โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุนทรภู่แก้กลอนรัชกาลที่ 3 “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 07.51 น.
หุ่นขี้ผึ้งสุนทรภู่ ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม

สุนทรภู่แก้กลอนรัชกาลที่ 3 ในบทละครเรื่อง “อิเหนา” ตอนบุษบาเล่นธาร จาก “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว” เป็น “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา”

ความไม่ลงรอยกันระหว่าง“สุนทรภู่” กับ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” หรือรัชกาลที่ 3 ปรากฏให้เห็นในเรื่องการ “แก้กลอน” ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

กล่าวกันว่า สุนทรภู่ได้ทำการแก้กลอน “หักหน้า” กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ถึง 2 ครั้ง เพราะสุนทรภู่ไม่เห็นชอบกับคำประพันธ์ของพระองค์ ครั้งหนึ่งตอนแต่งบทละครเรื่อง“สังข์ทอง” ตอนท้าวสามนต์ให้นางทั้งเจ็ดเลือกคู่ อีกครั้งหนึ่งตอนแต่งบทละครเรื่อง “อิเหนา” ตอนบุษบาเล่นธาร

ในกรณีบทละครเรื่อง “อิเหนา” กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงอ่านบทประพันธ์ของพระองค์ถวายต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 2 ว่า

“น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว”

อธิบายกันว่าประโยค “แลเห็นตัว” ตามหลักไวยากรณ์เรียกว่าเป็น “สกรรมกิริยา” ต้องหาตัวกรรมมาใส่ เช่น ตัวปลาหรือตัวเต่า แต่บทประพันธ์นี้ไม่มีระบุไว้ แล้วจากนั้นก็ “ว่ายแหวกกอบัว” ไปเฉย ๆ ไม่ทราบว่าเป็น “ตัว” อะไร สุนทรภู่ไม่รู้ว่าเห็นตัวอะไร จึงได้แก้เป็น

“น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว”

เมื่อนั้นจึงเห็นว่าความสมบูรณ์ เป็น “อกรรมกิริยา” ไม่ต้องหาตัวกรรมมาใส่

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องเล่าต่อกันมาในวงการกลอนว่า เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของสุนทรภู่เองมากกว่า เพราะบทประพันธ์ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นั้นเยี่ยมยอดอยู่แล้ว กล่าวคือ

ในตอนที่นางจินตราเล่นน้ำกับเหล่านางกำนัล ทุกคนต้องเปลือยกายลงเล่นน้ำดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จึงทรงประพันธ์ให้เห็นบรรยากาศชัดเจนว่า

“น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว

นิลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร ตูมตั้งบังใบอรชร”

“น้ำใสไหลเย็นเห็นตัว” ในที่นี้ก็หมายถึงน้ำใสมากจนเห็นตัวนางจินตรากับเหล่านางกำนัลที่ต่างก็เปลือยกายเล่นน้ำ แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางกอบัวในลำธารกลางป่า “ตัว” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงตัวปลา หรือตัวเต่า อะไรเลย

ในวรรคต่อมาที่ว่า “นิลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร ตูมตั้งบังใบอรชร” ก็เป็นการใช้ดอกบัวสื่อแทนไปถึง “ปทุมถัน” หรือเต้านมของผู้หญิง ที่โผล่ขึ้นมาปริ่มน้ำ และมีหลายขนาดแตกต่างกันไป

ดังนั้น จะเห็นว่าบทประพันธ์ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในสองวรรคแรกมีเนื้อหาไปในทางเดียวกับสองวรรคต่อมา ซึ่งได้บรรยายบรรยากาศการเล่นน้ำของนางจินตราไว้อย่างเด่นชัด

ในวงการกลอนยังเล่ากันว่า ตอนที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงประพันธ์เสร็จก็ทรงนำไปให้สุนทรภู่ตรวจทานก่อนวันที่จะถวายต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 2 ในตอนนั้นสุนทรภู่คงจะดื่มอยู่บ้าง และน่าจะมีอาการ “กรึ่ม ๆ” เมื่อได้อ่านบทประพันธ์ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็สามารถจินตนาการได้ถึงบรรดาหญิงสาวเปลือยกายล่อนจ้อน แต่ละนางผิวขาวอวบอั๋น ว่ายน้ำแหวกกอบัวไปมาในลำธาร ดำผุดดำว่ายร่างโผล่พ้นน้ำขึ้นถึงหน้าอก เห็นบัวตูมบัวบานของแต่ละนางน่าดูน่าชม

เมื่อสุนทรภู่เห็นภาพดังนั้นจึงทูลกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ว่าเป็นบทประพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องแก้ไขใด ๆ

แต่พอถึงวันที่ต้องนำบทละครเรื่อง “อิเหนา” ถวายรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ไม่ได้มีอาการ “กรึ่ม ๆ” เพราะน้ำเมา ท่านจึงทักท้วง และมีการแก้กลอนในที่สุดนั่นเอง

กวีบางท่านมองว่า บทประพันธ์ของสุนทรภู่ทำให้สำนวนเข้ารกเข้าพง เหมือนกับไปนั่งอยู่ริมลำธารที่มีน้ำใสมากจนมองเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ที่กอบัว และมองเห็นดอกบัวโผล่พ้นน้ำรำไร เป็นความงามของธรรมชาติที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไร

ผิดไปจากบทประพันธ์ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ชนิดที่เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

แล้วท่านผู้อ่าน ชื่นชอบบทประพันธ์ของใครมากกว่ากัน?

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เพลิน พจมาลย์. “เจษฎาบดินทร์” กับ “สุนทรภู่” ใครผิดกันแน่? อันเนื่องมาแต่ “จินตราเล่นธาร” ใน ศิลปวัฒนธรรม, สิงหาคม 2544.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุนทรภู่แก้กลอนรัชกาลที่ 3 “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...