตปัญหาก่อตั้งสร้างแบรนด์ใหม่ในนามแบรนด์คลินิก Dermatige Aesthetics (เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์) จนถึงปัจจุบันและมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกิจการเครือร่วมพันธมิตรธุรกิจดูแลแบรนด์ดังกล่าวร่วมกันเพื่อดูแลลูกค้าในแต่ละสาขาโดยไม่มีบุคคลดังกล่าวร่วมก่อตั้งหรือแก้ไขเผชิญวิกฤตปัญหาตลอดจนไม่ได้ร่วมบริหารแต่อย่างใด นอกจากนี้บุคคลดังกล่าวได้พยายามกระทำการให้ทางแบรนด์คลินิกรวมถึงผู้เกี่ยวข้องตลอดจนทีมบริหารเดือดร้อนเสียหายหลายครั้งรวมถึงแจ้งเท็จต่อพนักงานสอบสวนซึ่งได้มีการเข้าชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานแล้ว ตลอดจนต่อมาถูกกระทำการต่าง ๆ หลายครั้งให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก จนไม่อาจวางเฉยได้จึงฟ้องคดีต่อศาลตามที่แถลงการณ์ข้างต้น

และได้รับความเมตตาสถิตซึ่งความยุติธรรมในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีคำสั่งประทับรับฟ้องขณะนี้มีผลออกมาแล้ว 1 คดีให้มีคำสั่งประทับรับฟ้อง (เนื่องจากที่เป็นคดีความระหว่างกันในขณะนี้จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดได้เนื่องจากจะเป็นการก้าวล่วงฯและไม่เหมาะสมเนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมในหลาย ๆ คดี)

ดังนี้ จึงขอแถลงการณ์เพื่อชี้แจงป้องกันความเสียหายซึ่งอาจเกิดขึ้นลุกลามจากความเท็จที่บิดเบือนทั้งสิ้นรวมถึงหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ที่บุคคลดังกล่าวนำสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ อีกทั้งหลักฐานที่อ้างว่าเป็นเอกสารคลินิกก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้นและแตกต่างกับเอกสารฉบับจริงรวมถึงที่นำส่งศาลในการสืบพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอย่างเป็นพิรุธทางคลินิกขอยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลินิกแต่อย่างใด และเหตุที่ออกแถลงการณ์เบื้องต้นนี้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์พร้อมย้ำเตือนไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

ในการนี้ขอสงวนสิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายต่อความเสียหายอันพึงมีทั้งสิ้นทั้งปวงและขอความเห็นใจอย่าฟังความข้างเดียว (พร้อมทั้งข้อมูลตรวจสอบที่อ้างถึงตามแถลงการณ์นี้นั้นประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ต่างกับที่ปรากฏอ้างฝ่ายเดียวที่อยู่ในโชเชียลขณะนี้) ทางคลินิกฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความเข้าใจในมุมมองของทุกฝ่ายและรับข้อมูลอย่างมีสติเพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่ประสงค์ดี พร้อมขอฝากข้อคิดที่ยึดถือมั่นของคลินิกต่อเหตุการณ์นี้ในเรื่องความจริงคือ “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ”

ต่อมา เม พรีมายา ก็ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวจากคลินิก และ เม พรีมายา ก็ได้เขียนอธิบายในส่วนของตัวเองอีกครั้งว่า “ความจริงเป็นสัจจะ และคงทนตลอดไปค่ะ เมย์ ได้เป็นหุ้นส่วนในการก่อตั้งบริษัท พริมยา คลินิก จำกัดซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ดีเอ็มที เมดิคอล จำกัด ร่วมกันกับ หมอกลาง , หมอต่อ และยาย่า ในอัตราส่วนผู้ถือหุ้น หมอกลาง 10% หมอต่อ 30% ยาย่า 30% เมย์ 30% รวม 4 คน

โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากได้ผลประโยชน์จากการประกอบคลินิกเสริมความงามจะนำเงินส่วนแบ่งมาแบ่งปันตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น โดยบริษัทฯ ดังกล่าว มีเมย์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท พริมยา คลินิก จำกัด โดยใช้บ้านของเมย์ เป็นที่ทำการสำนักงานใหญ่ของบริษัทเรื่อยมา โดยระยะแรกบริษัทมีผลกำไรและได้นำผลกำไรมาแบ่งกันเฉลี่ย 2-3 เดือนจะได้ส่วนแบ่งแต่ละคนประมาณ 2-3 ล้านบาทตลอดมา ได้เพิ่มหมอกลางเป็นกรรมการและแบ่งหุ้นให้ คนละ5% จึงทำให้บริษัทมีอัตราส่วนผู้ถือหุ้นคนละ 25 %

