ต้องขอ ‘คารวะ’
ผมน่ะเข้าใจแต่ “กำแพงประเพณี”..
บทเพลงที่ “คุณอาณัติ พุทธมาศ” ทั้งแต่งเอง-ขับขานเอง (นักเลงพอ) เมื่อหลายสิบปีก่อนนู้น โดยตัวเขาได้อธิบายด้วยภาษากวีที่งดงาม ลึกซึ้ง กินใจ ดังขึ้นต้นว่า..
“มันเป็นความเศร้าอย่างมหันต์ ที่เธอและฉัน ต้องมารักกันชาตินี้ เพราะความรักเราสองต้องมามี ม่านประเพณีเป็นกำแพงขวางกั้นอุรา..
ก่อนจะลงท้ายว่า.. “มันเป็นความเจ็บปวดรวดร้าว ที่เนาว์แนบใน หัวใจสองเราท่วมท้นหนทางรักเราสองต้องมืดมน เพราะไม่อาจโอน ประเพณีหลอมรวมกันได้”
ซึ่งฟังแล้วก็เข้าใจว่าคุณอาณัติต้องการสะท้อนถึงความรักที่ไม่สมหวังและความเจ็บปวดรวดร้าวใจ จากอุปสรรคทาง “ศาสนา” ที่แตกต่างกัน!
และนี่..จะแต่งขึ้นจากชีวิตจริงของคุณอาณัติหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าตัวเขาเป็นไทยมุสลิม เกิดที่อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง..ปักษ์ใต้บ้านผ๊ม!
ส่วน “กำแพง” ที่เขาพูดถึงกัน 2-3 วันนี้ ต้องบอกตามตรงว่าปัญญาน้อย ไม่รู้จริงๆ หมายถึงอะไร-อย่างไร อย่างคุณศิริกัญญา ตันสกุล ที่โพสต์..
“กำแพงที่หนาแต่กลวง สูงแต่เปราะบาง สักวันมันต้องล่มสลาย ดิฉันยอมเจ็บหัว ยอมวิ่งชนไปเรื่อยๆ เชื่อว่าวันหนึ่งมันต้องลงมาแน่ๆ”
ไม่ทราบว่าคุณศิริกัญญาจะ “วิ่งชนให้ตัวเองยอมเจ็บหัว” ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ใช้ปัญญา ความรู้ ความสามารถที่มีทำลายกำแพงหนาแต่กลวงนั้นล่ะ..งงเด๊ะ!
หรือ..ต่อมา คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโพสต์.. “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ก็เช่นกัน
ไม่รู้อีกว่า คุณอนุทินที่ตำแหน่งเป็นถึง “ผู้นำประเทศ” จะโพสต์ลอยๆ ขึ้นมาทำไม แถมอธิบายอะไร-อย่างไรก็ไม่ได้..
“วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น” จะมีด้วยเหรอ..งงสิ!
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นจะต้องขอบคุณคุณวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนซีไรต์ ที่ได้กรุณาอธิบายความให้ผู้รู้น้อยอย่างผมได้พอเห็นภาพ-เข้าใจใน “กำแพง” นี้..
“..คุณศิริกัญญาบอกว่าพวกตน “ชนกำแพง” ที่หมายถึงสถาบันหลักของชาติ ผมก็จะบอกว่าสิ่งที่พรรคส้มและลิ่วล้อชนอยู่นั้นไม่ใช่กำแพง แต่เป็น “กะลา”
และไม่ใช่กะลาของคนอื่น แต่เป็นกะลาที่พวกตนสร้างขึ้นครอบกันเอง
กะลาที่ว่านี้คือ “กะลาของตัณหา มานะ ทิฏฐิ” ที่เป็น “รากปัญหา” ความขัดแย้งกันของมนุษย์ และถีบมนุษย์ให้ออกไปเข่นฆ่าทำลายล้างกัน นับแต่มีมนุษย์ในยุคแรกแล้ว
ผมอธิบายเองก็รู้สึกขัดเขิน จึงยกเอาคำอธิบายของ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” องค์ปัจจุบัน ที่ผมเป็น FC มาตั้งแต่ในวัยหนุ่มมาอธิบาย…
ท่านอธิบายว่า ตัณหา มานะ และทิฏฐิ คือกลุ่มกิเลสสำคัญ 3 ตัวที่เป็นตัวบงการพฤติกรรมและการกระทำของมนุษย์
เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง การแก่งแย่งชิงดี และปัญหาในสังคม โดยแต่ละตัวมีลักษณะและการแสดงออกที่แตกต่างกันดังนี้
ลักษณะของกิเลสทั้ง 3 ตัว ตัณหา คือ ความอยาก ความเห็นแก่ตัว และความอยากได้ผลประโยชน์เพื่อตัว
มานะ คือ ความต้องการให้ตนเองเด่น อยากยิ่งใหญ่ และการถือตัวสำคัญ ทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นหรืออุดมการณ์ของตนเองโดยไม่ยอมรับผู้อื่น”
อืออ..มันคือพรรค์นี้ และถ้าผมขอเติมท้ายว่า..มีแต่คนสติฟั่นเฟือนเท่านั้นที่จะวิ่งชนกำแพงให้ตัวเองเจ็บหัว..ใช่-ไม่ใช่ ถูก-ไม่ถูก ก็อย่าได้ถือสาเลยนะ!
เอ้า..แต่ข่าวนี้อยากให้ “ถือสา” สักหน่อย ก็ที่แนวหน้าออนไลน์ รายงานว่า.. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kritsanachai Srijaroen ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ได้เผยคลิปเหตุการณ์ เรียกปรับรถกระบะคันหนึ่ง มีพฤติกรรมเปิดกระจกสูบบุหรี่ และยังทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นถนนต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดยในคลิปตำรวจได้เรียกรถคนดังกล่าวจอดพร้อมบอกว่า สูบทั้ง 2 คนเลยเหรอ ทั้งคนขับและคนนั่งข้างคนขับ ทำไมไม่เขี่ยบุหรี่ในรถ ก่อนจะอธิบายว่า
พฤติกรรมดังกล่าวมีความผิด ปรับ 5,000 บาท ซึ่งทางรถกระบะจะพยายามบอกตำรวจว่า“ขอเป็นว่ากล่าวตักเตือนได้ไหมครับ”
แต่ทางตำรวจยืนยันว่าต้องทำตามกฎหมาย พร้อมประสานทางเทศกิจมาดำเนินการ”
ครับ..ตำรวจท่านนี้อยู่ สน.ไหน ผมอยากไปขอคารวะสัก 2 จอก!.
สันต์ สะตอแมน