สำนักพุทธฯ ยกระดับความโปร่งใส ดูแลศาสนสมบัติวัด
สำนักพุทธฯ ชง “มหาเถรสมาคม” ออกกฎคุมเข้มฝาก-ถอนเงินวัด สั่งเจ้าอาวาสทั่วประเทศจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รายงานยอดเงินคงเหลือภายในวันที่ 20 ม.ค. ของทุกปี แก้ปัญหาทุจริตเงินวัด เริ่ม 1 ตุลาคมนี้
ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าอาวาสวัดชื่อดังหลายรูป ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัด ปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ โดยเฉพาะกรณีของอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหายักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท และยังมีการโอนเงินของวัดไปเข้าบัญชีสีกาคนสนิทซึ่งเป็นนายหน้าเว็บไซต์การพนันอีกหลายครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลการตรวจสอบเส้นเงิน พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกหลายรูปมีส่วนร่วมในการฟอกเงินกับสีการายนี้ ทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปต้องลาสิกขา
ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ก็มีเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน โดยมีการนำเงินที่รับบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นเงิน
ข่าวอื้อฉาวในวงการผ้าเหลืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามที่กล่าวมานี้ ได้ส่งผลกระทบต่อศรัทธาและความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดเงินของวัดและเงินของพระ ที่ยังขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ “พศ.” ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลวัดโดยตรง แต่มีหน้าที่สนับสนุนและประสานงานเรื่องการบริหารจัดการคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เท่านั้น การกำกับดูแลวัดเป็นหน้าที่หลักของเจ้าอาวาส ซึ่งการแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาสก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ตรงนี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดยักย้ายถ่ายเทเงินของวัดมาเข้าบัญชีส่วนตัวของพระ และคนสนิท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะไม่มีอำนาจกำกับดูแลวัดโดยตรง แต่ พศ. สามารถเสนอแนะนโยบายในการบริหารจัดการศาสนสมบัติ รวมทั้งมาตรการป้องกันการทุจริตในวงการสงฆ์ และนำเสนอรัฐบาลออกกฎกระทรวงมากำกับดูแลการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดได้
ล่าสุด นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ทำเรื่องเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย และรายงานยอดเงินคงเหลือของวัด ผ่านระบบบัญชีมาตรฐานของวัด พร้อมกับวางกลไกในการตรวจสอบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การเปิดบัญชีและการเบิกถอนเงินฝากธนาคารของวัด
1.1 การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร : ให้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น
1.2 ระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารว่า “เงินของวัด…” หรือ “วัด…” เท่านั้น ห้ามมีคำว่า “โดย… (บุคคลใดบุคคลหนึ่ง)” ต่อท้ายชื่อวัด
1.3 ระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดอย่างน้อย 3 รูป/คน ประกอบด้วย 1. เจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายสงฆ์ 2. ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส และ 3. บุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร
1.4 เงื่อนไขการถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็ค : ให้กำหนดผู้มีอำนาจลงนามจำนวน 2 ใน 3 รูป/คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็คด้วยทุกครั้ง
1.5 การถอนเงินฝากธนาคารของวัด : ให้ใช้การถอนเงินโดยใช้ใบถอนเงินของธนาคาร และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น
- การเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด : ให้เก็บรักษาไว้ ณ ที่วัด ในที่ปลอดภัยไม่ให้สูญหาย
2. การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดหรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด
2.1 ให้ทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปยอดเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับกับบัญชีรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือนรวม 12 เดือน (มกราคมถึงธันวาคม) ส่งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้เก็บสำเนาเอกสารไว้ที่วัดทุกฉบับ และในส่วนของเอกสารหลักฐานประกอบรายรับรายจ่ายให้เก็บไว้ที่วัด เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
2.2 ให้วัดจัดทำรายงานเงินคงเหลือของวัด โดยจัดทำ ณ วันสุดท้ายของเดือน เป็นประจำทุกเดือน โดยให้รายงานทั้งเงินสด เช็ค และเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีของวัดทุกบัญชี ที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อของวัด และรวบรวมส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้สำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ
2.3 ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการบันทึกบัญชีของวัด ซึ่งหากวัดใดได้นำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดมาใช้ในการบันทึกบัญชีของวัดแล้ว ไม่ต้องดำเนินการจัดทำตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 อีก แต่วัดต้องรายงานบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ทั้งนี้ ในการจัดทำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด ให้วัดพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของวัด
2.4 กรณีวัดที่มีชื่ออยู่ในโครงการจัดทำบัญชีมาตรฐาน (สำหรับวัดนำร่อง) ให้จัดทำบัญชีระหว่างเดือนตุลาคม-มิถุนายนในปีถัดไป และนำส่งรายงานให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายในเดือนสิงหาคม
3. ให้วัดทุดวัดพิจารณาใช้ระบบบริจาคเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด
4. ให้เจ้าอาวาสปฏิบัติตามมติฉบับนี้ และให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์กำกับ กำชับ ติดตาม และดูแลเจ้าอาวาสในเขตปกครอง ให้บริหารศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ มติ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและมีโทษได้
5. มอบหมายสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้
5.1 กำหนดแบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดตามมติฉบับนี้
5.2 ให้คำแนะนำแก่วัดในการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด
5.3 ให้มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล หรืออาจจะประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจาสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจสอบภายในระดับจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทำการตรวจสอบบัญชีรายรับและบัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบได้ตามความเหมาะสม และให้รายงานการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคมทราบ
6. ให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติดังกล่าวตามที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ และได้มอบหมายสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 นิกาย ให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม
และล่าสุด กรมสรรพากรได้ออกประกาศเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้กับวัดวาอาราม รวมทั้งมูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่างๆ เพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีนั้น จะต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตเงินของวัดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการปลอมแปลงใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตรกรณีที่มีการบันทึกยอดเงินบริจาคไม่ตรงกับความเป็นจริง และเงินบริจาคจะถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากของวัดโดยตรง ลดการสัมผัสเงินสด ไม่ต้องรวบรวมเงินสดไปฝากธนาคาร โดยระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการต้องรายงานข้อมูลเงินบริจาคมาที่กรมสรรพากร ทำให้กรมสรรพากรสามารถติดตามยอดเงินเข้า-ออกจากบัญชีเงินฝากของวัดได้แบบเรียลไทม์ ทุกธุรกรรมมีหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้ ทำให้กรมสรรพากรมีฐานข้อมูลในการตรวจสอบฐานะการเงินของวัดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินที่ตนบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์
มติ ป.ป.ช. ฟันธง “ยิ่งลักษณ์” กับพวกผิดคดีจัดงานโรดโชว์ และชี้มูลความผิด จนท. คดีทุจริตเงินทอนวัด
ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตบิ๊กการบินไทย เอื้อจัดซื้ออุปกรณ์ห้องนักบิน – ทุจริตเงินทอนวัดเพิ่มอีก 5 แห่ง
เริ่มแล้ว e-Donation บริจาคเงินออนไลน์ผ่านแบงก์-ไม่มีค่าธรรมเนียมออกใบอนุโมทนาลดหย่อนภาษีทันที
สรรพากรดึง “วัด-โรงเรียน” เข้าระบบ e-Donation ตู้รับบริจาคเงินติด QR Code ระบุไม่พบข้อมูล-ไม่คืนภาษี
จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเมื่อ 4 ปีก่อน ถึงวัดพระธรรมกาย-พระธัมมชโยในวันนี้