โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย 7.7 ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังอยู่ในค่าเฉลี่ยโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ อธิบายแผ่นดินไหวอินโดนีเซียขนาด 7.7 เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นธรณี พร้อมชี้อาฟเตอร์ช็อกจำนวนมากเป็นภาวะที่เกิดตามแผ่นดินไหวใหญ่ ขณะที่ไทยมีเวลาเตรียมรับมือสึนามิจากแหล่งกำเนิดไกล

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 15 สิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจ หลังเกิดความเสียหายในพื้นที่ใกล้ศูนย์กลาง รวมถึงมีรายงานสึนามิขนาดเล็กและอาฟเตอร์ช็อกตามมาเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางคำถามว่าเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ของโลกในช่วงปีนี้ มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ และประเทศไทยต้องเฝ้าระวังมากเพียงใด

รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ TNN อธิบายว่า ในภาพกว้าง เหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวบริเวณที่แผ่นออสเตรเลียและแผ่นซุนดาเข้าหากัน ทำให้เกิดทั้งแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่และรอยเลื่อนย่อย โดยแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดเกิดบนแนวรอยเลื่อนย่อย แต่ไม่ได้หมายความว่ารอยเลื่อนดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก

อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ คือ จุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ค่อนข้างตื้นและใกล้พื้นที่ชุมชน จึงทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลต่ออาคารและประชาชนมากขึ้น

ทำไมเกิดสึนามิ แต่คลื่นไม่รุนแรงเท่าปี 2547

รศ.ดร.ภาสกร อธิบายว่า ตำแหน่งการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ใต้ทะเล และมีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่ง จึงสามารถทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวและเกิดสึนามิได้ แต่คลื่นที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและส่งผลหลักในบริเวณใกล้ศูนย์กลาง จัดอยู่ในลักษณะของ “สึนามิท้องถิ่น”

หลักสำคัญของการเกิดสึนามิจากแผ่นดินไหว คือ พื้นทะเลต้องมีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งมากเพียงพอ หรืออาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ดินถล่มใต้ทะเล ซึ่งสามารถเพิ่มความสูงของคลื่นได้

หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2547 ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ขนาดและพื้นที่ของการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน โดยเหตุการณ์ปี 2547 เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก และมีแนวการเลื่อนตัวเป็นระยะทางยาว ส่งผลให้มีการปลดปล่อยพลังงานและเคลื่อนมวลน้ำในปริมาณมากกว่าครั้งล่าสุดอย่างชัดเจน

แม้ตัวเลขขนาดแผ่นดินไหวระดับ 7 กว่า กับระดับ 9 จะดูแตกต่างกันไม่มากเมื่อพิจารณาเฉพาะตัวเลข แต่มาตราขนาดแผ่นดินไหวไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า หากเปรียบเทียบในด้านพลังงาน ความแตกต่างสามารถอยู่ในระดับหลายร้อยถึงประมาณพันเท่า

อาฟเตอร์ช็อกกว่า 1,600 ครั้งผิดปกติหรือไม่?

สำหรับรายงานอาฟเตอร์ช็อกจำนวนมากหลังเหตุการณ์ รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามปกติหลังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยแผ่นดินไหวระดับ 7 สามารถมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาได้จำนวนมาก

ช่วงที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกถี่ที่สุดมักอยู่ใน 24 ชั่วโมงแรก จากนั้นจำนวนและความถี่จะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา ขณะที่อาฟเตอร์ช็อกส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลัก โดยเหตุการณ์ขนาดใหญ่จะมีจำนวนน้อยกว่าเหตุการณ์ขนาดเล็ก

ดังนั้น จำนวนอาฟเตอร์ช็อกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาใช้สรุปได้ว่ากำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าเดิม

แผ่นดินไหวอินโดนีเซียจะกระตุ้นแผ่นดินไหวใหญ่ที่อื่นหรือไม่?

อีกข้อกังวลคือ แผ่นดินไหวขนาด 7.7 จะสามารถส่งต่อแรงไปกระตุ้นแผ่นธรณีบริเวณอื่น เช่น ญี่ปุ่น หรือพื้นที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้หรือไม่

รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันว่าแผ่นดินไหวในพื้นที่หนึ่งจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรโดยตรง แม้บริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุอาจเกิดการปรับตัวและมีแผ่นดินไหวตามมาได้

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หรือภูมิภาคอื่นของโลกยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างและแนวรอยต่อของแผ่นธรณีที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดห่างกันมาสรุปว่าเป็นการส่งต่อพลังงานถึงกันโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

ปี 2569 แผ่นดินไหวใหญ่ยังอยู่ในค่าเฉลี่ย

รศ.ดร.ภาสกร ให้ข้อมูลว่า โดยเฉลี่ยทั่วโลกเกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 7-8 ราว 15-20 ครั้งต่อปี ขณะที่ในปี 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม มีเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7 กว่าเกิดขึ้นประมาณ 11 ครั้ง ตามข้อมูลที่กล่าวถึงในการสัมภาษณ์

