พาณิชย์วิ่งวุ่น ขอจีนซื้อข้าว G to G-7.8 แสนตัน ‘คอฟโก้’ ยังนิ่งทำราคาร่วง
กระทรวงพาณิชย์วิ่งวุ่นหาคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่ หวังช่วยพยุงราคาข้าวเปลือกนาปีต้นฤดูที่ขณะนี้ตกต่ำลงเหลือแค่ 5,000-6,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,500-16,000 บาท/ตัน หลังพาคณะผู้แทนไทยไปทวงสัญญาข้าว G to G คอฟโก้ (COFCO) ที่เหลืออยู่ 280,000 ตัน บวก 500,000 ตัน ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากจีน ด้านสมาคมชาวนาไทยห่วงไม่มีออร์เดอร์ ทำราคาร่วง
สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ราคาข้าวไทยเฉลี่ยช่วงที่เหลือของปีนี้ยังปรับลดลง 18.9% หรือไปอยู่ที่ 9,856 บาท/ตัน จากปัจจัยด้านฤดูกาลและการแข่งขันด้านราคากับประเทศอินเดียและเวียดนาม นอกจากนี้ ราคาข้าวไทยยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย 420,000 ตัน รายได้ชาวนาลดลง 4,381 ล้านบาท
สอดคล้องกับความกังวลของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่กำลังอยู่ระหว่างสำรวจผลผลิตข้าวนาปี 2569 ที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี จะส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงไปอีก เนื่องจากไม่มีออร์เดอร์ใหญ่ ๆ เข้ามา ส่งผลให้ข้าวในประเทศอยู่ในสภาวะ “ล้นเกิน” ทั้งโกดังโรงสีข้าวและผู้ส่งออก
ดับฝัน COFCO ซื้อ G to G
ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินความพยายามที่จะหาคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน โดยในวันที่ 17-19 กันยายนที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าพบ COFCO Corporation ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจาเร่งรัดให้จีนซื้อข้าว G to G ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน (MOU) ที่ยังเหลือค้างอยู่ 280,000 ตัน
พร้อมกันนี้ คณะผู้แทนฝ่ายไทยยังเสนอให้ COFCO ขยายปริมาณการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ตัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนด้วย หรือเท่ากับการเดินทางไปจีนครั้งนี้ ฝ่ายไทยมีเป้าหมายที่จะเร่งรัดขายข้าวให้จีน 780,000 ตัน “เพื่อรองรับผลผลิตข้าวไทย (ข้าวนาปี) ที่กำลังออกสู่ตลาด ไม่ให้ราคาข้าวเปลือกภายในประเทศตกต่ำลงมากกว่านี้”
ทั้งนี้ ในปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยส่งออกข้าวไปจีน มีปริมาณ 406,720 ตัน มูลค่า 6,819 ล้านบาท หรือมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ที่มีปริมาณส่งออก 180,694 ตัน มูลค่า 4,229 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 125.09% และ 61.24% ตามลำดับ โดยการส่งออกข้าวไปจีนส่วนใหญ่จะเป็น ข้าวขาว (57.90%), ข้าวเหนียว (27.80%) และข้าวหอมมะลิไทย (12.08%)
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าการเดินทางไปพบผู้บริหาร COFCO ในครั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากจีนว่า จะซื้อข้าว G to G อีก 280,000 ตัน รวมไปถึงการขยายการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน สอดคล้องกับที่ COFCO ส่งสัญญาณมายังผู้ส่งออกข้าวไทยก่อนหน้านี้ว่า จะยังไม่ซื้อข้าวไทยในช่วงนี้ ส่งผลให้ช่วงปลายปีหมดหวังที่จะมีคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่เข้ามาในประเทศ นอกเสียจากความเป็นไปได้ที่ว่า จะมีผู้บริหารระดับสูงในระดับรัฐมนตรี เดินทางไปเร่งรัดขอให้จีนช่วยซื้อข้าวไทยในช่วงนี้ โดยอาศัยฉาก ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน
ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ส่งออกข้าวได้ร่วมคณะกรมการค้าต่างประเทศ เยือนประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อหาโอกาสและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย และได้มีโอกาสได้พบกับผู้บริหารของ COFCO Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำด้านการเกษตรและอาหารของจีน เพื่อการเจรจาซื้อ-ขายภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน (MOU) ที่ยังคงเหลือส่งมอบ 280,000 ตัน
และยังได้เสนอให้ COFCO ขยายปริมาณการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มเป็น 500,000 ตัน “ซึ่งก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้า” ทาง COFCO ยังคงต้องรอให้ระดับผู้บริหารเป็นผู้สั่งการลงมา ดังนั้นจึงยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่จะนำเข้าข้าวไทยในส่วนที่เหลือหรือเพิ่มเติมจากเดิม แต่ทั้งนี้ จีนก็มีการนำเข้าข้าวจากไทยโดยภาคเอกชนต่อเนื่อง โดย 8 เดือนแรกของปีนี้มีการนำเข้าข้าวไปแล้วประมาณ 800,000 ตัน ซึ่งขยายตัวกว่า 130% ส่วนใหญ่เป็นการซื้อข้าวขาว ประกอบกับราคาข้าวไทยถูกลงด้วย
“การนำเข้าข้าวของจีน หากราคาต่ำกว่า 450 เหรียญสหรัฐ/ตัน ก็จะไม่กระทบต่อราคาข้าวจีนในประเทศจีน และจีนก็จะมีการนำเข้า ซึ่งตอนนี้ข้าวไทยเฉลี่ย 350-360 เหรียญ/ตัน ดังนั้น จีนจึงนำเข้าข้าวไทยผ่านเอกชนเพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าข้าวไทยแบบ G to G คงต้องคาดหวังระดับผู้บริหารของทั้ง 2 ประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้มีการส่งมอบข้าวที่ยังคงค้างอยู่” นายชูเกียรติกล่าว
ส่วนกระแสการขยายฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าว 2 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ มีรายงานข่าวเข้ามาว่า ฟิลิปปินส์ อาจจะขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน หรือจะไม่นำเข้าข้าวจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2568 และจะเปิดนำเข้าข้าวใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2569 เป็นเวลา 1 เดือน และจากนั้นอีก 3 เดือนก็จะยังไม่มีการนำเข้า
ทั้งนี้ เพื่อรักษาราคาข้าวในประเทศ เท่ากับอีก 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ไทยก็ยังเสียโอกาสที่จะได้ออร์เดอร์ข้าวจากประเทศฟิลิปปินส์อยู่ดี แต่ฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าวเฉพาะข้าวขาวเท่านั้น ส่วนข้าวหอมมะลินั้นก็ยังนำเข้าได้ปกติ แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญเนื่องจากปริมาณนำเข้าไม่มากนัก
เหลือเชื่อข้าวเปลือกตันละ 8,000 บาท
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างการลงพื้นที่สำรวจข้าวนาปี ซึ่งอยู่ในการสำรวจผลผลิตข้าวทางภาคเหนือ โดยภาพรวมประเมินว่า ผลผลิตข้าวนาปีจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาก็คาดหวังว่า “ราคาข้าวจะไม่ตกไปมากกว่านี้” โดยข้าวหอมมะลิปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 12,000-13,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ที่ความชื้น 25%
ขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูกข้าวของชาวนาเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 5,000-6,000 บาท ส่วนราคาข้าวขาวขณะนี้อยู่ที่ 5,500-6,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก แต่ตอนนี้ข้าวขาวเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ขณะนี้เป็นข้าวฤดูนาปี 2568/2569 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว
อย่างไรก็ดี ชาวนายังห่วงราคาข้าวเปลือกที่กำลังออกสู่ตลาดช่วงปลายปีจะมีราคาตกต่ำลง นอกจากปัจจัยภายนอก เช่น อินเดีย จีน เร่งส่งออกข้าว ส่วนฟิลิปปินส์ไม่นำเข้าข้าว จะมีผลต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศ ส่วนปัจจัยภายในคือ ผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาดที่มีปริมาณมาก ความชื้นของข้าวสูง แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนักบ่อยครั้ง แต่ยังไม่เกิดน้ำท่วมนาข้าวมาก “ยังไม่ได้สร้างความเสียหาย” แต่สิ่งที่กังวลก็คือ ข้าวมีความชื้นสูง “จะทำให้ขายไม่ได้ราคา” เพราะชาวนาจะเกี่ยวข้าวสดออกขาย เนื่องจากไม่มีที่ตากข้าว
ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศว่า ราคาเกี่ยวข้าวสดจะให้ชาวนาขายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตันข้าวเปลือก ข้าวขาวไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/ตันข้าวเปลือก “ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่” นอกจากนี้ ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งต่อไป ภายใต้รัฐบาลชุดนายอนุทิน ทางสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เตรียมที่จะเสนอเรื่องของการช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูกข้าวให้กับชาวนา โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย-ยาฆ่าแมลง ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนสูงขึ้นมาก
