รวบคู่รักบัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบมีหมายจับรวม 5 หมายจับ
รวบคู่รักบัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบมีหมายจับรวม 5 หมายจับ
กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ร่วมกันจับกุม น.ส.อิน (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี และนายสุ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์
ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนฯ, เป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาเพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงฯ”
2.ศาลจังหวัดบัวใหญ่ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” จับกุมได้ที่บริเวณหน้าร้านทำขนมปัง ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
สืบเนื่องจากฝ่ายหญิงคือผู้เสียหายใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พบโฆษณาแจกกาแฟ ให้ทดลองใช้ฟรี จึงกดเข้าไปยังโฆษณา ก่อนถูกเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชัน Messenger และได้รับลิงก์ให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE เมื่อกดลิงก์ดังกล่าว พบผู้ใช้ LINE ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า พร้อมขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการจัดส่งสินค้า ต่อมาคนร้ายอ้างว่าระหว่างรอสินค้าจัดส่ง มี “กิจกรรมสร้างรายได้” ให้ร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ลักษณะคล้ายการลงทุนเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) พร้อมเสนอผลตอบแทนที่น่าสนใจ และช่วยสมัครบัญชีผู้ใช้งาน
ให้ผู้เสียหาย จากนั้นส่งลิงก์แพลตฟอร์มปลอมเพื่อให้ผู้เสียหายเข้าใช้งาน และชักชวนให้เปิดพอร์ตลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นจำนวน 1,000 บาท โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนและกำไรสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่คนร้ายแจ้ง พอถึงเวลาที่จะถอนกลับถอนเงินออกมาไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ใส่บันทึกช่วยจำ ทำให้ระบบ AI ไม่สามารถตรวจสอบยอดเงินได้ ต้องโอนเงินมาแก้ไข ผู้กล่าวหาจึงทำการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่คนร้ายบอกหลายครั้งเป็นจำนวน 217,000 บาทก่อนทราบภายหลังว่าถูกหลอกลวงจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ธัญบุรี
ส่วนฝ่ายชายคือผู้เสียหายพบช่องทางขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันหรือเพจหนึ่ง และประสงค์ขอกู้เงินจำนวน 50,000 บาท โดยคนร้ายแจ้งว่าจะผ่อนชำระเดือนละ 1,083 บาท เป็นเวลา 60 งวดระหว่างขั้นตอนการสมัคร คนร้ายให้ผู้เสียหายส่งภาพบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงภาพถ่ายใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน เพื่อใช้ยืนยันตัวตน จากนั้นอ้างว่าผู้เสียหายต้องโอนเงินจำนวน 15,000 บาท เพื่อเปิดบัญชีสินเชื่อ สร้างประวัติทางการเงิน และให้มียอดเงินในบัญชีก่อน จึงจะสามารถอนุมัติเงินกู้ได้ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินแล้ว คนร้ายกลับอ้างว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิด ทำให้ไม่สามารถรับเงินกู้ได้ พร้อมหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ ค่าปลดล็อกบัญชีค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหลายครั้ง โดยอ้างว่าหากดำเนินการครบถ้วนแล้วจะสามารถถอนเงินกู้และรับเงินคืนทั้งหมดได้ ด้วยความเชื่อว่าจะได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง ผู้เสียหายจึงทยอยโอนเงินตามคำสั่งของคนร้ายรวม 18 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 169,244 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถรับเงินกู้หรือถอนเงินที่โอนไปได้จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.โนนแดง
จากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 ยังมีหมายจับในลักษณะเดียวกันนี้อีก 3 หมายจับ 1.ศาลอาญา ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 2.ศาลจังหวัดเวียงสระ ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568 3.ศาลจังหวัดเชียงราย ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สืบสวนหาข่าว จนทราบว่าผู้ต้องหา หลบหนีหมายจับไปทำงานอยู่ที่ร้านทำขนมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวผู้ต้องหา ส่ง พนักงานสอบสวนสภ.ธัญบุรีและ พนักงานสอบสวนสภ.โนนแดง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป