‘งบบัตรทอง’ จ่อ ‘ปรับวิธีการใช้เงิน’ ส่งสัญญาณ ‘ลีน’ จุดจำเป็นน้อย- ไม่จำเป็นแล้ว
รมว.สาธารณสุขและประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) เดินหน้าทบทวนประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุนบัตรทอง กางงบประมาณปี 2568 ชี้ไทยใช้งบน้อยเทียบจีดีพีอาจไม่ได้แปลว่ามีประสิทธิภาพ จี้ สปสช. แยกตัวเลขจัดสรรงบให้ชัดเจน ทั้ง รพ.เอกชน เทเลเมดิซีน และหน่วยนวัตกรรม "7 นางฟ้า" พร้อมสั่งประเมินสิทธิประโยชน์เก่า-ปรับแผนซื้อยาล่วงหน้า 3 ปี คาดประหยัดได้หมื่นล้าน ตั้งเป้าตัดงบส่วนเกินคืนสภาพคล่อง รพ.สธ. 20,000 ล้านบาท ยกระดับการรักษาผู้ป่วยในและแก้ปัญหากำลังคน ขณะที่สปสช. ขานรับปรับมายด์เซ็ต เร่งรื้อระบบรับข้อเสนอ
จากที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ตั้งคำถามว่า งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “งบบัตรทอง” ในปีงบประมาณ 2568 ไปไหน 60,000 ล้านบาท โดยไม่ได้เข้าสู่ระบบการได้รับเงินของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.) และได้มอบหมายให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง นำเสนอรายละเอียดภายใน 7 วันนับจากประชุมบอร์ดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569
ค่าใช้จ่ายสุขภาพ มีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมติดตามการจัดสรรงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2568 โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)นำเสนอ อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทยอยู่ที่ 77 ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว/ประเทศรายได้สูง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนด้านสุขภาพต่ำกว่า โดยปี 2566 ตามรายงานของธนาคารโลก ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดคิดเป็น 4.54 %ของจีดีพี ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษใช้ 11.13 % อเมริการใช้ 16.69% ญี่ปุ่นใช้ 10.74% และจีน ใช้ 5.94% กล่าวคือ ไทยใช้เงินไม่มาก ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน ถือว่ามีประสิทธิภาพ
จัดสรรเงินให้หน่วยบริการ 6 ประเภท
สำหรับปีงบประมาณ 2568 สปสช.จัดสรรเงิน/ค่าบริการไปยังหน่วยบริการ 6 ประเภท ได้แก่
1.หน่วยบริการสาธารณสุข 19,444 แห่ง คิดเป็น 79.75% งบ 157,314.23 ล้านบาท (87.63%) แยกเป็น
- กระทรวงสาธารณสุข (สป.) 5,560 แห่ง คิดเป็น 22.8% งบ 103,275.52 ล้านบาท
- กระทรวงสาธารณสุข (นอก สป.) 112 แห่ง คิดเป็น 0.46% งบ 7,703.64 ล้านบาท
- โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย( UHOSNET) 12 แห่ง คิดเป็น 0.05% งบ 12,878.65 ล้านบาท โรงพยาบาลสังกัดอื่นๆ เช่น กลาโหม ยุติธรรม/ กทม./รพ. บ้านแพ้ว 241 แห่ง คิดเป็น 0.99% งบ 8,415.05 ล้านบาท
- โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชุมชนอบอุ่น 1,118 แห่ง คิดเป็น 4.58% งบ 17,558.86 ล้านบาท
- และหน่วยบริการนวัตกรรม และ เทเลเมดิซีน 12,401 แห่ง คิดเป็น 50.86% งบ 7,482.50 ล้านบาท
2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 22,278 แห่ง งบ 10,872.85 ล้านบาท (6.06%)
3.องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ที่ไม่แสวงกำไร 213 แห่ง งบ 566.42 ล้านบาท (0.32%)
4.สถานบริการอื่น (รพ.เอกชน UCEP) ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันฯ 42 แห่ง คิดเป็น 0.17% งบ 511.94 ล้านบาท (0.28%)
