โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พาณิชย์วิ่งวุ่น ขอจีนซื้อข้าว G to G-7.8 แสนตัน ‘คอฟโก้’ ยังนิ่งทำราคาร่วง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2568 เวลา 00.38 น.

กระทรวงพาณิชย์วิ่งวุ่นหาคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่ หวังช่วยพยุงราคาข้าวเปลือกนาปีต้นฤดูที่ขณะนี้ตกต่ำลงเหลือแค่ 5,000-6,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,500-16,000 บาท/ตัน หลังพาคณะผู้แทนไทยไปทวงสัญญาข้าว G to G คอฟโก้ (COFCO) ที่เหลืออยู่ 280,000 ตัน บวก 500,000 ตัน ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากจีน ด้านสมาคมชาวนาไทยห่วงไม่มีออร์เดอร์ ทำราคาร่วง

สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ราคาข้าวไทยเฉลี่ยช่วงที่เหลือของปีนี้ยังปรับลดลง 18.9% หรือไปอยู่ที่ 9,856 บาท/ตัน จากปัจจัยด้านฤดูกาลและการแข่งขันด้านราคากับประเทศอินเดียและเวียดนาม นอกจากนี้ ราคาข้าวไทยยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย 420,000 ตัน รายได้ชาวนาลดลง 4,381 ล้านบาท

สอดคล้องกับความกังวลของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่กำลังอยู่ระหว่างสำรวจผลผลิตข้าวนาปี 2569 ที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี จะส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงไปอีก เนื่องจากไม่มีออร์เดอร์ใหญ่ ๆ เข้ามา ส่งผลให้ข้าวในประเทศอยู่ในสภาวะ “ล้นเกิน” ทั้งโกดังโรงสีข้าวและผู้ส่งออก

ดับฝัน COFCO ซื้อ G to G

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินความพยายามที่จะหาคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน โดยในวันที่ 17-19 กันยายนที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าพบ COFCO Corporation ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจาเร่งรัดให้จีนซื้อข้าว G to G ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน (MOU) ที่ยังเหลือค้างอยู่ 280,000 ตัน

พร้อมกันนี้ คณะผู้แทนฝ่ายไทยยังเสนอให้ COFCO ขยายปริมาณการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ตัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนด้วย หรือเท่ากับการเดินทางไปจีนครั้งนี้ ฝ่ายไทยมีเป้าหมายที่จะเร่งรัดขายข้าวให้จีน 780,000 ตัน “เพื่อรองรับผลผลิตข้าวไทย (ข้าวนาปี) ที่กำลังออกสู่ตลาด ไม่ให้ราคาข้าวเปลือกภายในประเทศตกต่ำลงมากกว่านี้”

ทั้งนี้ ในปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยส่งออกข้าวไปจีน มีปริมาณ 406,720 ตัน มูลค่า 6,819 ล้านบาท หรือมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ที่มีปริมาณส่งออก 180,694 ตัน มูลค่า 4,229 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 125.09% และ 61.24% ตามลำดับ โดยการส่งออกข้าวไปจีนส่วนใหญ่จะเป็น ข้าวขาว (57.90%), ข้าวเหนียว (27.80%) และข้าวหอมมะลิไทย (12.08%)

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าการเดินทางไปพบผู้บริหาร COFCO ในครั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากจีนว่า จะซื้อข้าว G to G อีก 280,000 ตัน รวมไปถึงการขยายการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน สอดคล้องกับที่ COFCO ส่งสัญญาณมายังผู้ส่งออกข้าวไทยก่อนหน้านี้ว่า จะยังไม่ซื้อข้าวไทยในช่วงนี้ ส่งผลให้ช่วงปลายปีหมดหวังที่จะมีคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่เข้ามาในประเทศ นอกเสียจากความเป็นไปได้ที่ว่า จะมีผู้บริหารระดับสูงในระดับรัฐมนตรี เดินทางไปเร่งรัดขอให้จีนช่วยซื้อข้าวไทยในช่วงนี้ โดยอาศัยฉาก ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ส่งออกข้าวได้ร่วมคณะกรมการค้าต่างประเทศ เยือนประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อหาโอกาสและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย และได้มีโอกาสได้พบกับผู้บริหารของ COFCO Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำด้านการเกษตรและอาหารของจีน เพื่อการเจรจาซื้อ-ขายภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน (MOU) ที่ยังคงเหลือส่งมอบ 280,000 ตัน

