โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

Thairath Money

อัพเดต 18 ก.ย 2568 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 10.19 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบันกระแสPet Economy เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการบริการที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ“Pet-Friendly Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบเปิดรับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้เป็นเพียงจุดขายของธุรกิจโรงแรม แต่ได้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มพูนผลกำไรขนาดมหาศาล ตั้งแต่โรงแรมระดับทั่วไปจนถึงรีสอร์ทระดับลักชัวรี

โดยหนึ่งในโรงแรมที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนี้ในประเทศไทย คือMövenpick (เมอเวนพิค) ที่ลงทุนปรับโฉมรีสอร์ทเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและสัตว์เลี้ยงครบวงจร โดยล่าสุดเปิดตัว“The Sanctuary" สวนสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในหัวหินรวมถึงในประเทศไทย

Thairath Money พูดคุยกับพอล แปร์โรแตต์ (Paul Perrottet) General Manager Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin แบรนด์ลักชัวรีรีสอร์ตระดับโลกในกลุ่ม Accor Group ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่กว่า 130 แห่งใน 40 ประเทศทั่วโลก ถึงกลยุทธ์ปรับโฉมรีสอร์ท ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกินคาด พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนา Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ให้กลายเป็น "โรงแรม Pet-Friendly Luxury อันดับหนึ่งในประเทศไทย”

“การเดินทางของคนรุ่นใหม่วันนี้ ‘สัตว์เลี้ยง’ ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนในบ้าน แต่กลายเป็นสมาชิกครอบครัวที่ต้องไปด้วยทุกที่ พวกเขามองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก และยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่พรีเมียม”

พอล ฉายภาพให้เห็นว่ากระแสการเลี้ยงสัตว์เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 หลายครอบครัวหันมามีสุนัขหรือแมวแทนการมีลูกและพร้อมจะทุ่มเททั้งเวลาและเงินเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งภายหลังได้มีการให้นิยามของ เทรนด์ “Pet Humanization” ในประเทศไทยที่กลุ่มผู้มีสัตว์เลี้ยงหันมาเลี้ยงสัตว์เสมือนลูกหรือสมาชิกครอบครัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เจ้าของยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงค่อนข้างสูง ทั้งด้านอาหาร ด้านสุขภาพ รวมถึงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

ทั้งนี้ตลาด Pet Economy ระดับโลกเติบโตเร็วอย่างน่าจับตา โดยปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างจริงจัง ข้อมูลจาก Euromonitor ชี้ว่ามูลค่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ขณะที่ในเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่โตเร็วที่สุด

โดย “ไทย” เองก็ติดอยู่ในลิสต์ประเทศที่เจ้าของยอม “จ่ายไม่อั้น” เพื่อความสุขของสัตว์เลี้ยง สอดคล้องกับข้อมูลของ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ที่ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ขยายตัวกว่า 13% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2025

พอล กล่าวว่า สำหรับธุรกิจรีสอร์ตหรู Pet Economy ไม่ใช่แค่ส่วนขยายเล็กๆ แต่เป็น Value Chain ใหม่ที่เข้ามาสอดประสานกับธุรกิจโรงแรม Hospitality ได้อย่างลงตัว ลูกค้ากลุ่ม Luxury Traveler วันนี้ไม่ต้องการแค่ห้องพักดีหรือวิวสวย แต่ต้องการประสบการณ์ร่วมกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งนั่นคือโอกาสใหญ่ของธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การปรับโฉมทั้งกลยุทธ์ธุรกิจและการออกแบบประสบการณ์ที่ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

Pet-Friendly Travel และการปรับโฉม Hospitality ไทย

หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน โรงแรมหรูส่วนใหญ่ในไทยมักขึ้นป้าย “No Pets Allowed” ทันทีที่หน้าประตู แต่ปัจจุบันบริบทนั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และ Mövenpick ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการออกแบบประสบการณ์เชิง Wellness และ Holistic Experience โดยเริ่มจากการมองว่าสัตว์เลี้ยง คือ ลูกค้าคนหนึ่ง

“รีสอร์ตและโรงแรมหลายแห่งเริ่มลงทุนโครงสร้างเพื่อรองรับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นห้องพักดีไซน์พิเศษ สนามหญ้า ลานกิจกรรมสำหรับสัตว์ สปาสำหรับสัตว์ ไปจนถึงบริการ Pet Butler ที่คอยดูแลเหมือนแขก VIP โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิมมิค แต่สะท้อนความต้องการอย่างแท้จริง”

พอล ชี้ให้เห็นว่า สัญญาณการเติบโตที่วัดได้อย่างชัดเจน ได้แก่ Occupancy Rate ของห้องพัก Pet-Friendly ซึ่งเฉลี่ยสูงถึง 75–80% แม้จะตั้งราคาสูงกว่าห้องปกติ 15–25% หรืออีกสัญญาณอย่างการใช้จ่ายต่อทริปที่มากขึ้น เพราะลูกค้ามักจองบริการเสริม เช่น อาหารสัตว์ระดับพรีเมียม สปา หรือ Workshop ที่ทำร่วมกับสัตว์เลี้ยง โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า Segment นี้กำลังเติบโตต่อปีแบบ “Double-digit”

นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ในรีสอร์ตของเราเท่านั้น แต่ในภาพรวมตลาด Pet-Friendly Travel ของไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20–25% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าตลาดท่องเที่ยวโดยรวมเกือบสองเท่า โดยข้อมูลจากสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุในทิศทางเดียวเช่นกันว่า ช่วงสามปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่พาสัตว์เลี้ยงเข้าพักในโรงแรมหรูเพิ่มขึ้นกว่า 120% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ทั้งคู่รักและวัยกลางคน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ต้องการ“Pet-Inclusive Experience”

โดย พอล กล่าวเสริมว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อและพร้อมเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกคนหนึ่ง มีความจงรักภักดีสูงและเชื่อมโยงกันในคอมมูนิตี้อย่างแน่นแฟ้น และที่สำคัญมีการบอกต่ออย่างกว้างขวางถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากบริการนั้นๆ ส่งผลให้มีอัตราลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำสูงมาก

การทดลองตลาดและผลตอบรับ

พอล เล่าถึงกลยุทธ์และการปรับโฉมรีสอร์ตให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับ Pet Parents ทั้งไทยและชาวต่างชาติว่า Mövenpick เริ่มทดลองเจาะตลาด Pet Tourism อย่างจริงจังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการทดลอง Phase 1 ที่เปิดให้สุนัขเข้าพักในพูลวิลล่าส่วนตัว โดยใช้งบลงทุนเพียง 100,000 บาท แต่ผลลัพธ์เรียกได้ว่าเกินความคาดหมาย “เพียง 4 เดือน (พฤษภาคม-สิงหาคม) โรงแรมสร้างรายได้จากเซกเมนต์นี้กว่า 2.5 ล้านบาท โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวทำรายได้เกิน 1 ล้านบาท และที่สำคัญคือโรงแรมสามารถคืนทุน ภายในเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น”

โดยจุดแข็งสำคัญของ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin คือ ทำเลและพื้นที่ของโรงแรมที่ถูกปรับให้รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริง ทั้งสวนขนาดใหญ่และพูลวิลล่าส่วนตัวที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มพรีเมียม โดยเฉพาะการมีพื้นที่ส่วนกลางที่ต้อนรับสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากโรงแรมทั่วไปที่มักมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และการอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าใช้บริการ

ความสำเร็จนี้นำไปสู่ Phase 2 ที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การเปิด “The Sanctuary” Dog Park ขนาดใหญ่ที่สุดในหัวหินและใหญ่ที่สุดสำหรับโรงแรมในไทย รวมถึง “Pet Private Spa” สปาส่วนตัวสำหรับสุนัข พร้อม Grooming Lounge แบบครบวงจ ด้วยเงินลงทุนราว 320,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 15-30 วัน

ทั้งนี้ผลลัพธ์ทางธุรกิจยังสะท้อนโดยตรงไปที่รายได้รวมของโรงแรม การเปิด Pet-friendly Segment ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคืน (Average check per night) เพิ่มขึ้นถึง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแสดงให้เห็นกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่มาพร้อมสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้โรงแรมยังคงรักษาสมดุลธุรกิจหลักไว้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน 50% ของรายได้มาจากนักท่องเที่ยวไทยที่เหลือกระจายไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ การพัฒนา Pet-friendly Services จึงเป็นการเพิ่ม Value Added ให้กับการเข้าพักที่ไม่กระทบกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง พอลกล่าว

Mövenpick ตั้งเป้าเป็นโรงแรม Pet-friendly อันดับหนึ่งในไทย

เป้าหมายต่อไปของ Mövenpick คือ การก้าวขึ้นเป็น “The Best Pet-Friendly Luxury อันดับหนึ่งในประเทศไทย” ภายในปีหน้า พร้อมทั้งวางแผนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น การแข่งขันสุนัข และ แฟชั่นโชว์สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้

พอล กล่าวว่า ความสำเร็จของ Mövenpick คือ การเปิดรับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต พร้อมด้วยกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความจริงใจในการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องโฟกัสให้ได้ถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง” ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ปรากฏการณ์ Pet-friendly Travel สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่สัตว์เลี้ยงเป็นเพียงผู้เฝ้าบ้าน วันนี้พวกเขากลายเป็น “สมาชิกครอบครัว” ที่เจ้าของพร้อมพาไปทุกที่ และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังสร้างโอกาสให้ธุรกิจ Hospitality ไทยอย่างมหาศาล

คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “นักท่องเที่ยว” เต็มตัว ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสนี้และยืนหนึ่งในฐานะ Pet-friendly Luxury Destination ระดับโลกได้หรือไม่?

"แม้จะมีสัญญาณบวกแต่ความท้าทายยังมีอีกมาก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่โรงแรม แต่ต้องยกระดับทั้งระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน การขนส่งสาธารณะ ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ถ้าไทยทำได้ครบ จะสร้าง Positioning ใหม่ที่แข็งแรงมาก"

สำหรับเขาสิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การสร้างบริการตอบโจทย์ แต่คือการยกระดับมาตรฐานของการท่องเที่ยวไทยให้เป็น Pet-Friendly Destination ในระดับโลก โดยเขาเชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ หรือหัวหิน ควรมีมาตรฐาน Pet-friendly ที่เทียบเท่าระดับโลก และนั่นจะยิ่งทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติหลังจากนี้

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...