5.เครือข่ายหน่วยบริการด้านยา (รพ.ราชวิถี) งบ 9,995.05 ล้านบาท (5.57%)
6.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหาย งบ 268.25 ล้านบาท (0.15%)
ใช้เงินมีประสิทธิภาพ ก็อาจจะยัง
นายพัฒนา กล่าวว่า ทุกคนมีหน้าที่ในการปกป้องเงินที่ใช้ลงไปในกระบวนการรักษาพยาบาล จึงอยากชวนเปลี่ยนมายด์ เซ็ต(Mind set) โดยให้ลืมความสำเร็จเดิมๆ แล้ว มานั่งคิดใหม่ว่ามีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการที่ประเทศไทยใช้งบประมาณต่อหัวต่ำกว่า ใช้เงินไม่มากแล้วได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับประเทศอื่น ถือว่ามีประสิทธิภาพ อาจจะยังคิดว่าแคบเกินไป เนื่องจากการกระจายตัวของบริการ คุณภาพของบริการ การกระจายตัวของอายุ การเข้าถึง ก็ไม่ได้ถูกนำมาเทียบกัน หรืออัตราการเติบโตของจีดีพีแต่ละประเทศก็มีไม่เท่ากัน
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกคำนวณลงไปในนี้ และยังไม่ได้นำเงินบริจาคจากกฐิน ผ้าป่าและอื่นๆที่นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่เม็ดเงินจำนวนมาก เข้าไปรวมคำนวณด้วย ซึ่งหากรวมเงินแล้วค่าใช้จ่ายของไทยก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็นอัตราส่วนที่ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมยา หรืออุตสาหกรรมทางการแพทย์หรือมีน้อยมาก แต่ประเทศ อื่นๆมีอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งการที่มีอุตสาหกรรมเหล่านี้ เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศเขา แต่ไทยเงินกลับหมุนเวียนออกนอกประเทศ
ร่วมกันปรับวิธีการใช้เงิน เพื่อให้ยั่งยืน
“ถ้าบอกว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านสุขภาพของไทย ต่ำกว่า ใช้เงินไม่มาก แต่ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับประเทศอื่น แล้วถือว่ามีประสิทธิภาพ ก็อาจจะยัง จึงอยากชวนร่วมกันปรับวิธีการใช้เงินว่าควรวางเงินอยู่ตรงจุดไหน”นายพัฒนากล่าว
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ จึงต้องมีการหารือร่วมกัน เพื่อไม่ให้ต่างชาติถามกลับมาว่าทำไมประเทศไทยถึงล้มเหลวทั้งที่ทำทุกอย่างได้ดีมาตลอด ดังนั้น ต้องหารือร่วมกันว่าจะวางแนวทางไปทางไหน เมื่องบประมาณมีจำกัดมาก ในช่วงเวลาแบบนี้จะรักษาความยั่งยืนไว้ได้อย่างไร คือ โจทย์สำคัญ
แยกหน่วยบริการที่จัดสรรเงินให้ชัด
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ในส่วนของงบประมาณที่จัดสรรให้รพ.เอกชนและคลินิกชุมชน ที่ใช้เงินกว่า 17,000 ล้านบาทนั้น จะต้องแยกให้ชัดเจนว่าเป็นรพ.เอกชนจำนวนเท่าไหร่ และคลินิกชุมชนเท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ส่วนใช้เงินเท่าไหร่ เพราะตัวเลขรวมใกล้เคียงกับที่โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์(UHosNet) ใช้เงินที่ 12,800 ล้านบาท รวมถึง การจัดสรรให้ 7หน่วยบริการนวัตกรรม(7นางฟ้า) และเทเลเมดิซีน ที่ใช้เม็ดเงินราว 7,000 ล้านบาทก็ควรแยกส่วนกันเพราะการให้บริการไม่เหมือนกัน ก็จะทำให้เห็นภาพว่าแต่ละส่วนใช้เงินเท่าไหร่ เช่น 7 นางฟ้า ใช้ประมาณ 4,000 ล้านบาท เทเลเมดิซีนใช้ 3,000 ล้าน
ต้องรีวิวเพื่อปรับสิทธิประโยชน์