และยังได้เสนอให้ COFCO ขยายปริมาณการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มเป็น 500,000 ตัน “ซึ่งก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้า” ทาง COFCO ยังคงต้องรอให้ระดับผู้บริหารเป็นผู้สั่งการลงมา ดังนั้นจึงยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่จะนำเข้าข้าวไทยในส่วนที่เหลือหรือเพิ่มเติมจากเดิม แต่ทั้งนี้ จีนก็มีการนำเข้าข้าวจากไทยโดยภาคเอกชนต่อเนื่อง โดย 8 เดือนแรกของปีนี้มีการนำเข้าข้าวไปแล้วประมาณ 800,000 ตัน ซึ่งขยายตัวกว่า 130% ส่วนใหญ่เป็นการซื้อข้าวขาว ประกอบกับราคาข้าวไทยถูกลงด้วย

“การนำเข้าข้าวของจีน หากราคาต่ำกว่า 450 เหรียญสหรัฐ/ตัน ก็จะไม่กระทบต่อราคาข้าวจีนในประเทศจีน และจีนก็จะมีการนำเข้า ซึ่งตอนนี้ข้าวไทยเฉลี่ย 350-360 เหรียญ/ตัน ดังนั้น จีนจึงนำเข้าข้าวไทยผ่านเอกชนเพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าข้าวไทยแบบ G to G คงต้องคาดหวังระดับผู้บริหารของทั้ง 2 ประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้มีการส่งมอบข้าวที่ยังคงค้างอยู่” นายชูเกียรติกล่าว

ส่วนกระแสการขยายฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าว 2 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ มีรายงานข่าวเข้ามาว่า ฟิลิปปินส์ อาจจะขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน หรือจะไม่นำเข้าข้าวจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2568 และจะเปิดนำเข้าข้าวใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2569 เป็นเวลา 1 เดือน และจากนั้นอีก 3 เดือนก็จะยังไม่มีการนำเข้า

ทั้งนี้ เพื่อรักษาราคาข้าวในประเทศ เท่ากับอีก 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ไทยก็ยังเสียโอกาสที่จะได้ออร์เดอร์ข้าวจากประเทศฟิลิปปินส์อยู่ดี แต่ฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าวเฉพาะข้าวขาวเท่านั้น ส่วนข้าวหอมมะลินั้นก็ยังนำเข้าได้ปกติ แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญเนื่องจากปริมาณนำเข้าไม่มากนัก

เหลือเชื่อข้าวเปลือกตันละ 8,000 บาท

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างการลงพื้นที่สำรวจข้าวนาปี ซึ่งอยู่ในการสำรวจผลผลิตข้าวทางภาคเหนือ โดยภาพรวมประเมินว่า ผลผลิตข้าวนาปีจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาก็คาดหวังว่า “ราคาข้าวจะไม่ตกไปมากกว่านี้” โดยข้าวหอมมะลิปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 12,000-13,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ที่ความชื้น 25%

ขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูกข้าวของชาวนาเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 5,000-6,000 บาท ส่วนราคาข้าวขาวขณะนี้อยู่ที่ 5,500-6,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก แต่ตอนนี้ข้าวขาวเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ขณะนี้เป็นข้าวฤดูนาปี 2568/2569 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว

อย่างไรก็ดี ชาวนายังห่วงราคาข้าวเปลือกที่กำลังออกสู่ตลาดช่วงปลายปีจะมีราคาตกต่ำลง นอกจากปัจจัยภายนอก เช่น อินเดีย จีน เร่งส่งออกข้าว ส่วนฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าว จะมีผลต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศ ส่วนปัจจัยภายในคือ ผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาดที่มีปริมาณมาก ความชื้นของข้าวสูง แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนักบ่อยครั้ง แต่ยังไม่เกิดน้ำท่วมนาข้าวมาก “ยังไม่ได้สร้างความเสียหาย” แต่สิ่งที่กังวลก็คือ ข้าวมีความชื้นสูง “จะทำให้ขายไม่ได้ราคา” เพราะชาวนาจะเกี่ยวข้าวสดออกขาย เนื่องจากไม่มีที่ตากข้าว

ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศว่า ราคาเกี่ยวข้าวสดจะให้ชาวนาขายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตันข้าวเปลือก ข้าวขาวไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/ตันข้าวเปลือก “ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่” นอกจากนี้ ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งต่อไป ภายใต้รัฐบาลชุดนายอนุทิน ทางสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เตรียมที่จะเสนอเรื่องของการช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูกข้าวให้กับชาวนา โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย-ยาฆ่าแมลง ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนสูงขึ้นมาก