ต่อมา เมย์มีปัญหาด้วยคดีความ หุ้นส่วนทั้งสามของเมย์ เกรงว่าจะมีผลกระทบกับบริษัทฯหุ้นส่วนทั้งสามของเมย์ จึงได้ให้เมย์ ออกจากการเป็นกรรมการ และออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ส่วนหุ้นของเมย์ ให้กระจายใส่ชื่อหุ้นส่วนทั้งสามด้วยความเชื่อใจเมย์จึงทำตามคำแนะนำของหุ้นส่วนทั้งสามเมย์ ออกจากการเป็นกรรมการ และออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

โดยหุ้นส่วนทั้งสามของเมย์ ได้ทำหนังสือมีข้อความระบุว่า เมย์ขายหุ้นให้กับหุ้นส่วนทั้งสามของเมย์และได้รับเงินค่าขายหุ้นจากหุ้นส่วนทั้งสามไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เมย์ไม่ได้ขายหุ้นของเมย์ให้กับหุ้นส่วนทั้งสามและเมย์ไม่ได้รับเงินค่าขายหุ้นจากหุ้นส่วนทั้งสามแต่อย่างใด แต่หลังจากคดีของเมย์ได้เสร็จสิ้นแล้วเมย์จึงได้แจ้งให้หุ้นส่วนทั้งสามคืนหุ้นของเมย์ที่ฝากไว้กับหุ้นส่วนทั้งสามกลับคืนมาให้เมย์ หุ้นส่วนทั้งสามจึงได้โอนหุ้นกลับคือให้เมย์ แต่เมย์ต้องการให้โอนใส่ชื่อญาติของเมย์แทน หุ้นส่วนทั้งสามจึงได้โอนหุ้นใสชื่อญาติเมย์จนครบจำนวน 25 % เช่นเดิม ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในการจ่ายผลประโยชน์ฯนั้น บริษัทฯโดยบุคคลทั้งสามได้การจ่ายให้กับเมย์ตามปกติเช่นเดิม จนถึงเดือน มิ.ย. 2567

แต่ในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือน ก.ย. 2567 หุ้นส่วนทั้งสามไม่ได้นำผลประโยชน์ฯ มาแบ่งให้กับเมย์ ตามข้อตกลงและตามวิธีที่เคยปฏิบัติต่อกันระหว่างเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

เมย์ ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น และทนายความ กับหุ้นส่วนทั้งสามและทนายความจึงไปร่วมประชุมที่ร้านอาหารเขตวังทองหลาง จำนวน 2-3 ครั้งละมีการประสานงานระหว่างทนายความของทั้งสองฝ่ายอีก 2 ครั้ง โดยในแต่การประชุมทุกครั้งเมย์ และญาติเมย์ ได้สอบถามหุ้นส่วนทั้งสามว่า ทำไมถึงต้องเตะหรือลบเมย์ ออกจากกลุ่มรับรู้รายได้ของบริษัท และเหตุใดถึงไม่มีการนำเงินผลประโยชน์ฯ มาแบ่งให้แก่เมย์ ตามที่เคยตกลงและปฏิบัติต่อกันมา