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า กระบวนการให้สิทธิประโยชน์แต่ละครั้งแต่ละเรื่อง จะผ่านหลายอนุกรรมการ ซึ่งอนุฯ ด้านการเงิน ควรมีการกำหนดการตรวจสอบตัวชี้วัด(KPI) และ กระบวนการ Audit ไว้ด้วย เพราะเมื่อเวลาให้บริการเป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ แล้วต้องจ่ายเงิน ไปนั้น กระบวนการ Audit ต้องถูกคิดไปพร้อมการจ่ายเงิน ไม่ใช่รอมีผู้ร้องเรียนแล้วไปอนุกรรมการตรวจสอบ
“ต้องรีวิวการใช้เงินให้มีความเหมาะสมมีคุณภาพ อนุการเงินฯควรมีภาระหน้าที่นี้ประเมินการใช้เงินและผลลัพธ์ด้วย เช่น ทำไปแล้ว 5 ปี ไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิภาพลดลงหรือไม่ ควรที่จะปรับเปลี่ยนหรือไม่”นายพัฒนากล่าว
ปรับจัดซื้อยา อาจประหยัดได้ 10,000 ล้าน
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ในเรื่องการจัดซื้อยาและวัคซีน สปสช.ควรมองภาพรวมทั้งประเทศ โดยเชื่อมโยงระบบข้อมูลกับสธ.ที่รพ.จะมีการรายงานเข้าระบบอยู่แล้ว ซึ่งก็อาจจะทำให้เห็นสต็อคยาได้ว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ ก็อาจจะปรับการจัดซื้อจากรายปี เป็นราย 3 ปีที่อาจจะได้ราคาที่ถูกลง ก็จะประหยัดงบได้มาก อาจจะราว 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับแก้กฎระเบียบใด 1 บรรทัด ก็นับว่าคุ้มค่ากับการดำเนินการ
ลีนการใช้เงินที่ไม่จำเป็น-จำเป็นน้อย
“วันนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมหลายอย่าง แต่ก็มีคำถามหลายประเด็นกลับไป ก็จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างสธ.กับสปสช.เพื่อหารือว่าจะต้องจัดวางเงินต่างๆไปทางไหน การมีงบประมาณต่างๆพอที่จะปรับให้รพ.มีความแข็งแรงมากขึ้นทั้งในแง่การให้บริการ การเงินการคลัง ส่วนหน่วยงานหรือหน่วยบริการตรงไหน ที่มีความจำเป็นลดลงหรือไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็จะได้ลีนการใช้เงินขององค์กรตรงนั้นลง”นายพัฒนากล่าว
ลดบริการไม่เหมาะสม -รพ.สธ.ได้เงินตามต้นทุน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณไปส่วนไหนอย่างไรเป็นสำคัญ นายพัฒนา กล่าวว่า ถ้าในมุมส่วนตัวก็ต้องการให้การจัดสรรงบประมาณต่อหัวให้ รพ. โดยเฉพาะใน สธ.เพิ่มมากขึ้น เหมาะสมกับต้นทุน รวมถึง เรื่องของการที่จัดบริการต่างๆแล้วไม่ค่อยได้ประเมินผลงาน หรือประเมินบริการเหล่านั้นว่ายังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่ ก็อยากให้ลดตรงนั้นลง ซึ่งการดำเนินการลดส่วนตรงนี้ จะทำให้มีช่องว่างของเงินเอามาใส่ใน รพ. หรือใส่ในหน่วยบริการที่จำเป็นตามนโยบายเพิ่มมากขึ้น
ส่วนที่บริการต่อครั้งสูงเกิน อาจต้องจำกัด
อีกทั้ง การแยกส่วนของการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหน่วยบริการให้ชัดเจนขึ้น ตัวเลขไม่โกหกว่าจัดบริการอยู่ตรงไหน เกิดความคุ้มค่าหรือไม่ ตัวเลขอธิบายสถานการณ์ แต่ไม่ได้บอกว่ามีใครโกง เช่น แยกงบ 7 นางฟ้าจากเทเลเมดิซีน จะเห็นว่าการให้บริการต่อครั้งของบริการใดสูงเกินไปหรือไม่ อาจจะต้องมีการจำกัด หรือหากมีความจำเป็น แต่การกระจายของหน่วยบริการมากเกินไป จะรวมศูนย์เป็นคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ เพื่อยังคงให้บริการอยู่ แต่ลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยลง เป็นการลีนองค์กร
หวังลีนแล้วมีเงินเติมให้รพ.20,000 ล้าน
“ขณะที่รพ.สธ.เห็นตัวเลขคร่าวๆ ในอากาศ ถ้าได้เงินเติมปีละ 20,000 ล้านบาท รพ.จะมีความแข็งแรง มีศักยภาพยกระดับอุปกรณ์ทางแพทย์ การบริการในรพ.ตอบสนอง47 ล้านคนได้มากยิ่งขึ้น การที่รพ.แข็งแรงมากขึ้น ไม่น่าทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่เสียประโยชน์ไป นี่คือสิ่งที่อยากจะได้อยากจะมอง แต่ไม่ใช่ส่วนอื่นไม่มีประโยชน์ แต่การจัดวาง มูลค่าต่อหัวต่อบริการต่อครั้ง ถ้าลีนลงมาได้ก็จะเกิดประโยชน์”นายพัฒนากล่าว
