ญาติวีรชนฯกระตุกคนคาใจกฎหมายนิรโทษฯ แนะฟังเสียงส่วนใหญ่
“ประธานญาติวีรชนฯ” กระตุกคนที่ยังคาใจกฎหมายนิรโทษกรรม ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ วอนทุกฝ่ายรู้รักสามัคคีเดินหน้าสร้างสังคมสันติสุขตามเจตนารมณ์ ย้ำหลักการ คดี ม.112 เป็น ”พระราชอำนาจ” ผู้ใดจะละเมิดมิได้เผยผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเกือบหมดแล้ว แนะคนที่โดนคดีม.112 ให้ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลได้
19 กรกฎาคม 2569 - นายอดุลย์ เชียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งขาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่ยังมีคนคาใจไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 307 ต่อ 141 เสียง หลังจากที่ประชุมวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ว่า ต้องขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ร่วมกันพิจารณาร่างพรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขทั้งผู้ที่โหวตลงมติเห็นชอบ และไม่เห็นชอบถือว่าทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง แม้จะมีความเห็นแตกต่างกันก็ตาม เช่นเดียวกับผู้ชุมนุมทางการเมือง ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน ล้วนมีเจตนาดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน หลังจากนี้ก็ต้องรอกระบวนการทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ต่อไป
นายอดุลย์ กล่าวว่า แม้ร่างกฎหมายจะผ่านความเห็นขอบจากสภาฯ แล้ว แต่อยากทำความเข้าใจในหลักของการออกกฎหมาย ”นิรโทษกรรม” ซึ่งเป็นชื่อในร่างฉบับเดิม แต่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ประกอบด้วย อำนาจ 3 ส่วน คือ1.อำนาจของรัฐสภา 2.อำนาจของพระมหากษัตริย์ 3. อำนาจตามกฎหมายอาญาปกติ ทั้งนี้อำนาจของแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกัน อำนาจของรัฐสภาที่ผ่านกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นสิ่งที่ชอบด้วยหลักการแล้ว และไม่มีอำนาจออกกฎหมายล้างคดีความผิดตามมาตรา 112 ได้ เพราะเป็น ”พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ หากรัฐสภาจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีม.112 ก็จะขัดแย้งกับอำนาจของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ผู้ใดที่โดนข้อหาความผิดตามมาตรา 112 จึงต้องเข้าสู่กระบวนการขอ”พระราชทานอภัยโทษ” ถึงจะถูกต้อง
นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ตามหลักสากลไม่มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของอดีตผู้นำประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าจะแซงก์ชั่นไม่มีการคบค้าสมาคมกับผู้นำที่ถูกต้องข้อหาทุจริตประพฤติมิชอบ กรณีผู้นำหรือผู้บริหารของประเทศนั้นๆที่มีคดีในข้อหาทุจริตประพฤติมิชอบ การนิรโทษกรรมจะมีเฉพาะผู้นำของประเทศเท่านั้น โดยประมุขของแต่ละประเทศเป็นผู้ที่มีอำนาจในการ”อภัยโทษ” ได้ อย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อประธานาธิบดีประกาศอภัยโทษให้แก่อดีตประธานาธิบดีที่ต้องข้อทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งก็ยังมีการประท้วงรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีผลเพราะประมุขของประเทศคือ ประธานาธิบดี ได้ผ่านกฎหมายอภัยโทษถือเป็นอันสิ้นสุดแล้ว
“สำหรับประเทศไทยที่สภาผ่านร่างพรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แม้บางคนอยากให้นิรโทษคดีม.112ด้วย แต่ทำไม่ได้ เพราะมันขัดกับหลักการ ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีส่วนใหญ่ก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวจนเกือบหมดแล้ว ส่วนผู้ใดที่ยังโดนคดีม.112ก็สามารถขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลได้ พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตากับพสกนิกรอยู่แล้ว แต่ความเห็นต่างแล้วไม่ยอมรับหรือคว่ำร่างกฎหมายทั้งฉบับ เท่ากับปล่อยให้ผู้ที่มีคดีความกว่า6พันคนทุกเสื้อสีถูกพันธนาการไว้อีก และทิ้งเชื้อความขัดแย้งไว้เหมือนเดิม ทั้งที่เราพยายามผลักดันการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองและได้รับการเห็นพ้องจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว เสียงส่วนน้อยก็ต้องยอมรับบเสียงส่วนใหญ่ ตามกระบวนการประชาธิปไตยไม่มีใครได้ ใครเสียทั้งหมด ต้องคิดบวก มองไปข้างหน้า เพราะประเทศกำลังประสบวิกฤตอย่างหนัก ต่อจากนี้ทุกฝ่ายต้อง รู้รักสามัคคี ร่วมกันเดินหน้าสร้างเสริมสังคมให้เกิดความสันติสุข ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป ” นายอดุลย์ กล่าว