หุ้นส่วนทั้งสามได้แจ้งในการประชุมทุกครั้งว่าหุ้นส่วนทั้งสามได้นำผลประโยชน์ฯไปใช้ในกิจการของบริษัทใหม่ โดยบริษัทฯใหม่ มีการใช้ชื่อทางการค้า และเครื่องหมายทางการค้าเหมือนกับบริษัทเดิมทุกประการ แต่บริษัทใหม่นี้จะไม่ให้เมย์ ถือหุ้นส่วนจำนวน 25 % ซึ่งเงื่อนไขของหุ้นส่วนทั้งสามเสนอมานั้นเมย์และญาติเมย์ไม่ยอมรับและตกลงด้วยซึ่งจากการประชุมร่วมกันระหว่างเมย์ ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน กับหุ้นส่วนทั้งสาม กรรมการของบริษัทบางคนยอมรับข้อเท็จจริงว่า ได้มีการนำเงินผลประโยชน์ฯ ไปทำการตกแต่งและซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับบริษัทใหม่ ที่หุ้นส่วนทั้งสามได้ไปทำการจดทะเบียนตั้งบริษัทเอาไว้ก่อนหน้านี้แต่หุ้นส่วนทั้งสามจะนำเงินมาคืนให้กับบริษัท เมย์และญาติเมย์จึงมีการพูดถึงเรื่องว่าหากหุ้นส่วนทั้งสาม จะไปเปิดบริษัทใหม่ก็ไม่เป็นไรแต่ให้นำเงินผลประโยชน์ฯ หรือเงินกำไรมาแบ่งกันให้ยุติธรรม ส่วนหุ้นที่เหลือเมย์และญาติเมย์ ยินดีที่จะขายให้กับหุ้นส่วนทั้งสาม หรือจะให้หุ้นส่วนทั้งสามเสนอขายหุ้นมาให้กับเมย์และญาติเมย์ก็ได้ แต่หุ้นส่วนทั้งสามไม่ยอม เพราะหุ้นส่วนทั้งสามต้องการใช้ชื่อและเครื่องหมายทางการค้า ของบริษัทเก่าใช้ประกอบกิจการและทำมาหากินต่อไป

ทางเมย์และญาติเมย์จึงแจ้งว่า เมย์จะเสนอเกี่ยวกับราคาที่จะเสนอขายหุ้นให้กับหุ้นส่วนทั้งสาม แต่ในระหว่างนี้ให้นำเงินผลประโยชน์ฯ ที่เกิดขึ้นในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือน ก.ย. 2567 มาแบ่งให้กับเมย์ ก่อน และให้นำเมย์และญาติเมย์กลับเข้ากลุ่มรับรู้รายได้ทางไลน์ของบริษัทฯเช่นเดิม นอกจากนี้เมย์และญาติเมย์ได้แจ้งต่อหุ้นส่วนทั้งสามว่า เมย์และญาติเมย์ต้องการของบการเงินและบัญชีรายรับรายจ่ายของบริษัทและเอกสารต่าง ๆ ของบริษัทนั้นโดยหุ้นส่วนทั้งสามตกลงรับปากว่าจะให้ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ หุ้นส่วนทั้งสามไม่เคยนำงบการเงินและบัญชีรายรับรายจ่ายของบริษัทและเอกสารต่าง ๆ ของบริษัทมาให้เมย์หรือญาติเมย์เลยนับตั้งแต่วันประชุมจนถึงปัจจุบัน

ณ วันโพสต์ หุ้นส่วนทั้งสามก็ไม่ได้นำเมย์และญาติเมย์ให้เข้ากลุ่มรับรู้รายได้อีกเลย และเมื่อเมย์และญาติเมย์เสนอราคาหุ้นจำนวน 25% ที่ต้องการขายให้กับหุ้นส่วนทั้งสาม ปรากฏว่าหุ้นส่วนทั้งสามก็ได้ให้การปฏิเสธว่า หุ้นส่วนทั้งสามจะไม่ซื้อหุ้นของเมย์และญาติเมย์เช่นเดียวกันและท้าว่า จะทำอะไรก็ทำอยากจะได้ให้ไปฟ้องเอา

จนเมย์ ได้แจ้งให้ญาติเมย์ แจ้งให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแจ้งไปยังบริษัท และหุ้นส่วนทั้งสาม ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทว่า ต้องการเข้าไปตรวจสอบบัญชีของบริษัทและงบการเงินของบริษัท แต่บริษัทฯและหุ้นส่วนทั้งสาม ได้ให้การปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงตลอดมา โดยหุ้นส่วนทั้งสามได้ท้าให้เมย์และญาติเมย์ไปใช้สิทธิ์ทางศาลหรือให้ไปฟ้องเอาเอง โดยอ้างว่าในทางบัญชียังไม่มีการแบ่งผลกำไรกันเลยตั้งแต่ตั้งบริษัทกันมา แต่ไม่ยอมพูดถึงเงินผลประโยชน์ฯที่เคยแบ่งกันมาตลอด เมย์และญาติเมย์เห็นว่า ในการที่ส่วนการแบ่งผลประโยชน์ฯได้มีการแบ่งกันมาโดยตลอด เมย์และญาติเมย์จึงเห็นว่าหุ้นส่วนทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ไม่มีเจตนาที่จะนำเงินผลประโยชน์มาแบ่งให้กับเมย์และญาติเมย์

