โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำนักพุทธฯ ยกระดับความโปร่งใส ดูแลศาสนสมบัติวัด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 19.19 น.

สำนักพุทธฯ ชง “มหาเถรสมาคม” ออกกฎคุมเข้มฝาก-ถอนเงินวัด สั่งเจ้าอาวาสทั่วประเทศจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย รายงานยอดเงินคงเหลือภายในวันที่ 20 ม.ค. ของทุกปี แก้ปัญหาทุจริตเงินวัด เริ่ม 1 ตุลาคมนี้

ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าอาวาสวัดชื่อดังหลายรูป ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัด ปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ โดยเฉพาะกรณีของอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหายักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท และยังมีการโอนเงินของวัดไปเข้าบัญชีสีกาคนสนิทซึ่งเป็นนายหน้าเว็บไซต์การพนันอีกหลายครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลการตรวจสอบเส้นเงิน พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกหลายรูปมีส่วนร่วมในการฟอกเงินกับสีการายนี้ ทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปต้องลาสิกขา

ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ก็มีเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีฐานยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน โดยมีการนำเงินที่รับบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นเงิน

ข่าวอื้อฉาวในวงการผ้าเหลืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามที่กล่าวมานี้ ได้ส่งผลกระทบต่อศรัทธาและความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดเงินของวัดและเงินของพระ ที่ยังขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ “พศ.” ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลวัดโดยตรง แต่มีหน้าที่สนับสนุนและประสานงานเรื่องการบริหารจัดการคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เท่านั้น การกำกับดูแลวัดเป็นหน้าที่หลักของเจ้าอาวาส ซึ่งการแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาสก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ตรงนี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดยักย้ายถ่ายเทเงินของวัดมาเข้าบัญชีส่วนตัวของพระ และคนสนิท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะไม่มีอำนาจกำกับดูแลวัดโดยตรง แต่ พศ. สามารถเสนอแนะนโยบายในการบริหารจัดการศาสนสมบัติ รวมทั้งมาตรการป้องกันการทุจริตในวงการสงฆ์ และนำเสนอรัฐบาลออกกฎกระทรวงมากำกับดูแลการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดได้

ล่าสุด นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ทำเรื่องเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย และรายงานยอดเงินคงเหลือของวัด ผ่านระบบบัญชีมาตรฐานของวัด พร้อมกับวางกลไกในการตรวจสอบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การเปิดบัญชีและการเบิกถอนเงินฝากธนาคารของวัด

1.1 การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร : ให้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น

1.2 ระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารว่า “เงินของวัด…” หรือ “วัด…” เท่านั้น ห้ามมีคำว่า “โดย… (บุคคลใดบุคคลหนึ่ง)” ต่อท้ายชื่อวัด

1.3 ระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดอย่างน้อย 3 รูป/คน ประกอบด้วย 1. เจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายสงฆ์ 2. ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส และ 3. บุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร

1.4 เงื่อนไขการถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็ค : ให้กำหนดผู้มีอำนาจลงนามจำนวน 2 ใน 3 รูป/คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็คด้วยทุกครั้ง

1.5 การถอนเงินฝากธนาคารของวัด : ให้ใช้การถอนเงินโดยใช้ใบถอนเงินของธนาคาร และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น

  • การเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด : ให้เก็บรักษาไว้ ณ ที่วัด ในที่ปลอดภัยไม่ให้สูญหาย

2. การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดหรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด

2.1 ให้ทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปยอดเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับกับบัญชีรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือนรวม 12 เดือน (มกราคมถึงธันวาคม) ส่งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้เก็บสำเนาเอกสารไว้ที่วัดทุกฉบับ และในส่วนของเอกสารหลักฐานประกอบรายรับรายจ่ายให้เก็บไว้ที่วัด เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

2.2 ให้วัดจัดทำรายงานเงินคงเหลือของวัด โดยจัดทำ ณ วันสุดท้ายของเดือน เป็นประจำทุกเดือน โดยให้รายงานทั้งเงินสด เช็ค และเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีของวัดทุกบัญชี ที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อของวัด และรวบรวมส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้สำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ

2.3 ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการบันทึกบัญชีของวัด ซึ่งหากวัดใดได้นำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดมาใช้ในการบันทึกบัญชีของวัดแล้ว ไม่ต้องดำเนินการจัดทำตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 อีก แต่วัดต้องรายงานบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ทั้งนี้ ในการจัดทำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด ให้วัดพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของวัด

2.4 กรณีวัดที่มีชื่ออยู่ในโครงการจัดทำบัญชีมาตรฐาน (สำหรับวัดนำร่อง) ให้จัดทำบัญชีระหว่างเดือนตุลาคม-มิถุนายนในปีถัดไป และนำส่งรายงานให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายในเดือนสิงหาคม

3. ให้วัดทุดวัดพิจารณาใช้ระบบบริจาคเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด

4. ให้เจ้าอาวาสปฏิบัติตามมติฉบับนี้ และให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์กำกับ กำชับ ติดตาม และดูแลเจ้าอาวาสในเขตปกครอง ให้บริหารศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ มติ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและมีโทษได้

5. มอบหมายสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้

5.1 กำหนดแบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดตามมติฉบับนี้

5.2 ให้คำแนะนำแก่วัดในการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด

5.3 ให้มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล หรืออาจจะประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจาสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจสอบภายในระดับจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทำการตรวจสอบบัญชีรายรับและบัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบได้ตามความเหมาะสม และให้รายงานการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคมทราบ

6. ให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติดังกล่าวตามที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ และได้มอบหมายสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 นิกาย ให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

และล่าสุด กรมสรรพากรได้ออกประกาศเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้กับวัดวาอาราม รวมทั้งมูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่างๆ เพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีนั้น จะต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตเงินของวัดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการปลอมแปลงใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตรกรณีที่มีการบันทึกยอดเงินบริจาคไม่ตรงกับความเป็นจริง และเงินบริจาคจะถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากของวัดโดยตรง ลดการสัมผัสเงินสด ไม่ต้องรวบรวมเงินสดไปฝากธนาคาร โดยระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการต้องรายงานข้อมูลเงินบริจาคมาที่กรมสรรพากร ทำให้กรมสรรพากรสามารถติดตามยอดเงินเข้า-ออกจากบัญชีเงินฝากของวัดได้แบบเรียลไทม์ ทุกธุรกรรมมีหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้ ทำให้กรมสรรพากรมีฐานข้อมูลในการตรวจสอบฐานะการเงินของวัดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินที่ตนบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...