โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

" รวมพลนักวิชาการ-แกนนำภาคประชาชน 'เชื่อรัฐบาล'ล้มเหลวในการบริหาร ด้าน"พิชาย" ชี้ รบ.มีเสถียรภาพสูงแต่สมรรถภาพบริหารประเทศต่ำ

Manager Online

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

" รวมพลนักวิชาการ-แกนนำภาคประชาชน 'เชื่อรัฐบาล'ล้มเหลวในการบริหารประเทศ "จุตพร" หวั่นเดินหน้าซ้ำรอยเดิม ชี้เลยคำว่าปฏิรูปแล้ว ต้อง ชำระล้างบ้านเมือง ด้าน"พิชาย" รับรบ.มีเสถียรภาพสูงแต่สมรรถภาพบริหารประเทศต่ำ

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เวลา 13.00 น. วันที่ 20 ส.ค.2569 สภาที่ 3 จัดเสวนา หัวข้อ "รัฐบาลล้มเหลว เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย" โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) นายวีระ สมความคิด ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวมประชาชน โดยรศ.ดร.ปริญญา เทวานนฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมเสวนา

โดย รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เวทีเพื่อล้มรัฐบาล แม้หัวข้อจะระบุถึงความล้มเหลว แต่หมายถึงช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จ และอาจถึงขั้นล้มเหลวหากยังคงบริหารงานในรูปแบบเดิมโดยไม่แก้ไขปัญหาที่เป็นสาระสำคัญ การมีอยู่ของ "สภาที่ 3" หรือสภาภาคประชาชน มีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากระบบสภาคู่ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อจำกัดอย่างมากในการตรวจสอบถ่วงดุล โดยสภาผู้แทนราษฎรใช้ระบบเสียงข้างมากทำให้รัฐบาลไม่ตรวจสอบกันเอง ขณะที่ฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อย ส่วนวุฒิสภา (สว.) ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและองค์กรอิสระต่างๆ ดังนั้น เสียงของประชาชนนอกสภาจึงต้องทำหน้าที่แทนในส่วนที่ระบบสภาไม่สามารถทำได้เต็มกำลัง

นอกจากนี้ ยังเตือนว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยมีบทเรียนให้เห็นเสมอว่า หากรัฐบาลใดไม่สนใจฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน แม้จะครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ พร้อมแสดงความกังวลว่า การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบแล้ว

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ความโปร่งใส รวมถึงที่มาและบทบาทขององค์กรอิสระ เช่น กกต. และ ป.ป.ช. ที่ยึดโยงอยู่กับ สว. ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย ต้องใช้วิธีการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่ใช่การบริหารแบบ "พวกเดียวกัน"

รศ.ดร.ปริญญา ยังระบุถึงวาระของ สว. ที่ผ่านไปแล้ว 2 ปี และเหลืออีกราว 2 ปีเศษ โดยเตือนว่าแม้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำไม่ทันตามกำหนดเวลา แต่วิธีการได้มาซึ่ง สว. ที่เปิดช่องให้เกิดการฮั้วกันได้นั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า คำว่า "รัฐบาลล้มเหลว" นั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับการพัฒนาไปสู่ขั้นวิวัฒนาการสูงสุด หลังจากนั้นคำว่า "เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย" ได้กลายเป็นเพียง "คำหลอน" ทางการเมืองไปแล้ว หากย้อนความทรงจำถึงช่วงการรณรงค์รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า ในยุคนั้นมีการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองเป็นหัวข้อหลักเนื่องจากเห็นปัญหาที่ชัดเจน แต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ได้มีการชูวาระสำคัญเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมา ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครเห็นต่าง และท้ายที่สุดสังคมก็ไปฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งใช้ระยะเวลาบริหารประเทศนานถึง 9 ปี แม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญก็ยังมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น ตำรวจและการศึกษา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ได้ตามที่คาดหวัง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน นายจตุพร มองว่าสภาพของประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่เกินคำว่า "ปฏิรูป" ไปแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้คำนี้เหมือนเป็นการหักหลังประชาชน เป็นเพียงคำอ้างที่ฟุ่มเฟือยและไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น สิ่งที่ประเทศต้องทำในเวลานี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูป แต่คือการ "ปฏิวัติ" ที่ไม่ได้หมายถึงการทำรัฐประหาร หากหมายถึงการ "ชำระร่างกาย" หรือชำระล้างบ้านเมืองครั้งใหญ่ที่สุด