ญาติเมย์ จึงได้ให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งไปยังบริษัท และหุ้นส่วนทั้งสามว่า จะเข้าไปที่บริษัท เพื่อทำการขอตรวจสอบเอกสารทางบัญชีและงบการเงินของบริษัท เมื่อถึงวันนัดตามหนังสือบอกกล่าวขอตรวจสอบเอกสารทางบัญชีและงบการเงินของบริษัท ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนายร่วมเดินทางไปที่ทำการบริษัท เพื่อทำการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับงบการเงินและบัญชีรายรับรายจ่ายของบริษัท ปรากฏว่าเมื่อเดินทางไปถึงที่ทำการบริษัท ฯ ทางหุ้นส่วนทั้งสาม ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไม่อยู่ คงอยู่แต่ผู้จัดการของสาขาเข้ามาทักทาย

และแจ้งว่าหุ้นส่วนทั้งสามติดธุระไม่อยู่ ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนาย ได้แจ้งให้ผู้จัดการทำการติดต่อไปยังหุ้นส่วนทั้งสาม หรือทนายความซึ่งเคยติดต่อและมีการพูดคุยและมีการเข้าร่วมประชุมกันมาก่อนหน้าวันเกิดเหตุ ให้นำเอกสารหรืองบดุลงบการเงินที่คงมีอยู่และสามารถพอตรวจสอบได้มาให้เมย์และญาติเมย์ ทำการตรวจสอบไปพลางก่อนเพราะเหตุว่าจะต้องใช้เวลาตรวจสอบเอกสารดังกล่าวเป็นเวลาหลายวันจะได้ไม่เป็นการรบกวนบริษัทหลายครั้งต่อมาผู้จัดการของบริษัทได้เชิญญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนาย ขึ้นไปบนชั้น 5 เพื่อไปนั่งรออยู่ที่ห้องประชุมชั้น 5 ของที่ทำการบริษัท ในระหว่างนั้นได้มีแม่บ้านนำน้ำมาเสริฟต้อนรับโดยญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนายนั่งรออยู่ในห้อง รออยู่นาน

ต่อมาประมาณสักครึ่งชั่วโมง ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ๒ นาย แต่งกายในเครื่องแบบได้เดินทางมาที่ทำการบริษัทและมาที่ห้องประชุมชั้น 5 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งกับญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนายว่าได้รับแจ้งว่ามีบุคคลมาทำการบุกรุกที่ทำการของบริษัท ทำลายทรัพย์สินของบริษัท ฯ โดยตำรวจทั้ง 2 นายเดินทางมาเพื่อระงับเหตุและทำการจับกุม หากมีเหตุการณ์บุกรุกตามที่ได้รับแจ้งทางศูนย์วิทยุจริง

ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนาย ได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายว่าวันนี้มาทำการขอตรวจสอบเอกสารตามหนังสือบอกข่าวทวงถามที่มีการบอกกล่าวมาล่วงหน้าแล้ว และได้มีการนำหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบดู เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางกลับไป โดยในขณะเกิดเหตุมีผู้จัดการของบริษัทได้แอบอัดเสียงเอาไว้ด้วยโดยญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน เมย์ สามีเมย์ และทีมทนาย ไม่ได้ยินยอม ซึ่งต่อมาบริษัท ฯ ได้ทำการยื่นฟ้องเมย์ สามีเมย์ และทนายความ เป็นคดีต่อศาล ปัจจุบันอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ในวันเกิดเหตุดังกล่าว ญาติเมย์ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ๔ เพื่อแจ้งความกับหุ้นส่วนทั้งสาม กับผู้จัดการบริษัท ฯ แต่พนักงานสอบสวนเวรแจ้งว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปที่บริษัทฯนั้น ไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใดเป็นผู้แจ้ง และจากการตรวจสอบไม่มีการรับแจ้งความในเรื่องนี้แต่อย่างใด และยังไม่มีการลงเลขรับแจ้งความร้องทุกข์ไว้จึงทำได้แต่เพียงลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ในส่วนของเมย์ ในวันรุ่งขึ้น เมย์ได้มีการไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับหุ้นส่วนทั้งสามว่า ร่วมกันทำการยักยอกเงินผลประโยชน์หรือเงินส่วนแบ่งของเมย์ ที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย 4

