โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

POP: เบื้องหลังของ ‘Britney Spears’ หญิงสาวแกร่งที่ต้องต่อสู้เพื่อตนเองมากว่า 13 ปี และคำถามที่ยังค้างคา ‘อิสระ’ มีอยู่จริงไหม?

BrandThink

เผยแพร่ 01 พ.ย. 2568 เวลา 03.30 น.

บริทนีย์ สเปียร์ส’ (Britney Spears) คือเจ้าหญิงแห่งวงการป๊อปที่ผู้คนทั้งโลกหลงรัก เธอเป็นเด็กสาวที่เติบโตจากลุยเซียนา ซึ่งคงไม่มีใครไม่รู้จักเพลงอันโด่งดังของเธอแน่นอน อย่าง‘Baby One More Time’

บริทนีย์เป็นผู้หญิงที่มีพลังเสียงใสและทรงพลัง จนทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 2000s ยุคที่สถานีโทรทัศน์หรือดีเจต้องเปิดเพลงของเธอกันทั้งวันทั้งคืน และความฝันของหนุ่มสาววัยรุ่นทั่วโลกในยุคนั้น ก็คือการได้เต้นตามเธอในห้องนอนของตน หรือการที่ได้โชว์สกิลไมค์ทองคำนั่นเอง

แต่ขณะที่โลกภายนอกมองเห็นเธอยืนยิ้มอยู่บนเวที ใครจะไปคิดว่า เบื้องหลังชีวิตของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศก

หลังจากที่บริทนีย์ประสบความสำเร็จ เธอต้องเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาลทั้งจากสื่อ ปาปารัซซี ไปจนถึงอุตสาหกรรมดนตรีที่พยายามหล่อหลอมเธอให้กลายเป็นภาพในอุดมคติของ ‘สาวน้อยดีพร้อม’

และเมื่อชีวิตส่วนตัวของเธอเริ่มค่อยๆ แตกร้าว ไม่ว่าจะเป็นจากการหย่าร้าง หรือการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ดูแลลูก โลกก็เริ่มได้เห็นเธอในสภาพโกนศีรษะอันแสดงถึงสัญลักษณ์ของความบ้าคลั่งในสายตาคนรอบข้าง แต่แท้จริงแล้ว หากมองให้ลึกเข้าไปอีก นั่นอาจเป็นเสียงร้องสุดท้ายของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังหมดสิ้นหนทางจะปกป้องตนเองจากระบบที่ขยี้เธออย่างไม่ปรานีต่างหาก

ย้อนกลับไปในที่ 2008 ศาลได้ตั้งระบบ ‘ผู้พิทักษ์’ (Conservatorship) ขึ้นมา โดยมอบอำนาจให้พ่อของเธอสามารถควบคุมทั้ง ‘ชีวิต’ และ ‘ทรัพย์สิน’ ของเธอได้

ทั้งนี้โดยปกติแล้ว คำจำกัดความของระบบผู้พิทักษ์นั้น คือการที่ศาล ‘แต่งตั้งบุคคล’ ให้ดูแลจัดการทรัพย์สมบัติและสิทธิของบุคคลที่ ‘ไม่สามารถดูแลตัวเองได้’ เนื่องจากสาเหตุทางกายภาพหรือจิตใจ แม้ในความเป็นจริงเธอไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องมีคนมาดูแลจัดการทรัพย์สินให้เลย

แต่ศาลก็ยังอนุมัติให้พ่อของบริทนีย์สามารถมีอำนาจในการควบคุมและบงการเธอได้…ทำไมล่ะ?

อาจฟังดูเศร้า แต่มีข้อสันนิษฐานออกมาว่า ครอบครัวของบริทนีย์ได้ว่าจ้างแพทย์ให้เขียนคำวินิจฉัยว่าเธอมี ‘ภาวะทางจิตที่รุนแรง’ เพื่อที่จะสามารถทำเรื่องต่อศาลได้ อีกทั้งทนายความของบริทนีย์และศาลผู้ตัดสินก็ได้ร่วมมือกับฝั่งครอบครัวของบริทนีย์ด้วย นั่นทำให้สถานะของบริทนีย์ในตอนนั้น กลายเป็นบุคคลที่เสียชีวิตในทางนิตินัย

จากความโหดร้ายของด้านมืดในระบบผู้พิทักษ์ ทำให้บริทนีย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เงินที่ตนเองหามาได้เลย ไม่มีสิทธิ์ขับรถ ไม่มีสิทธิ์พกบัตรเครดิต หรือแม้แต่การเลือกแพทย์โดยอิสระก็ตาม

การที่บริทนีย์ทำงานต่อเนื่องอย่างหนัก ต้องออกอัลบั้ม ทัวร์คอนเสิร์ต และสร้างรายได้ให้ผู้เกี่ยวข้องนับร้อยล้านดอลลาร์ แต่กลับไร้อิสระในชีวิตตัวเองนั้น สะท้อนถึงด้านมืดของระบบผู้พิทักษ์ ว่าเหตุใดถึงกลายเป็นเครื่องมือกักขัง และเครื่องมือที่ใช้แสวงหาผลประโยชน์จากผู้ถูกดูแลได้?

‘เสียง’ ของบริทนีย์ถูกปิดกั้นอยู่นานกว่าสิบปี จนกระทั่งในปี 2021 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่กระเพื่อมสังคมครั้งใหญ่ คือบริทนีย์ได้ตัดสินใจลุกขึ้นยืนในศาล และพูดต่อหน้าผู้พิพากษาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันแค่อยากได้ชีวิตฉันคืน” คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวนี้ กลายเป็นคำพูดที่สะเทือนทั้งโลก

เพราะมันไม่ใช่เพียงการ ‘ต่อสู้’ ของศิลปินหญิงคนหนึ่ง แต่มันคือการเปิดโปงระบบกฎหมาย ที่บางครามันก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมชีวิตมนุษย์อยู่นับไม่ถ้วน

หลังจากเหตุการณ์ในศาลครั้งนั้น เหล่าแฟนคลับรวมถึงประชาชนทั่วไปก็เริ่มช่วยกันเคลื่อนไหวด้วยการติดแฮชแท็ก ‘FreeBritney’ ซึ่งแสดงถึงเสียงของสังคมที่เริ่มมีการตื่นรู้ต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ถูกลิดรอน

ต่อมา เดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน ศาลมีคำสั่งยุติระบบผู้พิทักษ์ จากนั้นบริทนีย์ก็ได้รับอิสรภาพคืนหลังจากถูกพันธนาการมายาวนาน

ท้ายสุดนี้ ถึงแม้เรื่องราวของบริทนีย์ สเปียร์ส จะจบลงไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นคำถามที่โลกปัจจุบันมิอาจเลี่ยงได้ว่า ‘อิสรภาพ’ หมายถึงอะไร และเรามีสิทธิ์ควบคุมชีวิตของใครอีกคนได้จริงหรือ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...