8203;นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนถึงปัญหาสครงสร้างเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายรับและเงินลงทุนของประเทศที่ถูกบัญญัติให้ต้องกู้เงินเป็นมาตรฐานโดยไม่มีใครคิดแก้ไข ปัญหาโครงสร้างระบบราชการที่มีการพูดถึงการลดจำนวนข้าราชการ ตลอดจนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น การโกงสอบท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงองค์กรอิสระอย่าง กกต. และที่มาของวุฒิสภา (ส.ว.) ตามกติกาใหม่ที่ออกแบบผิดธรรมชาติและถูกวางระเบิดเวลาไว้

"หากจะคิดทำเรื่องใหญ่ให้บ้านเมืองในเวลานี้ อย่าใช้คำว่าปฏิรูปประเทศอีกต่อไป แต่ต้องใช้เวลาในการชำระล้างครั้งใหญ่ ซึ่งหากยังหาคำที่เหมาะสมมาใช้เรียกไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำเรียกใดๆ ทั้งสิ้น" 8203;นายจตุพร กล่าว

ด้าน รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันถือเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจและเสถียรภาพในทางโครงสร้างในระดับสูง แต่กลับมีสมรรถนะและการบริหารจัดการประเทศในระดับต่ำ พูดให้เห็นภาพชัดคือ เปรียบเหมือนรัฐบาลที่ยึดพวงมาลัยในการกำหนดทิศทางของประเทศเอาไว้ได้ แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนและพาประเทศออกจากวงเวียนหรือวังน้ำวนปัญหาเดิมๆ ได้เสียที ชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะมีความแข็งแรงมากในสภา แต่ในสายตาของประชาชนกลับมีความบอบบางและเปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งความเปราะบางนี้มีที่มาจากรากฐานของรัฐบาลที่ก่อตัวขึ้นจากเครือข่ายกลุ่มทุนท้องถิ่นและนักการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก ทำให้ประชาชนขาดความคาดหวังและมองว่าไม่ใช่กลุ่มที่จะเข้ามาเป็นแกนนำในการบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง การเข้าสู่อำนาจเกิดขึ้นจากการหนุนหลังของเครือข่ายท้องถิ่น ชนชั้นกลาง รวมถึงฝั่งราชการ แต่เมื่อเข้ามาควบคุมกลไกรัฐได้แล้ว กลับไม่สามารถใช้อำนาจนั้นในการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างเพื่อสร้างคุณค่าหรือความหมายใหม่ๆ ให้กับประเทศได้

รศ.ดร.พิชาย กล่าวต่อว่า จุดล้มเหลวสำคัญของรัฐบาลอนุทิน แบ่งออกเป็น 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความล้มเหลวด้านยุทธศาสตร์ 2.ความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจ 3.ความล้มเหลวด้านงบประมาณ 4.ความล้มเหลวด้านการตัดสินใจ 5.ความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาล 6.ความล้มเหลวด้านระบบราชการ 7.ความล้มเหลวด้านความรับผิดชอบ และ 8. ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ

ขณะที่ นายธีระชัย กล่าวว่า ปัญหาความล้มเหลวของรัฐบาลในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่เกิดจาก "ระบบการเมืองไทย" ที่ล้มเหลวเชิงโครงสร้าง หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภาวะรัฐบาลล้มเหลวซ้ำซาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล ในประเด็นด้านเศรษฐกิจ หลายคนได้มีการเตือนว่าอย่าวางใจกับตัวเลขการขยายตัวของ GDP แม้จะดูเติบโตสูง แต่รายได้ยังไม่กระจายตัว ผลประโยชน์และกำไรส่วนใหญ่ตกเป็นของเจ้าของยี่ห้อและโรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยที่เน้นใช้แรงงานในประเทศ เนื่องจากขายสินค้าได้เงินบาทน้อยลง