หลังจากหุ้นส่วนทั้งสามทราบว่า เมย์ แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับหุ้นส่วนทั้งสาม บริษัท จึงมายื่นฟ้องเมย์ ในข้อหาพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ศาลอาญา โดยศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้ และหมอต่อ และหมอกลาง ได้ยื่นฟ้อง เมย์ , สามีเมย์ และทนายความ ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทโดยในคดีนี้อยู่ในระหว่างฟังคำสั่งว่า ศาลแขวงพระนครเหนือจะรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ข้อเท็จจริงประมาณนี้ค่ะ

เม พรีมายา

#คำชี้แจงข้อเท็จจริง

ตามที่บริษัทและผู้บริหารได้เผยแพร่ข้อความชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันมีเนื้อหาทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทและสิทธิของเมย์นั้น เพื่อความเป็นธรรมและความชัดเจน เมย์จึงขอเรียนข้อเท็จจริงตามลำดับดังนี้

1. การก่อตั้งและการเป็นผู้ถือหุ้น

บริษัท พรีมยา คลินิก จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยมีเมย์เป็นผู้ริเริ่ม และใช้บ้านพักของเมย์เป็นที่ทำการสำนักงานใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ดีเอ็มที เมดิคอล จำกัด ร่วมกันกับ หมอกลาง , หมอต่อ และยาย่า ในอัตราส่วนผู้ถือหุ้น หมอกลาง 10% หมอต่อ30% ยาย่า 30% เมย์ 30% รวม ๔ คน

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดีเอ็มที เมดิคอล จำกัด โดยมีผู้ถือหุ้นทั้งหมด ๔ คน ได้แก่ คุณเมย์, หมอกลาง, หมอต่อ และคุณยาย่า ถือหุ้นคนละ 25% เท่า ๆ กัน

มีข้อตกลงร่วมกันว่า รายได้หรือผลประโยชน์จากการดำเนินกิจการคลินิก จะนำมาแบ่งปันในสัดส่วนผู้ถือหุ้นเท่า ๆ กัน

2. การที่เมย์ไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบางช่วงบางเวลา ไม่ได้เกิดจากเจตนาที่เมย์ต้องการขายหุ้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท

ภายหลังเมย์ประสบมีคดีความ หุ้นส่วนทั้งสามเกรงว่าจะกระทบต่อบริษัท จึงขอให้เมย์ลาออกจากกรรมการ และให้เมย์ออกจากการมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น โดยหุ้นส่วนทั้งสามได้จัดการให้เมย์โอนหุ้นทั้งหมดไปให้หุ้นส่วนทั้งสาม

เมย์เชื่อใจหุ้นส่วน จึงยอมทำตาม โดยหุ้นส่วนทั้งสามมีการทำหนังสือระบุว่า “เมย์ขายหุ้นและเมย์ได้รับเงินจากการขายหุ้นแล้ว” ทั้งที่ ความจริงเมย์ไม่เคยขายหุ้น และไม่เคยได้รับเงินค่าหุ้นใด ๆ

เมื่อคดีสิ้นสุด หุ้นส่วนทั้งสามจึงโอนหุ้นคืนให้กับ ญาติของคุณเมย์ ในสัดส่วนเดิม 25%

3. การแบ่งผลประโยชน์ที่ผ่านมาตามข้อตกลงและเคยปฏิบัติต่อกันมาโดยตลอด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลกำไรและนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยทุก 2–3 เดือน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนได้รับส่วนแบ่ง 2–3 ล้านบาท

แต่ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม–กันยายน 2567 หุ้นส่วนทั้งสามกลับไม่นำผลประโยชน์มาแบ่งตามที่ตกลงและปฏิบัติกันมา

4. การประชุมหารือและข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมต่อเมย์จากหุ้นส่วนทั้งสาม

ญาติเมย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น และทนายความ ได้เข้าประชุมหารือกับหุ้นส่วนหลายครั้ง เพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่ถูกตัดออกจากกลุ่มการรับรู้รายได้ทางไลน์ของบริษัท

หุ้นส่วนยอมรับว่า ได้นำเงินไปใช้กับ บริษัทใหม่ ที่ตั้งขึ้น โดยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าเดียวกับบริษัทเดิม

หุ้นส่วนเสนอให้เมย์ลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 12.5 % ซึ่งเมย์ และญาติไม่อาจยอมรับได้

5. การขอตรวจสอบงบการเงินและเอกสารบริษัท เป็นการใช้สิทธิของญาติเมย์ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทฯตามที่กฎหมายรับรอง

ญาติของเมย์ที่เป็นผู้ถือหุ้น ได้ทำหนังสือบอกกล่าวขอตรวจสอบเอกสารทางบัญชีและงบการเงิน ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย (มาตรา 1137, 1206 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

เมื่อเดินทางไปยังบริษัทตามวันนัดหมาย กลับถูกปฏิเสธ และมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นการ “บุกรุก” ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เมย์และญาติเมย์เสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งที่ดำเนินการโดยสุจริตและมีหนังสือแจ้งล่วงหน้า

6. การถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังจากเมย์ใช้สิทธิติดตามเอาผลประโยชน์ที่เมย์ควรได้รับตามข้อตกลงและเคยปฏิบัติต่อกันมา

หลังเมย์แจ้งความร้องทุกข์กรณี ถูกยักยอกเงินผลประโยชน์

บริษัทโดยหุ้นส่วนทั้งสาม กลับมายื่นฟ้องเมย์ในคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ต่อศาลอาญา

หมอต่อและหมอกลาง ยื่นฟ้องเมย์ สามีเมย์ และทนายความ ในข้อหา คดีหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท

ปัจจุบันคดีทั้งสองดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เมย์พร้อมพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม

7. ข้อเท็จจริงเมย์ขอชี้แจงให้ประชาชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเข้าใจ

1.เมย์ไม่เคยขายหุ้นของตนเอง เพียงแต่ฝากไว้กับหุ้นส่วนทั้งสามในช่วงที่มีคดีความ และหุ้นได้ถูกโอนกลับคืนมาครบถ้วนแล้ว

2.สิทธิผู้ถือหุ้น 25% ตามกฎหมาย ของญาติเมย์ ย่อมมีสิทธิขอตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัท แต่กลับถูกปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

3.การแบ่งผลประโยชน์เคยเกิดขึ้นจริง ต่อเนื่องตลอดหลายปี ซึ่งขัดกับคำกล่าวอ้างว่า “ไม่เคยมีการแบ่งผลประโยชน์” และอ้างว่าบริษัทฯประสบภาวะขาดทุน

4.การที่หุ้นส่วนไปเปิดบริษัทใหม่เป็นคนละนิติบุคคล โดยมีผู้ถือหุ้นคนละชุดกัน(บริษัทใหม่ไม่มีชื่อเมย์ หรือญาติเมย์เป็นผู้ถือหุ้นเลย) บริษัทใหม่มีบัญชีรับเงินรายได้ แยกต่างหากจากบริษัทเดิม แต่กลับใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าเดิม โดยมีการแยกรายได้แยกรายจ่ายกัน ย่อมก่อให้เกิดความสับสนแก่สาธารณชนและอาจกระทบสิทธิในทรัพย์สินทางการค้าซึ่งในทางกฎหมายถือว่าเป็นคนละนิติบุคคลกัน

8. บทสรุป

เมย์ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ยืนยันว่า

*เมย์ไม่เคยคิดทำลายบริษัทที่ตนเองสร้างขึ้นมา

*เมย์เพียงต้องการให้การดำเนินกิจการเป็นไปอย่าง โปร่งใส เป็นธรรม และแบ่งปันผลประโยชน์ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้

*ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นควรได้รับการแก้ไขด้วยความสุจริต มิใช่การนำไปกล่าวหาหรือสร้างความเสียหายผ่านสื่อสังคมออนไลน์

*ท้ายที่สุดนี้ เมย์ขอยืนยันว่า จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมด้วยความสุจริตใจ และหวังให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน

ข้อความนี้มิได้มีเจตนาจะโต้เถียงหรือตอบโต้เพื่อทำลายชื่อเสียงใคร หากแต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องสิทธิของเมย์และญาติเมย์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทเดิม และเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจความจริง”

ขอบคุณข้อมูลจาก : เม พรีมายา , Dermatige Aesthetics, Phitnari Tantiwit

เม พรีมายา
เม พรีมายา
เม พรีมายา
เม พรีมายา

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...