รพ.สธ.เร่งหารายได้ พึ่งตนเอง
ถามต่อว่ารัฐบาลสามารถเพิ่มงบประมาณให้กองทุนบัตรทองมาอย่างเพียงพอเลยได้หรือไม่ นายพัฒนา เชื่อว่าหากมีบริหารภายในเท่าที่ได้รับมาปัจจุบันอย่างรัดกุมรอบคอบแล้วสามารถตอบคำถามได้ว่าไม่มีที่จะลีนแล้ว สุดท้ายแล้วการของบประมาณก็คงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนจะไปของบประมาณ ต้องพยายามเลี้ยงตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนจะไปพึ่งพางบประมาณ จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องให้ระบบบริการสาธารณสุขของไทย สามารถหารายได้เพิ่มเติมผ่าน เมดิคัลอีโคโนมี เช่น รพ.สธ.หารายได้เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือผู้ป่วยต่างชาติ ราว 1,000-2,000 ล้านบาท เป็นต้น
รพ.เงินเพิ่ม ช่วยบริการดีขึ้น ลดปัญหากำลังคน
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดสธ. กล่าวว่า ฐานของค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยในที่ควรได้ตามต้นทุนอยู่ที่ 13,000 บาท ที่ผ่านมาได้ราว 8,000 บาท ปี 2569 ได้ 9,000 กว่าบาท หากได้เงินเติมเข้ามาราว 20,000 ล้านบาท จะทำให้ค่าผู้ป่วยในขยับไปที่ 10,000 กว่าบาท ซึ่งจะส่งผลต่อจัดบริการที่มีศักยภาพดีขึ้น เรื่องบุคลากรที่มีปัญหาก็จะปรับเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการจัดงบประมาณที่ไม่เพียงพอทำให้ สธ.มีปัญหาการให้บริการและกำลังคน
สปสช.พร้อมรับข้อเสนอ
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า สปสช.พร้อมรับทุกคำแนะนำ และจะนำไปให้อนุกรรมการสปสช.ทุกชุด เพื่อสร้างกลไกการจัดทำข้อเสนอต่างๆ แนวทางการประเมิน เพื่อทำให้ระบบมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้ส่วนตัวไม่อยากให้มองว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่มองว่าเป็นการปรับปรุงให้ระบบดีขึ้น ส่วนข้อเสนอที่ให้ สปสช.ปรับแนวคิดที่ไม่ยึดกับความสำเร็จเดิมที่เป็นอยู่นั้น ก็ขอรับมาปรับมายด์เซ็ต ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วก็เป็นเรื่องดี แต่ก็จะไม่ยึดติด และจะประเมินในภาพลบด้วย เพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น
ส่วนการปรับปรุงการจัดสรรเงินไปให้กองทุนย่อยๆ ต่างๆ นั้น นพ.จเด็จ กล่าวว่า เดิมแต่ละกองทุนย่อยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อดูแลโรคหรือปัญหาด้านสาธารณสุขในขณะนั้น ให้มีความคล่องตัวและมีได้รับการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน แต่ปัจจุบันหากพบว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป และสถานพยาบาลสามารถรองรับบริการได้ดี ก็อาจพิจารณาเลิกกองทุนย่อยบางกองทุนได้ในอนาคต
ส่วนประเด็นหน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้า ไม่ได้หมายถึงจะยุบหรือลด แต่ดูตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ทำงานในรูปแบบเครือข่าย หากสถานพยาบาล รพ.ไหนต้องการให้มีหน่วยบริการ 7 นางฟ้ามาช่วยก็จะจัดบริการร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจะปรับปรุงเรื่องใดเกี่ยวกับกองทุนบัตรทองนั้น จะต้องผ่านออกมาเป็นมติบอร์ดสปสช. ไม่สามารถใช้เฉพาะความคิดเห็นของรมว.สธ.แม้จะเป็นประธานบอร์ดสปสช.