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบย้อนหลังตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งรายได้ต่อหัวของคนไทยเคยสูงกว่าเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้กลับมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่กว่าไทยถึง 3.5 เท่า ทั้งที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่ามาก สะท้อนถึงการพัฒนาประเทศที่สะดุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างการเมือง ชนวนเหตุทำระบบการเมืองไทยวิกฤต เกิดจากระบบถ่วงดุลอำนาจล้มเหลว ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกทำให้อำนาจการตรวจสอบจากข้าราชการ สื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนอ่อนแอลง เสียงของประชาชนไร้ผลในการยับยั้งการใช้อภิสิทธิ์แสวงหาผลประโยชน์ การซื้อเสียงเปลี่ยนรูปเป็น ประชานิยมทางนโยบาย การเข้าสู่อำนาจเปลี่ยนจากการแจกเงินแบบเดิม มาเป็นการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สร้างหนี้สาธารณะ โดยไม่มีการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง การเติบโตของระบบ "บ้านใหญ่" ที่รวบอำนาจการบริหารทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แทนที่ระบบราชการเดิมจนเกิดความเสียหายต่อการบริหารประเทศ และหากไทยยังไม่รีบยกเครื่องระบบการเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยจะไม่สามารถรับมือกับคลื่นลมความผันผวนและสภาวะเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังได้เลย

ด้านนายวีระ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความล้มเหลวอย่างหนัก แม้จะมีการอ้างเหตุผลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งปี 2550 และปี 2560 แต่สุดท้ายก็ยังคงวนลูปเดิม และไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างจริงจัง

8203;นายวีระ กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่ระดับประเทศในปัจจุบันเกิดจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่ใช้ "เงินสกปรก" หรือการซื้อเสียงผ่านกติกาที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย จนได้ "รัฐบาลสีเทา" เข้ามาบริหารประเทศ ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึงบทบาทขององค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีหน้าที่จัด election ให้สุจริตเที่ยงธรรม แต่กลับไม่เคยจับกุมการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวของระบบ พร้อมคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ผลงานกับพรรคการเมืองที่ใช้เงินสกปรก

ส่วนพ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถูกมองว่าไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่เกิดจากกติกาที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการลงประชามติที่ไม่เปิดกว้าง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นไปอย่างขรุขระและไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ ตามที่เคยบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 โดยระบุว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ไม่ได้สะท้อนการปฏิรูปอย่างแท้จริง เนื่องจากร่างกฎหมายดั้งเดิมของ คณะกรรมการปฏิรูปฯ ถูกปฏิเสธ และนำร่างที่เขียนโดยฝ่ายตำรวจเองมาใช้งาน ทำให้ปัญหาเดิมๆ ยังคงดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตำแหน่ง ระบบเส้นสาย หรือการละเลยคดีความของประชาชนทั่วไป

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ ชินชาต่อความชั่ว และเห็นเรื่องผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น การเปิดสถานบันเทิงผิดกฎหมายหรือการวิ่งเต้นในระบบราชการ และต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะมีห้างสรรพสินค้าหรือตึกสูงในเมืองแต่ไม่ได้สะท้อนความเจริญของคนส่วนใหญ่ ประชาชนยังต้องทำงานล่วงเวลา (OT) อย่างหนักเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่สวัสดิการและคุณภาพชีวิตกลับไม่ได้เติบโตตาม อีกทั้งความเหลื่อมล้ำในระบบราชการ โครงสร้างระบบราชการ ฝ่ายทหาร และฝ่ายตำรวจ ได้รับงบประมาณและการสนับสนุนอย่างมาก แต่กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง รวมถึงมีงบก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า ในขณะที่การบริการประชาชนในต่างจังหวัดยังคงขาดแคลน 8203;รวมไปถึงระบบการเมืองและอำนาจคุ้มครอง การเมืองท้องถิ่นยังคงผูกติดกับระบบ "ซุ้ม" หรือ ฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าต้องอาศัยผู้มีอำนาจในการปกป้องสิทธิและอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม

"ทั้งนี้หากไม่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีการกระจายอำนาจรวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุความสงบสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้"พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...