ขณะที่ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากปัญหาราคาข้าวเปลือกเหนียวตกต่ำ โดยชาวนาในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับราคาจำหน่ายเพียงกิโลกรัมละ 7 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ไม่คุ้มทุนและเรียกร้องให้ รัฐช่วยพยุงราคาขายให้ได้อย่างน้อยกิโลกรัมละ 10 บาท และให้ช่วยควบคุมราคาปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น ทางกรมการค้าภายในได้กำหนด 4 มาตรการหลักในการพยุงราคาข้าวเปลือกนาปี และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ซึ่งรวมถึงข้าวเปลือกเหนียวของจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ได้แก่
1) มาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสามารถเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของตนเอง ไม่ต้องเร่งขายในช่วงที่ราคาต่ำ โดยเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย พร้อมค่าฝากเก็บและค่ารักษาคุณภาพข้าว 2) มาตรการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถรวบรวมข้าวเปลือกไปจำหน่ายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว
3) มาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บสต๊อกข้าวไว้ได้โดยไม่ต้องเร่งระบายผลผลิตในช่วงที่ราคาต่ำ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องและช่วยให้ผู้ค้าข้าวสามารถรับซื้อผลผลิตจากชาวนาได้ในราคาที่เหมาะสม
และ 4) มาตรการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/2569 หรือโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ โดยในจังหวัดเชียงใหม่โอนเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรแล้ว 69,985 ครัวเรือน วงเงินจำนวน 430 ล้านบาท โดยในส่วนของการช่วยลดต้นทุนการผลิต กรมการค้าภายในได้เตรียมจัดกิจกรรม ็ธงเขียวิ จำหน่ายปุ๋ยราคาประหยัดเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรโดยตรงด้วย
ข้าวไทยราคาขยับลง
สำหรับราคาจำหน่ายข้าวไทย (7 ตุลาคม 2568) เทียบกับประเทศคู่แข่งพบว่า ข้าวขาว 5% ไทยอยู่ระหว่าง 339-343 เหรียญ/ตัน (ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 500-504 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม 375-379 เหรียญ/ตัน (ช่วงเดียวกัน 538-542 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 372-376 เหรียญ/ตัน (492-496 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน 342-346 เหรียญ/ตัน (493-497 เหรียญ/ตัน) ข้าวขาว 25% ไทย 328-332 เหรียญ/ตัน (482-486 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม 256-360 เหรียญ/ตัน (510-514 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 358-362 เหรียญ/ตัน (491-495 เหรียญ/ตัน) และปากีสถาน 323-327 เหรียญ/ตัน (474-478 เหรียญ/ตัน)
ข้าวนึ่ง ไทย 351-355 เหรียญ/ตัน (512-516 เหรียญ/ตัน), อินเดีย 349-353 เหรียญ/ตัน (492-496 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน 358-362 เหรียญ/ตัน (517-521 เหรียญ/ตัน) และข้าวหอมมะลิ ไทย 1,094-1,098 เหรียญ/ตัน (1,088-1092 เหรียญ/ตัน), เวียดนาม (Vietnam Jasmine) 491-495 เหรียญ/ตัน (679-683 เหรียญ/ตัน), อินเดีย (India Basmati) 920 เหรียญ/ตัน (970 เหรียญ/ตัน), ปากีสถาน (Super Basmati) 1,120 เหรียญ/ตัน (900 เหรียญ/ตัน) และกัมพูชา (Malys Agkor 5%) 940 เหรียญ/ตัน (945 เหรียญ/ตัน)
ส่วนปริมาณการส่งออกข้าวไทย ล่าสุด (มกราคม-สิงหาคม 2568) พบว่า ข้าวขาว ส่งออก 2,092,694 ตัน หรือลดลง -44.9%, ข้าวนึ่ง 882,763 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 23.1%, ข้าวหอมมะลิ 924,569 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.9%, ข้าวหอมไทย 253,068 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 3%, ข้าวเหนียว 98,483 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% และปลายข้าวขาว 236,072 ตัน หรือลดลง -44.7% โดยการส่งออกข้าวไทย 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2568) สามารถส่งออกไปได้ 5,036,450 ตัน หรือลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา -24.1% คิดเป็นมูลค่า 99,079 ล้านบาท หรือลดลง -35.6%
.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พาณิชย์วิ่งวุ่น ขอจีนซื้อข้าว G to G-7.8 แสนตัน ‘คอฟโก้’ ยังนิ่งทำราคาร่วง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net