โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ttb analytics ชี้ รพ.เอกชนไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หนุนธุรกิจเร่งปรับจาก ‘รักษาโรค’ สู่ ‘บริหารสุขภาพครบวงจร’

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 46 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 46 นาทีที่แล้ว

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโรงพยาบาลเอกชนไทยในปี 2569 จะขยายตัวต่ำเพียง 2.4% จากปีก่อน

ภายใต้บริบทดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการพึ่งพารายได้ในส่วนค่ารักษาพยาบาลแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาบริการด้านสุขภาพเชิงรุกที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเพิ่มความจำเป็น และความถี่ในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ผ่านการบริการใน 3 กลุ่มบริการสำคัญ ได้แก่ 1) การแพทย์เฉพาะทาง 2) เวชศาสตร์ความงาม และ 3) เวชศาสตร์เชิงป้องกัน ควบคู่กับการยกระดับ Medical Tourism โดยเฉพาะการสร้างตลาด Niche Medical Tourism เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีความต้องการเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้โรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีการเติบโตสูงต่อเนื่องและมีความผันผวนต่อสภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเริ่มมองเห็นสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.0% ต่อปี เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีก่อนหน้า (2555-2565) ที่ขยายตัวด้วยอัตราเร่งระดับ 2 digit เฉลี่ย 11.6% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ในประเทศไม่ได้อยู่ในช่วง “โตตามจำนวนผู้ป่วย” เหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนไทยที่มีแนวโน้มทรงตัวต่ำ และเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวมากขึ้น โดยในปี 2566-2568 จำนวนผู้ป่วยในประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 0.9% ต่อปี แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติยังคงเพิ่มขึ้นที่ 4.5% ต่อปี แต่ยังมีสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยชาวไทย ในขณะที่ภาพรวมรายได้ยังคงขยายตัวได้จากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเป็นหลัก

จากทิศทางการเติบโตดังกล่าว สะท้อนว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนผู้ป่วย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร เศรษฐกิจ และพฤติกรรมด้านสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

2 เทรนด์กำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

ttb analytics มองธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยในระยะต่อไปจะถูกกำหนดโดยแรงเปลี่ยนผ่านสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์และรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต ที่อาจทำให้การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นกว่าที่ผ่าน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์

  • โครงสร้างประชากรไทยที่มีทิศทางเป็นขาลงและเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของครัวเรือนกำลังลดลง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) มีสัดส่วนคิดเป็น 62.5% ของประชากรทั้งหมด ลดลงจากช่วง 10 ปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนถึง 66.0% สอดคล้องกับอัตราการพึ่งพิง (Dependency Ratio) ในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 60.1% และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 75.0% ภายใน 10 ปีข้างหน้า สะท้อนภาระการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นต่อกลุ่มวัยทำงาน ขณะที่กำลังซื้อสำหรับการใช้บริการทางการแพทย์เริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ซึ่งอาจกดดันให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ชะลอการเข้ารับบริการที่ไม่เร่งด่วน หรือหันไปเลือกใช้บริการที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายมากขึ้น

  • อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยที่อยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 10-11% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สูงกว่ารายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่านั้น แม้แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มทยอยผ่อนคลายในระยะข้างหน้าจากการชะลอตัวของโครงสร้างประชากรและการแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรงขึ้น แต่ในปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการมากกว่าเดิม และมีแนวโน้มเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะบริการที่ไม่เร่งด่วน เช่น การตรวจสุขภาพ หรือการทำหัตถการเพื่อการป้องกันโรค

  • การเข้ามาของโมเดลประกันสุขภาพแบบ Co-payment ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เอาประกันร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนในสัดส่วน 10-50% ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในระยะสั้นอาจส่งผลให้ผู้บริโภคลดพฤติกรรมการเคลมเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างไรก็ตามในระยะยาว เมื่อค่าเบี้ยประกันสามารถปรับลดลงและผู้บริโภคเข้าถึงระบบประกันได้มากขึ้น อาจเป็นแรงหนุนให้ตลาดรวมของผู้ทำประกันสุขภาพขยายตัวในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นอุปสงค์ใหม่ให้กับโรงพยาบาลเอกชนได้เช่นกัน

  • กลุ่มตลาดผู้ป่วยต่างชาติ แม้มีสัดส่วนรายได้เพียง 16.8% ของรายได้รวมโรงพยาบาลเอกชนในปี 2568 รวมถึงตลาดผู้ป่วยในโซนตะวันออกกลางบางส่วนเริ่มพึ่งพาการแพทย์ในประเทศมากขึ้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับตลาดในประเทศ สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 8.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่โตต่ำเพียง 1.3% ต่อปี จากจุดแข็งของโรงพยาบาลของไทยที่มีมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกในราคาที่สามารถแข่งขันได้