ตัวเลขดังกล่าวจึงยังอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ย และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปีนี้โลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ถี่กว่าปกติ

ส่วนแผ่นดินไหวตั้งแต่ขนาด 8 ขึ้นไป หากพิจารณาสถิติในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา จะเกิดเฉลี่ยประมาณปีละ 1 ครั้ง แต่ไม่สามารถระบุล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดในประเทศหรือภูมิภาคใด

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นหลักคือแนวรอยต่อของแผ่นธรณี โดยเฉพาะบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” รอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัสเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปจนถึงนิวซีแลนด์ และเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เป็นประจำ

ทำไมคนไทยบางพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

แม้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ห่างจากประเทศไทย แต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ขนาดใหญ่สามารถเดินทางเป็นระยะทางไกลได้ ขณะที่ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่มีส่วนกำหนดว่าประชาชนจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้มากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.ภาสกร อธิบายว่า พื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งและมีชั้นดินอยู่ด้านบน เช่น แอ่งกรุงเทพฯ หรือแอ่งเชียงใหม่ สามารถทำให้คลื่นแผ่นดินไหวบางช่วงถูกขยายขึ้นได้

โดยเฉพาะเมื่อความถี่ของคลื่นแผ่นดินไหวสอดคล้องกับความถี่ธรรมชาติของอาคาร อาจทำให้อาคารเกิดการโยกตัวชัดเจนขึ้น ผู้ที่อยู่บนอาคารสูงจึงอาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าผู้ที่อยู่บนพื้นดินหรือพื้นที่ฐานหิน แม้อยู่ในระยะห่างจากศูนย์กลางใกล้เคียงกัน

ไทยมีเวลารับมือสึนามิจากแหล่งกำเนิดไกล

ในด้านความเสี่ยงสึนามิของประเทศไทย รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สามารถทำให้เกิดสึนามิเดินทางมายังชายฝั่งไทยอยู่ค่อนข้างไกล ทำให้ประเทศไทยมีช่วงเวลาสำหรับตรวจสอบและแจ้งเตือนก่อนคลื่นเดินทางถึงชายฝั่ง

จากคำอธิบายในการสัมภาษณ์ หากเกิดเหตุจากแหล่งกำเนิดดังกล่าว ไทยอาจมีเวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ระบบตรวจจับสามารถแจ้งข้อมูลเบื้องต้นหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ภายในประมาณ 10-15 นาที และยังมีระบบตรวจวัดในมหาสมุทรอินเดียสำหรับติดตามการเคลื่อนตัวของคลื่นอีกระดับหนึ่ง

แตกต่างจากชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวใต้ทะเล ซึ่งสึนามิอาจเดินทางถึงชายฝั่งภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ประชาชนในพื้นที่ลักษณะดังกล่าวจึงต้องรู้หลักการอพยพด้วยตนเอง เมื่อรู้สึกถึงแผ่นดินไหวรุนแรงและอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งควรเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงตามแนวทางของหน่วยงานท้องถิ่นทันที

ปัจจุบันยังทำนายวันและเวลาแผ่นดินไหวไม่ได้

แม้วิทยาศาสตร์จะสามารถระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและประเมินระดับแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่สามารถทำนายล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นวันใด เวลาใด และมีขนาดเท่าใด

แนวทางลดความเสียหายจึงอยู่ที่การเตรียมความพร้อม ทั้งความรู้ของประชาชนในการเอาตัวรอด มาตรฐานความแข็งแรงของอาคาร รวมถึงกฎหมายและมาตรการควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากความเสียหายและการสูญเสียจากแผ่นดินไหวจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการพังทลายของอาคารและสิ่งก่อสร้าง

โลกร้อนทำให้แผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นหรือไม่?

สำหรับข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นหรือไม่ รศ.ดร.ภาสกร ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ยืนยันความเชื่อมโยงในลักษณะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบต่อเนื่องในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ภูเขาที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนและมีฝนตกหนักตามมา อาจเพิ่มความเสี่ยงดินถล่ม หรือกรณีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นก็อาจมีผลต่อระดับน้ำและผลกระทบจากสึนามิในพื้นที่ชายฝั่ง

ดังนั้น เหตุแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งที่ประชาชนได้รับข่าวสารในช่วงปี 2569 ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวมากกว่าปกติ แต่การเข้าถึงข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ที่รวดเร็วขึ้น ประกอบกับบางเหตุการณ์เกิดใกล้เมืองและชุมชน ทำให้ภาพความเสียหายถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วและทำให้ประชาชนรับรู้เหตุการณ์ได้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...