ขณะที่ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากปัญหาราคาข้าวเปลือกเหนียวตกต่ำ โดยชาวนาในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับราคาจำหน่ายเพียงกิโลกรัมละ 7 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ไม่คุ้มทุนและเรียกร้องให้ รัฐช่วยพยุงราคาขายให้ได้อย่างน้อยกิโลกรัมละ 10 บาท และให้ช่วยควบคุมราคาปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น ทางกรมการค้าภายในได้กำหนด 4 มาตรการหลักในการพยุงราคาข้าวเปลือกนาปี และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ซึ่งรวมถึงข้าวเปลือกเหนียวของจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ได้แก่

1) มาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสามารถเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของตนเอง ไม่ต้องเร่งขายในช่วงที่ราคาต่ำ โดยเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย พร้อมค่าฝากเก็บและค่ารักษาคุณภาพข้าว 2) มาตรการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถรวบรวมข้าวเปลือกไปจำหน่ายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว

3) มาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บสต๊อกข้าวไว้ได้โดยไม่ต้องเร่งระบายผลผลิตในช่วงที่ราคาต่ำ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องและช่วยให้ผู้ค้าข้าวสามารถรับซื้อผลผลิตจากชาวนาได้ในราคาที่เหมาะสม

และ 4) มาตรการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/2569 หรือโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ โดยในจังหวัดเชียงใหม่โอนเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรแล้ว 69,985 ครัวเรือน วงเงินจำนวน 430 ล้านบาท โดยในส่วนของการช่วยลดต้นทุนการผลิต กรมการค้าภายในได้เตรียมจัดกิจกรรม ็ธงเขียวิ จำหน่ายปุ๋ยราคาประหยัดเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรโดยตรงด้วย

ข้าวไทยราคาขยับลง

สำหรับราคาจำหน่ายข้าวไทย (7 ตุลาคม 2568) เทียบกับประเทศคู่แข่งพบว่า ข้าวขาว 5% ไทยอยู่ระหว่าง 339-343 เหรียญ/ตัน (ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 500-504 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม 375-379 เหรียญ/ตัน (ช่วงเดียวกัน 538-542 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 372-376 เหรียญ/ตัน (492-496 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน 342-346 เหรียญ/ตัน (493-497 เหรียญ/ตัน) ข้าวขาว 25% ไทย 328-332 เหรียญ/ตัน (482-486 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม 256-360 เหรียญ/ตัน (510-514 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 358-362 เหรียญ/ตัน (491-495 เหรียญ/ตัน) และปากีสถาน 323-327 เหรียญ/ตัน (474-478 เหรียญ/ตัน)

ข้าวนึ่ง ไทย 351-355 เหรียญ/ตัน (512-516 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 349-353 เหรียญ/ตัน (492-496 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน 358-362 เหรียญ/ตัน (517-521 เหรียญ/ตัน) และข้าวหอมมะลิ ไทย 1,094-1,098 เหรียญ/ตัน (1,088-1092 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม (Vietnam Jasmine) 491-495 เหรียญ/ตัน (679-683 เหรียญ/ตัน), อินเดีย (India Basmati) 920 เหรียญ/ตัน (970 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน (Super Basmati) 1,120 เหรียญ/ตัน (900 เหรียญ/ตัน) และกัมพูชา (Malys Agkor 5%) 940 เหรียญ/ตัน (945 เหรียญ/ตัน)

ส่วนปริมาณการส่งออกข้าวไทย ล่าสุด (มกราคม-สิงหาคม 2568) พบว่า ข้าวขาว ส่งออก 2,092,694 ตัน หรือลดลง -44.9%, ข้าวนึ่ง 882,763 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 23.1%, ข้าวหอมมะลิ 924,569 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.9%, ข้าวหอมไทย 253,068 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 3%, ข้าวเหนียว 98,483 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% และปลายข้าวขาว 236,072 ตัน หรือลดลง -44.7% โดยการส่งออกข้าวไทย 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2568) สามารถส่งออกไปได้ 5,036,450 ตัน หรือลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา -24.1% คิดเป็นมูลค่า 99,079 ล้านบาท หรือลดลง -35.6%
.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พาณิชย์วิ่งวุ่น ขอจีนซื้อข้าว G to G-7.8 แสนตัน ‘คอฟโก้’ ยังนิ่งทำราคาร่วง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...