(2) การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค จาก “รักษาเมื่อเจ็บป่วย” สู่ “ดูแลสุขภาพเชิงรุก”

  • ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองโรงพยาบาลเป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่คาดหวังให้เป็น “Lifelong Health Partner” หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพที่ช่วยดูแลในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การป้องกัน คัดกรองความเสี่ยง ติดตามสุขภาพ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องในระยะยาว

  • เทรนด์การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริการสุขภาพเชิงป้องกัน เวชศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) การดูแลผู้สูงอายุ และการบริหารจัดการโรคเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาพรวมรายได้ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มโรงพยาบาลเฉพาะทาง และกลุ่ม Wellness ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) เติบโตเฉลี่ย 22.9% 34.0% และ 11.4% ต่อปี ตามลำดับ

  • ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และประสบการณ์การใช้บริการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมายผ่านช่องทางดิจิทัล การพบแพทย์ทางไกล หรือบริการติดตามผลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ความคาดหวังก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพการรักษาหรือชื่อเสียงของแพทย์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวมตลอดเส้นทางการรักษา ตั้งแต่การเดินทาง การสื่อสารหลายภาษา การดูแลหลังการรักษา ตลอดจนบริการด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักฟื้น

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของมูลค่าตลาดโรงพยาบาลเอกชนไทยในปี 2569 ทาง ttb analytics มองว่ารายได้ในภาพรวมยังพอขยายตัวได้ แต่เติบโตต่ำที่ 2.4% ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 3.4 แสนล้านบาท จากผลของ Price Effect เป็นหลัก สอดคล้องกับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 6-7% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการเติบโตโดยอาศัยผลของราคาต่อไปอาจเผชิญข้อจำกัดจากความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับแนวทางขยายการให้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และเพิ่มความจำเป็นในการเข้ารับบริการ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตแบบยั่งยืนในอนาคตต่อไป

กล่าวโดยสรุป ท่ามกลางโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้แนวทางขยายตลาดของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่ใช่การพึ่งพาจำนวนผู้เข้ารับบริการที่เพิ่มขึ้น หรือการแข่งขันด้านราคาเท่านั้น แต่คือการเพิ่มรูปแบบการให้บริการด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้คนไข้กลับมาใช้บริการต่อเนื่องและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้น

กลยุทธ์แรกคือการขยายบริการใน 3 แกนสำคัญ ประกอบด้วย 1) การแพทย์เฉพาะทาง สอดคล้องกับสังคมสูงวัยและความต้องการรักษาโรคซับซ้อนมากขึ้น 2) เวชศาสตร์ความงาม โดยไทยมีฐานความเชี่ยวชาญและเป็นหนึ่งในบริการเด่นของ Medical and Wellness Tourism และ 3) เวชศาสตร์เชิงป้องกัน ซึ่งกำลังขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น

หากโรงพยาบาลต่อยอดบริการจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “ดูแลก่อนป่วย-ดูแลหลังรักษา-ดูแลเพื่อคุณภาพชีวิต” ผ่านโปรแกรมตรวจคัดกรองเฉพาะบุคคล เวชศาสตร์ชะลอวัย ฟื้นฟูผู้สูงอายุ และโภชนาการที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มทั้งความถี่ในการเข้ามารับบริการและมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์ที่สองคือการยกระดับ Medical Tourism ให้พ้นจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์การรักษา และประสบการณ์คนไข้ รวมถึงการสร้างตลาด “Niche Medical Tourism” เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีความต้องการเฉพาะทาง และเป็นจุดแข็งของไทยที่โดดเด่น เช่น ภาวะมีบุตรยาก ศัลยกรรมตกแต่งและสร้างอวัยวะใหม่ (Gender-Affirming Care) การฟื้นฟูผู้สูงวัย และ Long-Term Wellness การเจาะตลาดเฉพาะจะช่วยลดการเปรียบเทียบราคาโดยตรงและสร้างอำนาจในการกำหนดราคาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลอดจนสร้างเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วยและกระจายฐานลูกค้าไปยังหลายประเทศเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

จากที่กล่าวไปข้างต้น ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นกลุ่มศักยภาพที่สร้างรายได้โดดเด่นกว่าในเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน สะท้อนว่าหากมีความน่าเชื่อถือและเจาะตลาดได้ถูกจุด ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นแหล่งรายได้ที่เติบโตเร็วกว่าฐานในประเทศได้ ท้ายที่สุด การแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น Volume ไปสู่ Value และจาก “รักษาโรค” ไปสู่ “บริหารสุขภาพ” ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...